"พวกเ้าไม่ได้รู้จักกับนางแน่นะ" นายกองสูงวัยเอ่ยถามอย่างลังเลใจ
หลังจากที่มีการโบยสตรีในตำหนักต๋าเฉินและส่งตัวมาทำงานในค่ายเมืองไหว ท่านเ้าเมืองแต่ละแห่ง ที่มีพื้นที่ดินแดนติดกับแม่น้ำสุ่ยซีก็มีคำสั่งให้ทหารเข้มงวดกวดขันเส้นทางน้ำตลอดทั้งสาย ไม่ยอมให้มีผู้ใดหาทางส่งคนมาลงน้ำได้ง่าย กอปรกับตนและทหารใต้บังคับบัญชานำเรือหลายลำลาดตระเวนพื้นที่แถวนี้ั้แ่เช้าตรู่ มีเพียงเรือชาวบ้านในพื้นที่สี่ลำที่ออกมาตกปลาเท่านั้น เป็ไปไม่ได้ที่จะมีผู้คนแฝงกายหลบหลีกสายตาทหารปล่อยสตรีผู้หนึ่งมาลอยคออยู่ในน้ำโดยไม่มีใครพบเห็น
"ไม่รู้จักหรอกขอรับนายท่าน นางยังไม่ตายให้เวลานางสักนิดเถิด หากนางฟื้นขึ้นมาอาจจะให้คำตอบพวกเราได้ นางอาจจะไม่ได้ตั้งใจมาหลอกลวงเหมือนกลุ่มสตรีก่อนหน้านี้ก็เป็ได้นะขอรับ" ชายชาวประมงพยายามโน้มน้าวท่านนายกอง หวังเป็อย่างยิ่งให้หญิงสาวเยาว์วัยรีบฟื้นคืนสติโดยเร็วจะได้มีโอกาสแก้ต่างเื่ของตนเอง
"พวกเราล่องเรืออยู่ในแม่น้ำั้แ่เช้า ไม่พบเห็นผู้ใดเข้ามาใกล้บริเวณนี้ แล้วหญิงสาวผู้นี้มาปรากฏตัวกลางแม่น้ำได้อย่างไรกัน?" ท่านนายกองยังคงตอกย้ำความคิดเดิมของตนต่อไป
"สายน้ำอาจจะพัดพานางมาจากทางอื่นก็เป็ได้นะขอรับท่านนายกอง" ทหารใต้บังคับบัญชาออกความเห็น
"พวกเราจะรออีกครู่หนึ่งก็แล้วกัน หากนางยังไม่ฟื้นค่อยส่งตัวไปที่ค่าย อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องถูกโบย" นายกองตัดสินใจให้โอกาสหญิงสาว ไม่แม้กระทั่งจะััร่างกายของสตรีที่ยังสลบไสลตรงหน้า เพราะเขารู้สึกว่าการปรากฏตัวของนางพิเศษกว่าผู้อื่น หากภายหลังนางเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีเข้าจริงๆ เขาเกรงว่ามือสกปรกของตนจะทำให้ร่างของหญิงสาวต้องแปดเปื้อน
ผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงสาวในชุดสีฟ้า เสื้อคลุมผ้าไหมโปร่งสีแดงเข้มก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
"นางมีดวงตาสีฟ้า!!" นายกองสูงวัยอุทานเสียงดังออกมาอย่างแตกตื่นหลังจากจ้องมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดา
เสียดายที่สตรีผู้นั้นกลับหลับตาลงไปอีกครั้งและยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมาอีกเลย แม้ว่าหญิงชาวประมงจะพยายามปลุกนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลายรอบ
"เ้า ไปกับพวกเราสักรอบเถิด ส่งนางไปพักที่ค่ายก่อน พวกเราล้วนเป็บุรุษไม่กล้าแตะต้องตัวนางหรอก" ท่านนายกองร้องขอความช่วยเหลือจากภรรยาชาวประมง
สองสามีภรรยาต่างก็ได้เห็นดวงตาสีฟ้าของสตรีที่พวกตนช่วยชีวิตเอาไว้เช่นกัน พวกเขาถึงกับขนลุกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพยากรณ์ที่เลื่องลือไปทั่วแคว้น ผู้เป็ภรรยาเห็นว่าสตรีผู้นี้มีโอกาสเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีตัวจริงที่สุดนางจึงเต็มใจร่วมทางไปกับทหารอีกสี่นาย เดินทางไปขึ้นฝั่งที่ค่ายทหารกองธงเขียวแห่งเมืองไหวที่อยู่ไม่ไกล
..........
จ้าวซือหยางหมดสติโดยไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ แทรกซ้อนอยู่นานถึง 3 วันเต็มๆ นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งใน่กลางดึกของคืนวันที่ 3 หญิงสาวพบว่าตนเองถูกเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดตัวยาวคลุมข้อเท้ามีผ้าคาดเอวพันเอาไว้อย่างหลวมๆ คล้ายชุดคลุมอาบน้ำตัวหลวมโคร่ง
"ที่นี่ที่ไหนกัน" หญิงสาวมองไปรอบห้องที่มืดสนิทมีเพียงแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างพอให้เห็นข้าวของไม่กี่ชิ้นที่ถูกจัดวางเอาไว้ในห้องอย่างเลือนรางเท่านั้น
นางลุกขึ้นนั่ง พยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืดและรู้สึกว่าดวงตาของตนเจ็บแสบไปหมดจนน้ำตารื้น หญิงสาวจึงนึกขึ้นได้ว่าระหว่างถ่ายทำฉากใต้ทะเลในละครที่ตนรับบทเป็นางมารใต้สมุทร ตนได้ใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้าไว้คู่หนึ่ง จึงปล่อยให้น้ำตาไหลเพื่อหล่อลื่นดวงตาและใช้นิ้วแตะคอนแทคเลนส์สองชิ้นขว้างทิ้งออกไปนอกหน้าต่าง
"นี่มันอะไรกันเล่าเนี่ย!!" จ้าวซือหยางต้องอุทานออกมาอีกครั้งเมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไปภายนอก ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเป็สิ่งก่อสร้างโบราณคล้ายฉากหมู่บ้านชนบทในโรงถ่ายทำ แต่อาคารที่นางยืนอยู่เวลานี้อยู่สูงพอที่จะมองออกไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ว่าพื้นที่นี้ไม่ใช่โรงถ่ายแต่อย่างใด ทั้งสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เห็นอยู่ไกลๆ กับกองไฟที่ถูกจุดไว้หลายจุดมีผู้คนนั่งนอนล้อมรอบอยู่ก็เห็นได้ชัดว่าที่นี่เป็สถานที่แปลกใหม่ที่นางไม่เคยมาเยือน
"ฉันหมดสติไปในระหว่างถ่ายทำไม่ใช่หรือ?" หญิงสาวพยายามคิดถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่ตนจดจำได้
เวลานั้นตนเองต้องกลั้นใจอยู่ใต้น้ำเพื่อถ่ายทำฉากหนึ่งในละครย้อนยุค แต่เป็เพราะความยากลำบากในการถ่ายทำใต้ทะเลจริงๆที่มีคลื่นลมแรง รวมทั้งตนเพิ่งจะได้รับบทเด่นเป็ครั้งแรกหญิงสาวจึงตื่นเต้นและทำผิดพลาดจนต้องถ่ายฉากเดิมซ้ำหลายรอบ ความเหน็ดเหนื่อยและหายใจไม่สะดวกทำให้หญิงสาวเกือบจะหมดสติอยู่ใต้น้ำหลายครั้งหลายหน ความรู้สึกที่ตนเองสำลักน้ำหายใจไม่ออก ร่างกายหนักอึ้งเพราะขาทั้งสองเป็ตะคริวจนไม่สามารถว่ายขึ้นมาสูดอากาศข้างบนได้ยังทำให้ตนหวาดกลัวอยู่ไม่หาย และสุดท้ายเธอก็ได้เห็นมีคนพยายามดำน้ำเข้ามาช่วยก่อนจะหมดสติไปในที่สุด
"ถ้าอย่างนั้นฉันก็ควรจะอยู่ในโรงพยาบาลหรือไม่ก็น่าจะถูกส่งให้ไปนอนพักอยู่ในห้องพักนักแสดงสิ แล้วที่นี่มันที่ไหนกันเล่าเนี่ย" จ้าวซือหยางผลักประตูไม้ออกไปเบาๆ เดินออกมาภายนอกห้องพัก
นางพบว่าตนเองยืนอยู่บนระเบียงไม้ชั้นสองของอาคารรูปทรงโบราณ อาคารสี่หลังถูกสร้างให้หันหน้าชนกันสี่ทิศ พื้นที่ตรงกลางเบื้องล่างมีบุรุษแต่งกายด้วยชุดสีน้ำตาลเข้มรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่มีบางคนสวมใส่เกราะหนังที่คลุมเฉพาะ่อกถึงเอวเอาไว้ บ้างก็มีดาบเหน็บอยู่ที่หลัง บ้างก็ไร้อาวุธ สวมรองเท้าทรงสูงถึงใต้เข่าคล้ายกับเครื่องแบบของทหารในยุคโบราณที่ตนเห็นเป็ประจำในกองถ่าย คนเ่าั้จับกลุ่มกันยืนในลักษณะของการยืนเฝ้าเวรยามบ้าง นั่งอยู่ที่โต๊ะบ้างราว 20 กว่าคน
อาคารทั้งสี่หลังล้วนแบ่งออกเป็ห้องเล็กๆ ทั้งสองชั้น แต่ละห้องประตูปิดสนิทเงียบเชียบ ตะเกียงน้ำมันถูกแขวนเอาไว้ห่างๆ กันไม่กี่ดวงที่เสาระเบียงนอกห้องพักพอให้ความสว่างสาดส่องมาเป็บางพื้นที่ มีเพียงนางผู้เดียวที่เปิดประตูออกมาภายนอกและยืนมึนงงอยู่บนชั้นสองตามลำพังท่ามกลางความมืดมิด
หญิงสาวค่อยๆ ถอยหลังกลับเข้าไปในห้องที่ตนเพิ่งก้าวออกมาเมื่อครู่ ปิดประตูไม้น้ำหนักเบาสองบานเล็กๆ ลงอีกครั้งพยายามที่สุดไม่ให้เกิดเสียงดัง
นางหันกลับมามองสิ่งของรอบกายภายในห้องขนาดเล็กอีกครั้งอย่างตั้งใจ พยายามคลำหาสวิตช์ไฟฟ้าจากบริเวณที่สมควรจะมีแต่ก็ไม่พบ สิ่งเดียวที่หญิงสาวคิดวนเวียนอยู่ภายในหัวเวลานี้มีเพียงเื่การทะลุมิติย้อนเวลาอะไรทำนองนั้น เื่เหล่านี้เป็ต้นแบบในละครหลายเื่ที่ตนเคยแสดงมาั้แ่เด็ก แต่ที่แน่ๆ นางไม่พบความทรงจำของผู้อื่นนอกเหนือไปจากตนเอง คอนแทคเลนส์ที่เพิ่งถอดทิ้งไปไม่นานก็เป็เครื่องยืนยันว่าตนยังคงเป็ตนเองคนเดิมไม่ได้มาเข้าสิงร่างเกิดใหม่เป็ผู้ใด
สิ่งที่ย้ำความคิดว่าตนกำลังหลงยุคทะลุมิติมาเป็เพราะ สิ่งก่อสร้าง บรรยากาศทิวทัศน์นอกหน้าต่างและผู้คนที่พบเห็นเมื่อครู่ ไม่ได้มีลักษณะเหมือนนักแสดงหรือโรงถ่ายทำที่ตนคลุกคลีมาั้แ่อายุ 8 ปีแม้แต่น้อย
หากนางข้ามมิติเวลามาจริงอย่างที่คิดอยู่ในใจ ที่นี่ก็ดูไม่เหมือนกับเป็บ้านเรือนคนสามัญธรรมดา ทั้งยังดูคล้ายกับเป็ค่ายทหารเสียมากกว่าอีกด้วย หญิงสาวกลับไปนั่งลงที่เตียงไม้ปูด้วยฟูกผืนบาง คิดคำนวณถึงความเป็ไปได้ก็เห็นว่ามีน้ำหนักมากกว่าครึ่งที่ตนจะทะลุมิติ
จ้าวซือหยางรู้สึกเสียดายและเสียใจในคราวเดียวกัน ตนเองได้ความช่วยเหลือจากรุ่นพี่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เป็นักแสดงตัวประกอบมาก่อน พามาทดสอบความสามารถจนได้รับบทเด็กหญิงในละครหลายเื่ เข้าฉากเป็ตัวประกอบสะสมเงินเอาไว้ั้แ่ 8 ขวบ
อายุ 17 ปี เพิ่งจะได้รับบทเด่นเป็นางมารร้ายใน่แรกรุ่นแม้จะได้เข้าฉากไม่กี่ฉากแต่ก็เป็ครั้งแรกที่ตนได้รับบทที่มีชื่อแซ่ อนาคตที่มืดมนของตนกำลังจะเริ่มดีขึ้นเพราะเริ่มมีคนสังเกตเห็นถึงใบหน้าและผิวพรรณที่งดงามของตน จนเสนอให้ไปถ่ายโฆษณาสินค้าหลายชิ้น ไม่คิดว่าการเป็ตะคริวใต้น้ำและหลับตาไปหนึ่งตื่น ลืมตาขึ้นอีกครั้งนางก็โผล่มาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่เสียแล้ว