บทที่ 73 เอาเปรียบ
“เพราะต้องการทำการค้ากับกลุ่มการค้าสกุลทง ทางพระราชสำนักใช้วิธีการเจรจาและต่อรองหลากหลายประการแล้ว น่าเสียดายที่กลุ่มการค้าสกุลทงเมินเฉยต่อพวกเรามาก ขนาดให้ตระกูลหวงที่เป็นตระกูลแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรพยายามติดต่อพวกเขาแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้นในตอนนี้....สิ่งที่พวกเขาต้องการจะทำต่อไปก็คือการส่งองค์รัชทายาทไปที่นั่น”
“แต่เพื่อยืนยันว่าทุกอย่างจะประสบความสำเร็จไปด้วยดี พวกเขาจึงสั่งให้เตรียมการให้พร้อม และดันมีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากมีคนจำได้ว่าเจ้าและคนตระกูลทงเคยทำการค้าด้วยกันมาก่อน”
“พวกที่เคยทำกิจการร่วมกับตระกูลทงทั้งหมดถูกเรียกตัวไปด้วยอยู่แล้ว เดิมทีเจ้าเป็นเพียงบุตรชายของข้า และเป็นตระกูลขุนนางระดับกลางเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจอะไร แต่พระชายาที่ติดตามไปด้วยในครั้งนี้ได้พูดถึงเจ้าเป็นการส่วนตัว พระนางบอกว่าเจ้ามีความสามารถมาก และอยากจะให้เดินทางไปด้วยกัน”
“ข้าพยายามหาคนช่วยพูดแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดสนใจเหตุผลของข้าเลย ทั้งๆที่มันเป็นแค่การค้าครั้งแรกและครั้งเดียวของพวกเรา จะไปมีน้ำหนักต่อคนสกุลทงได้อย่างไร!! นี่ก็แค่เป็นการพาเจ้าไปลำบากและเสี่ยงอันตรายด้วยเท่านั้น!”
ในฐานะผู้นำตระกูล เขารู้ว่าการส่งชิงหมินไปมีส่วนร่วมนี้ หากสำเร็จขึ้นมาก็จะทำให้ตระกูลหลี่ได้หน้าไปด้วยแน่นอน ทว่า...ในฐานะบิดา เขาจะยินดีส่งให้บุตรชายของตนเองไปเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ได้อย่างไร
การไปหากลุ่มการค้าสกุลทงนั้นต้องเดินทางผ่านเมืองไปมากมาย และยังต้องผ่านหัวเมืองที่มีท่าทีว่าจะก่อกบฏอีกด้วย แม้จะมีการส่งทหารภายใต้การควบคุมขององค์รัชทายาทไปด้วย รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการแทนตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คนปัจจุบัน ทว่าคนโง่ก็ยังรู้เลยว่าความสามารถในการบัญชาของผู้ทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่ในตอนนี้อ่อนแอขนาดไหน
ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาได้รับคำสั่งให้ไปปราบปรามโจรร้ายหรอกหรือ? แล้วกลับมาด้วยสภาพแบบไหน? ถูกกลุ่มโจรธรรมดาๆในอาณาจักรตบหน้ากลับมาเพราะมีแผนการลวง ในฐานะแม่ทัพใหญ่แล้ว ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ก็ได้?
สมแล้วที่ไม่มีประชาชนคนไหนเชื่อมั่นในกองทัพอีกต่อไป แถมยังได้ยินว่าตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อาจจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงในเร็วๆนี้ด้วย ดูเหมือนจะมีการพูดถึงเรื่องการยกอำนาจที่ตระกูลหวงมีมาหลายชั่วอายุคนให้ตระกูลอื่นดูแลต่อไป เนื่องจากการนำทัพของแม่ทัพใหญ่ที่มาจากตระกูลหวงในเวลานี้ไม่สามารถทำผลงานได้ดี
ถึงผู้คนจะบอกว่าให้เปลี่ยนมือเพียงชั่วขณะ รอจนกว่าจะหาตัว “ปีศาจสงคราม” พบ แต่อำนาจที่ได้ไปไว้ในมือแล้ว คิดว่าจะได้รับคืนมาง่ายๆอีกหรือ?
ทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้!!
นี่เป็นโอกาสในการทำผลงานครั้งสุดท้าย มีคนมากมายแค่ไหนที่ต้องการทำลายโอกาสสุดท้ายของตระกูลหวงไป บางที...แม้แต่องค์จักรพรรดิเองก็อาจจะอยากเปลี่ยนมือผู้คุมอำนาจทางทหารเป็นคนของตนเองก็ได้ ใครเล่าจะรู้พระทัยที่ชัดเจน...
การส่งคนไปร่วมขบวนนี้ ก็แค่เป็นการเพิ่มเหยื่อเข้าไปเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้องเสียสละองค์รัชทายาทคนโปรด บางที...การเสียขุนนางเป็นจำนวนมากก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกเช่นกัน หลี่ชิงหมินที่เป็นหมากตัวเล็กๆ พวกเขาอาจจะมองว่าเป็นผู้สูญเสียไปแล้วก็ได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้...หัวใจของคนเป็นบิดาก็เจ็บปวด
“นี่คงจะเป็นคำสั่งแล้ว ต่อให้ไม่อยากไปก็ไม่อาจทำอันใดได้” ชิงหมินกล่าวอย่างราบเรียบ แม้ว่าเขาจะไม่คิดว่าปัญหาใหญ่เช่นนี้จะตกใส่หัวของเขา แต่มันก็เกิดเรื่องขึ้นแล้วจนได้จริงๆ
เส้นทางที่เปลี่ยนไปนี้ เขาไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าชีวิตน้อยๆของเขายังจะรอดอยู่จนจบเรื่องอีกหรือไม่ หรือว่าในเมื่อเขาทำหน้าที่ของตนเองไม่ดีพอ เช่นนั้นจึงต้องถูกกำจัดหรือ?
คิดให้ตาย ชิงหมินก็ไม่ได้คำตอบ ตอนนี้ที่เขาทำได้ก็มีเพียงแค่ต้องเตรียมการป้องกันในขั้นต่อไปก็เท่านั้น
วันรุ่งขึ้น ชิงหมินก็เดินทางเข้าพระราชวังเพื่อไปรับคำสั่งร่วมกับคนอื่นๆ ไม่มีการถามความคิดเห็นก่อน เขาเพียงต้องแต่งตัวอย่างเป็นทางการแล้วก็ไปยืนก้มหน้าเงียบๆเท่านั้น อีก 3 วันต่อมา ขบวนเดินทางที่เร่งรีบนี้ก็ถูกจัดเตรียมพร้อมแล้ว
ยังดีที่ชิงหมินได้รับความกรุณา ไม่ว่าจะเพราะร่างกายเขาดูบอบบาง หรือเป็นเพราะเขาดูเหมือนจะเป็นคุณชายบัณฑิต เขาได้รับอนุญาตให้นั่งรถม้าร่วมกับบุรุษอีก 3 คนที่มีตำราอยู่ในมือคนละเล่ม ทั้งยังมีสภาพร่างกายที่แก่ชรา ไม่สามารถควบม้าด้านนอกด้วยตนเอง
ถึงจะค่อนข้างอับอาย แต่ชิงหมินก็ยินดีที่ได้นั่งอยู่เงียบๆไปตลอดทาง รถม้านี้ไม่ได้สุขสบายเท่ากับรถม้าส่วนตัวของพวกเขา ไม่อาจจะเรื่องมากขอเบาะนั่งนุ่มๆได้ จำเป็นต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเช่นนี้ไปตลอดทาง
นี่เป็นเพราะขบวนการเดินทางนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ พวกเขาต้องการเอาไปแค่ของมีประโยชน์เพื่อเร่งความเร็วในการเดินทางเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะต้องแวะระหว่างทางเพื่อให้พระชายาได้พักผ่อนเสียบ้าง เชื่อได้เลยว่าชิงหมินคงจะร่ำไห้ออกมาเป็นแน่
ชายชราทั้งสามในรถม้าร่วมกันกับชิงหมินก็ไม่ได้อาการดีไปมากกว่ากัน พวกเขาเองก็เป็นคนจากตระกูลขุนนางด้วย ดังนั้นความลำบากนี้จะทนได้มากกว่าชิงหมินหรือ?
ทุกๆวัน ทุกคนจะส่งเสียงโอดโอยออกมาคนละเล็กละน้อย เรียกหายาบรรเทาความเจ็บปวด กลิ่นยาในรถม้าจึงคละคลุ้งไปทั่ว หากชิงหมินไม่ได้มีถุงหอมของตนเองติดตัวเอาไว้ เชื่อเถอะว่าเขาก็อาจจะสติแตกเพราะกลิ่นสมุนไพรที่ปะปนกันในรถม้านี้
การเดินทางกินเวลาไปได้เพียง 12 วันเท่านั้น ในที่สุดปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว เมื่อพวกเขาหลุดออกมาจากเขตเมืองปลอดภัยและตั้งค่ายพักแรม ชิงหมินก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติ
ยังดีที่ในขบวนเดินทางนี้ มีคนมากความสามารถในกองทัพอยู่ด้วย ยังไม่ทันที่ฟ้าจะมืด ก็มีเสียงแจ้งเตือนเพื่อให้ทุกคนในขบวนมารวมตัวกัน ในขณะที่ทหารจำนวนมากตั้งค่ายปกป้องคุ้มภัยให้กับผู้เข้าร่วมขบวนแล้ว
พวกเขาตั้งท่าเป็นวงกลมเพื่อไม่ให้โจรร้ายลอบเข้ามาโจมตีจากด้านหลัง แน่นอนว่าคนที่อยู่ตรงกลางที่สุดก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ ในขณะที่ขุนนางอย่างชิงหมินต้องอยู่วงนอก ใช้ชีวิตของตนเองปกป้องเหล่าเชื้อพระวงศ์อีกที
เสียงสตรีกรีดร้องเมื่อเห็นภาพเลือดสาดอยู่ตรงหน้า พระชายาหมดสติไปจากเหตุการณ์การนองเลือดนี้ ไม่ว่าอย่างไร...สตรีก็ยังเป็นสตรีในห้องหับจริงๆ ชิงหมินมองดูการต่อสู้เพื่อที่จะคำนวณโอกาสรอดของตนเองในครั้งต่อไป และใช่...เขารู้สึกว่าโอกาสที่เขาจะปลอดภัยนั้นมีน้อยเหลือเกิน
ถึงแม้ว่าการต่อสู้นี้จะจบลงที่ชัยชนะของฝ่ายพวกเขา แต่ก็มีทหารบาดเจ็บจำนวนมาก นี่เป็นเพราะการออกคำสั่งของแม่ทัพใหญ่สกุลหวงจริงๆ ในขณะที่ไม่มีใครมองหาปัญหา ชิงหมินกลับสังเกตได้ว่าทหารที่ติดตามรับคำสั่งจากผู้รักษาการแทนแม่ทัพใหญ่คนนี้ไม่ได้เชื่อฟังเขามากนัก
ในระหว่างที่มีการต่อสู้ เมื่อแม่ทัพใหญ่ออกคำสั่งให้ปกป้องในทิศทางไหน ทหารพวกนั้นจะลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วถึงกับประเมินสถานการณ์กันเองด้วยซ้ำ บางครั้ง...ชิงหมินก็ยังเห็นว่าทหารบางคนทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำสั่งเลย หากไม่ใช่เพราะกลัวเสียหน้า เชื่อเถอะว่าในฐานะแม่ทัพใหญ่ จะต้องสั่งลงโทษให้คนเหล่านี้เจ็บหนักไปแล้ว!!
ปัญหาภายในกองทัพเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด และเมื่อการสั่งการโดยแม่ทัพใหญ่ทำให้พวกเขาสูญเสียมาหลายต่อหลายครั้ง ความน่าเชื่อถือจึงยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ ครั้งหน้า...ชิงหมินเกรงว่าอาจจะมีปัญหาที่รุนแรงขึ้นไปอีกขั้น
การตั้งค่ายนี้ถูกกำหนดให้กินเวลานานออกไปอีก 3 วันเพื่อรักษาและฟื้นฟูสภาพทหาร ผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งได้รับการรักษาด้วยยาที่พวกเขานำมา มันดูเหมือนจะจัดการได้ง่ายๆ แต่อย่าลืมว่านี่เป็นการเดินทางที่ผ่านมาเพียง 12 วัน!
ชิงหมินใช้โอกาสที่พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะเดินทางต่อไปนี้ เรียกฝูเซ่ามาเพื่อมอบคำสั่งพิเศษ ให้ข้ารับใช้ของเขาเตรียมแผนการรับมือเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ถึงแม้จะดูเหมือนว่าพวกเขาเห็นแก่ตัว แต่ชิงหมินก็ไม่คิดว่าลำพังผู้มีทักษะประเมินเช่นเขาจะช่วยเหลือคนอื่นๆให้รอดชีวิตไปได้
ลำพังแค่เอาตัวเองรอดก็กล้ำกลืนแล้ว...
“คุณชายหลี่เจ้าคะ พระชายาเรียกท่านไปพบเจ้าค่ะ” ในคืนที่ 2 หลังจากเกิดเรื่อง หลี่ชิงหมินถูกปลุกขึ้นกลางดึกด้วยนางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่ง
เป็นคำสั่งของพระชายาที่ต้องการเรียกเขาไปพบเป็นการส่วนตัว คิ้วของชิงหมินขมวดเล็กน้อย เขาไม่กังวลว่าแผนการของเขาถูกล่วงรู้โดยคนอื่น เนื่องจากเขายังไม่ได้ทำอะไรที่ประเจิดประเจ้อ และการที่ปล่อยให้ฝูเซ่าออกไปรวบรวมทรัพยากรเล็กๆน้อยๆนี้ ไม่สมควรจะเป็นปัญหามากเกินไป
ดังนั้น....พระชายาเรียกเขาเช่นนี้ต้องมีเหตุผลอื่น
ชิงหมินถูกพาไปในกระโจมส่วนพระองค์ ด้านนอกมีทหารเฝ้าคุ้มกันอยู่ด้วย และดูเหมือนจะมีองค์รักษ์ขององค์รัชทายาทอยู่ที่นั่นอีกสองคน นี่แปลว่าในกระโจมนี้ไม่ได้มีแค่พระชายาเท่านั้น แต่ยังมีองค์รัชทายาทอยู่ด้วย
ชายหนุ่มตรวจสอบการแต่งตัวของตนเองเล็กน้อยแล้วเปิดประโจมเข้าไปข้างใน ทั้งสองพระองค์รออยู่ก่อนแล้ว คนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าซูบซีด ในขณะที่อีกคนนั่งเก้าอี้หัวเตียง แสดงท่าทางกังวลและให้กำลังใจ
เมื่อบุรุษร่างใหญ่ผู้สูงศักดิ์ได้เห็นชิงหมิน เขาก็พยักหน้าให้คนเดินเข้ามา
“เจ้าก็คือคนตระกูลหลี่ที่ปรุงชาโม่ลี่ฮวาได้หรือ?” สุรเสียงของอีกฝ่ายนั้นทุ้มลึก มีอำนาจแฝงออกมาพร้อมกับคำพูดเหล่านั้น ส่งผลให้ชิงหมินดูเหมือนคนตัวเล็กไปเลย
นี่ก็คือพรสวรรค์ทางสายเลือดของผู้นั่งบัลลังมังกร ชิงหมินลอบชื่นชมออร่านี้ แต่การแสดงของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความสุภาพ
“ขอทำความเคารพต่อองค์รัชทายาทและพระชายาพะย่ะค่ะ กระหม่อมคือหลี่ชิงหมิน ผู้ที่ศึกษาการปรุงชาพะย่ะค่ะ สำหรับชาโม่ลี่ฮวานั้น เป็นเพียงความสำเร็จเล็กๆน้อยๆที่ไม่ควรค่าแก่การพูดถึงเลยพะย่ะค่ะ” หลี่ชิงหมินแนะนำตนเองไปพร้อมกับตอบคำถามต่อผู้มีอำนาจด้วย
“เจ้าไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวเกินไป จากเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มันส่งผลกระทบต่อจิตใจของชายาข้าเป็นอย่างมาก เจ้าจงนำชาโม่ลี่ฮวาที่มีคุณสมบัติพิเศษเหล่านั้นออกมาชงสักกาเถอะ แน่นอนว่าข้าจะมอบรางวัลให้แก่เจ้าหลังจากที่ทำงานเสร็จแล้วกลับเข้าเมืองหลวงอย่างแน่นอน”
องค์รัชทายาทไม่ได้พูดมากเกินไปนัก เขาเพียงออกคำสั่งมาโดยตรง และไม่ว่าชิงหมินจะมีชาอยู่ในมือหรือไม่ เวลานี้เขาจำเป็นที่จะต้องมีมัน
สีหน้าของพระชายาดูย่ำแย่มาก นางกำลังถูกหลอกหลอนโดยภาพการฆ่าฟันก่อนหน้านี้ ดาบและเลือดทำให้หัวใจของนางร่วงลงไปที่ตาตุ่ม ถ้าไม่ใช่เพราะมีภารกิจที่สำคัญรออยู่ข้างหน้า นางเองก็อยากจะขอตัวกลับเมืองหลวงตั้งแต่ตอนนี้เสียเลย
ชิงหมินลอบถอนหายใจออกมา แม้จะเดินทางออกจากเมืองหลวงก็ยังต้องเจอกับการรีดไถเพื่อเอาชาโม่ลี่ฮวาอีกหรือ? คนไม่มีอำนาจเช่นเขาจะทำอะไรได้อีก หากเป็นขุนนางระดับสูง...เชื่อเถอะว่าองค์รัชทายาทจะไม่กล้าพูดข่มขู่เพื่อปล้นกันแบบนี้
“กระหม่อมนำติดตัวมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเนื่องจากเป็นคำสั่งให้เดินทางกะทันหัน แต่ยังโชคดีที่สามารถปรุงยาหนึ่งกาได้พะย่ะค่ะ”
“เร็วเข้าเถอะ เจ้าไม่ต้องอธิบายหรือพูดให้มากความ เวลานี้จะต้องช่วยชายาของข้าก่อน” องค์รัชทายาทโบกมือ เขาไม่สนใจว่าชิงหมินจะแสดงสีหน้าเช่นไร ในเมื่อเขาบอกว่าต้องการ เช่นนั้นก็ต้องมอบของนั้นให้แก่เขา
ชิงหมินเคยได้ยินว่าองค์ชายรัชทายาทผู้นี้เป็นคนแข็งแกร่งมาก อีกทั้งในเนื้อเรื่องแล้วก็ยังได้รับการสนับสนุนจากพ่อลูกตระกูลหวงเพื่อครองบัลลัง ต่อสู้กับองค์ชายสามได้ เพียงแต่....ความแข็งแกร่งของเขาไม่ได้แปลว่าเขาจะใจกว้างต่อผู้คนทั้งหมด
อย่างน้อยๆ ชิงหมินก็เห็นได้ว่าองค์รัชทายาทผู้นี้ไม่เคยมองผู้ที่อยู่ระดับต่ำกว่ามีตัวตน เหมือนกับที่ตอนนี้กำลังใช้สายตาเช่นนั้นมองมายังเขา
คนเข้าไปข้างในและตรวจสอบถ้วยชาทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ไม่นานชาโม่ลี่ฮวาของเขาก็เสร็จสมบูรณ์ ชิงหมินไม่ได้รับเชิญให้อยู่ในกระโจมต่อไปด้วยซ้ำ เขาถูกไล่ออกมาหลังจากที่ใช้งานจนเสร็จ
สีหน้าของชิงหมินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่เกิดเรื่องขึ้นอีกในอนาคต เขาคงไม่พ้นที่จะกลายเป็นน้ำชาประจำตัวขององค์รัชทายาทหรือไม่ก็พระชายา นี่เป็นการเอาเปรียบกันเกินไปแล้วจริงๆ
แล้วก็เป็นอย่างที่เขาเข้าใจ หลังจากคืนวันนั้น...เมื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ชิงหมินจะถูกเรียกไปพบเป็นบางโอกาส และผู้สูงศักดิ์ทั้งสองก็เรียกร้องที่จะให้เขาต้มชาเสมอ ทั้งคู่ไม่ได้บอกให้เขามอบผงชาให้ ไม่อย่างนั้นคงจะดูน่าเกลียดเกินไป แต่เปลี่ยนเป็นบอกให้เขาต้มชาให้โดยตรง และมันก็ทำให้ชิงหมินหน้ามืดทุกครั้งที่กลับออกมา
ดีที่ความคาดหวังของเขาไม่ได้เกิดขึ้นช้าเกินไป หลังจากที่เดินทางต่อไปได้อีกแค่ 3 วันเท่านั้น ยังไม่ทันจะได้ข้ามภูเขาใหญ่เลย ปรากฏว่าพวกเขาก็ได้เจอกับกองโจรขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน เพราะนี่ไม่ใช่เป็นโจรกระจอกธรรมดาๆ!!
……………………………………………………..