ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 27 พักการเรียน

     ตอนที่ 27 พักการเรียนหลังจากที่หวังซินทดสอบสำเร็จก็เข้าสู่ทีมละคร แล้วจึงวางมือจากเรื่องอื่นชั่วคราวตอนนี้ละครโทรทัศน์ไม่สามารถขายให้กับพ่อของตัวเองได้ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้แล้วในวันต่อมาเมื่อเขาตื่นนอน ก็ได้รับโทรศัพท์จากหลินชง ซึ่งหลินชงได้โทรมาให้หวังซินไปเซ็นสัญญาบทละครอย่างเป็นทางการและปรึกษาพูดคุยกันเรื่องค่าตอบแทนเมื่อตอนที่อยู่ในโรงแรมก่อนหน้านั้น ก็เป็นแค่ข้อตกลงในขั้นแรกเท่านั้น แต่หลินชงกลัวว่าหวังซินจะเปลี่ยนใจกะทันหัน บทละครที่ดีเรื่องหนึ่งเป็นสิ่งที่เธอหวังจะได้เห็น โดยไม่อยากให้หวังซินเอาบทละครไปขายให้กับบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์อื่น ดังนั้นภายในระยะเวลาอันสั้นจึงได้ร่างสัญญาออกมาเป็นอันเสร็จเรียบร้อย เพื่อรอให้หวังซินเข้ามาเซ็นสัญญา เมื่อมาถึงสถานที่ที่นัดกับหลินชงไว้ หนังสือสัญญาหนึ่งเล่มก็ได้แบ่งออกเป็นสองฉบับ สัญญาฉบับหนึ่งเป็นของนักแสดงกับบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์เมื่อมองดูสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว ใบหน้าของหวังซินก็เต็มไปด้วยสีหน้าที่โล่งใจหลังจากที่ได้กลับมาเกิดใหม่ ตัวเองไม่เพียงแค่กลายเป็นนักเขียนบทละคร ทั้งยังกลายเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ทีมละคร《Home With Kids》อีกด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่เปลี่ยนชะตาชีวิตของครอบครัวได้ แม้แต่ชะตาชีวิตของตัวเองก็ล้วนเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน นี่จึงทำให้ชีวิตของเขาหลังจากนี้เต็มไปด้วยความคาดหวัง และถ้าตัวเองยังสามารถใช้พื้นที่ในความฝันเป็นสนามทดสอบได้ล่ะก็ เส้นทางในการเป็นนักแสดงนี้ ก็จะเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด“หวังซิน เธอคิดอะไรอยู่น่ะ? เธอไม่ดูสัญญาสักหน่อยเหรอ?” หลินชงเห็นว่าหวังซินถือสัญญาไว้ในมือ แต่สายตากลับไม่ได้อยู่บนสัญญา ดวงตาทั้งคู่เหม่อลอย ที่ไม่รู้ว่าความคิดได้ล่องลอยไปถึงไหนแล้ว “ผมจะดูตอนนี้เลยครับ” หวังซินเกาหัวด้วยความเขินอายเล็กน้อย จึงหยิบสัญญาขึ้นมา แล้วอ่านอย่างตั้งใจก่อนหน้าที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาบทละครนั้น สัญญาการเข้าทีมละครก็ยังไม่ได้เซ็นเหมือนกัน หลินชงได้เอาสัญญาที่ควรแบ่งออกเป็นสองฉบับรวมเป็นฉบับเดียว ด้านบนมีข้อตกลงเยอะมากทั้งยังมีการคุ้มครองของบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ได้เขียนไว้ด้านบนอย่างชัดเจนเมื่อหวังซินได้อ่านสัญญาฉบับนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าพวกนักธุรกิจในยุคนี้ก็มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกันแล้ว ซึ่งไม่อาจปล่อยให้ตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบได้ แม้ว่าครั้งนี้หลินชงจะเป็นฝ่ายมาหาตัวเองให้เซ็นสัญญาก็ตามหลังจากที่อ่านข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่หวังซินใส่ใจมากที่สุดก็คือค่าตอบแทน ค่าตอบแทนในสัญญาคือหกร้อยหยวนต่อหนึ่งตอน บทละครเล่มนี้ต้องเขียนอย่างน้อยหนึ่งร้อยตอน ดูแล้วก็เหมือนจะเยอะมาก แต่พอคำนวณออกมาจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่เพราะคาดไม่ถึงว่าด้านบนนี้จะเอาเงินที่เขียนบทละครและเงินที่ตัวเองเล่นบท ‘หลิวซิง’ คิดรวมกันในนี้สิ่งพวกนี้ก็ช่างมันเถอะ ด้านบนนี้ไม่ใช่แค่ละครโทรทัศน์หนึ่งตอน แต่ยังคิดค่าแสดงของตัวเองต่อตอนเข้าไปด้วย ตัวเองจะต้องแสดงให้ได้หนึ่งตอน ถึงจะได้รับเงินหกร้อยหยวน ในนั้นก็ยังรวมเงินค่าบทละครไปแล้วด้วย ราคานี้ทำให้หวังซินถึงกับพูดไม่ออก ถึงแม้ว่าหลิวซิงในละครโทรทัศน์เกือบทุกตอนล้วนเป็นนักแสดงนำ แต่ว่าพอคำนวณออกมาแบบนี้แล้ว ค่าตอบแทนกลับไม่เยอะเท่าไหร่ ในหนึ่งร้อยตอน ได้เข้าฉากมากสุดก็สิบห้าตอน พอคำนวณเงินออกมาหนึ่งร้อยตอนอย่างมากสุดก็เก้าพันหยวนเอง “ผู้กำกับหลิน ราคานี้ ไม่ต่ำเกินไปหน่อยเหรอครับ?” บทละครตัวเองก็เป็นคนเขียน อีกทั้งบทบาท ‘หลิวซิง’ ในละครโทรทัศน์ก็เป็นคนแสดง จริง ๆ แล้วราคาน้อยเกินไปแล้ว“ราคานี้เป็นราคาที่เหมาะสมที่สุดที่ฉันให้เธอได้ในปัจจุบัน จำนวนตัวอักษรในบทละครไม่ได้เยอะ อีกทั้งละครเรื่องนี้ก็คือซิทคอม รูปแบบการถ่ายทำก็เร็วมาก คงไม่กินเวลาเธอมากเท่าไหร่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้เธอยังใหม่อยู่ ฉันให้ราคานี้กับเธอก็เพราะว่าเห็นแก่หน้าพ่อของเธอหรอกนะ” คำพูดของหลินชงเด็ดขาดมาก และในนั้นก็ไม่มีการเพิ่มราคาใด ๆ ให้เลยแม้แต่น้อยนี่จึงทำให้หวังซินหมดคำพูด หรือว่าบทละครจะทำกำไรไม่ได้เลยงั้นเหรอ?ตัวเองเป็นถึงนักแสดงนำและผู้เขียนบท ทำไมถึงให้ราคาแค่นี้นะ?เมื่อคำนวณเวลาที่ตัวเองเขียนบทละครกับเวลาในการถ่ายทำ ถ้าจะถ่ายให้เสร็จหนึ่งร้อยตอน ไม่ว่าจะถ่ายทำได้เร็วขนาดไหน อย่างน้อยก็น่าจะต้องใช้เวลาสี่เดือนไม่ใช่เหรอ?อีกทั้งในสี่เดือนนี้ตัวเองจะต้องเขียนบทละครเกือบทุกวัน และถ่ายทำละครทุกวัน แม้แต่เวลาของเขาเองก็ไม่มี ถึงจะสามารถสำเร็จภารกิจนี้ไปได้ แต่พอนึกได้ว่าเป็นยุคนี้ หวังซินก็รู้สึกวางใจแล้วนี่คือปี 1993 ไม่ใช่ในโลกยุคหลัง ซึ่งในปี 1993 นี้ การมีเงินหนึ่งหมื่นหยวนก็สามารถเรียกว่าเป็นเศรษฐีแล้ว ในหนึ่งปีของพ่อตัวเองถึงจะหาเงินได้สองหมื่นหยวน ตัวเองสามารถใช้เวลาสี่เดือนในการหาเงินได้ถึงเก้าพันหยวน ก็นับว่าไม่เลวแล้ว ตอนที่พ่อยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ เงินที่เขาหาได้ทั้งหมด ก็ยังไม่เยอะเท่าที่ตัวเองหาได้เลย “โอเคครับ” หวังซินรู้สึกจนใจมาก บทละครที่ดีเรื่องหนึ่งขายออกไปในราคาที่ถูกขนาดนี้ ทำให้เขารับไม่ได้เล็กน้อย แต่ราคาตลาดก็เป็นแบบนี้ ต่อให้ราคาสูงขึ้นอีก ก็คงสูงไปกว่านี้ไม่มาก“เอาล่ะ การเตรียมอุปกรณ์ในสตูดิโอเร็วมาก การถ่ายทำก็เร็วเหมือนกัน ตอนนี้ในเมื่อเธอเข้ามาในทีมละครแล้ว ก็จำเป็นต้องเอางานละครเป็นหลัก ส่วนการเรียนของเธอ เกรงว่าจะต้องลดลงแล้ว” “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ผมจะไปทำเรื่องขอลาที่โรงเรียนครับ” หวังซินรู้แนวโน้มการพัฒนาที่สำคัญของสังคมในโลกยุคหลัง แม้ว่าตอนนี้จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็ไม่ได้มีประโยชน์ต่ออนาคตสักเท่าไหร่ ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างหากถึงจะเป็นงานที่ได้เงินเยอะที่สุด ถัดมาก็คือนักแสดง ใครจะไปคิดว่าค่าออกงานของนักแสดงที่มีชื่อเสียงในโลกยุคหลังอาจจะสูงถึงหนึ่งล้านล่ะ?ในยุคนี้ ภายในประเทศแทบจะไม่มีใครกล้าจินตนาการถึงเรื่องนี้หวังซินมีการวางแผนอย่างละเอียดสำหรับชีวิตในอนาคตของตัวเอง ดังนั้นสำหรับการเรียนของเขาในตอนนี้ จึงไม่ค่อยสนใจมากเท่าไหร่ แต่จะไม่เรียนก็ไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ก็ยังต้องเข้ามหาวิทยาลัย แต่สาขาที่เรียนตัวเองก็จะต้องเป็นคนเลือกเองเมื่อกลับมาถึงโรงเรียน เพื่อนนักเรียนหลายคนล้วนมีสายตาที่จับจ้องไปยังหวังซินเขากลายเป็นคนดังของโรงเรียนตั้งนานแล้ว ตอนที่เรียนหนังสือก็เกือบจะไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา ทุกสัปดาห์ก็มาโรงเรียนไม่กี่ครั้ง อีกทั้งถ้าไม่ขอลาก็คือจะเขียนในสิ่งที่คนไม่เข้าใจอยู่ในห้องเรียน คุณครูที่อยู่ในโรงเรียนก็เหนื่อยที่จะสนใจเขาหลังจากที่หวังซินแบ่งชั้นเรียนใหม่แล้ว สองวันมานี้หยางเจียอิ่งก็รอหวังซินกลับมาเรียนตลอด เตรียมที่จะเสริมบทเรียนให้กับหวังซินหลายวันมานี้ในทุก ๆ วันเธอจะทำการจดบันทึก แล้วรอให้หวังซินกลับมา เพื่อที่จะอธิบายให้หวังซินฟังอย่างละเอียดแต่ว่ารอมาแล้วครึ่งวัน ก็พบว่าหวังซินได้เดินตรงไปทางห้องปกครอง นี่จึงทำให้เธอรู้สึกเหนือความคาดหมาย จึงได้รีบเดินออกจากชั้นเรียนไป เพื่อไปหาหวังซินหวังซินเพิ่งจะมาถึงหน้าประตูห้องปกครอง ก็บังเอิญเจอกับหยางเจียอิ่งที่วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาพอดีมองหัวหน้าห้องคนสวยหยางเจียอิ่งที่เป็นเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ก่อนหน้านั้น หวังซินก็ทักทายด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย“หยางเจียอิ่ง บังเอิญจังเลยนะ!” “ใช่บังเอิญมาก หลายวันมานี้ไม่เห็นแม้แต่เงานายเลย พอเจอกันทีก็เจอที่ห้องปกครองเลยนะ ทำไมเหรอ เธอมาห้องปกครองก็เพื่อขอลากับคุณครูประจำชั้นอีกงั้นเหรอ?”เมื่อหยางเจียอิ่งกลอกตาบนมองหวังซิน หลังจากที่เด็กหนุ่มคนนี้ได้ถูกหลินชงเรียกตัวไปเมื่อครั้งก่อน ก็เพิ่งจะอยู่ในโรงเรียนแค่ครึ่งวัน เมื่อได้เห็นท่าทีแบบนี้แล้ว ก็เกรงว่าเขาจะไปทำเรื่องขอลาอีกแล้ว “อืม มีเรื่องบางอย่างต้องจัดการ จำเป็นต้องพักการเรียนชั่วคราว” เมื่อหวังซินเพิ่งพูดประโยคนี้ออกมา ก็เห็นสันคิ้วโค้ง ๆ คู่นั้นของหยางเจียอิ่งขยับเบา ๆ แล้วเดินมาที่ตรงหน้าของหวังซิน และพูดด้วยสีหน้าที่เย็นชาว่า: “พักการเรียนงั้นเหรอ? เหอะเหอะ หวังซินเธอนี่ช่างสบายจริง ๆ เลย แม้แต่ขอลาก็สามารถมองข้ามเป็นการพักการเรียนได้” “หยางเจียอิ่ง ฉันก็แค่พักการเรียนชั่วคราวเท่านั้นเอง อีกทั้งช่วงเวลาที่พักการเรียนนี้ ฉันก็จะไม่ทิ้งการเรียนหรอกนะ” หวังซินคิดยังไงก็ไม่เข้าใจ โดยปกติหยางเจียอิ่งก็ไม่ได้พูดคุยกับตัวเองสักเท่าไหร่ คาดไม่ถึงว่ายังจะมาสนใจตัวเขาด้วย“หวังซิน เธอถือโอกาสลาออกไปเลยสิ” เมื่อได้ยินคำพูดของหวังซิน หยางเจียอิ่งก็พูดกับหวังซินด้วยความโกรธเมื่อมองดูใบหน้าที่สวยงามของหยางเจียอิ่งที่เต็มไปด้วยความโกรธแล้ว หวังซินก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวเองพักการเรียน แล้วทำไมหยางเจียอิ่งถึงได้โมโหกันล่ะ?“เหอะเหอะ จะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ” เขาลูบจมูกด้วยความเก้ ๆ กัง ๆ ซึ่งหวังซินไม่กล้ามองท่าทางที่โมโหของหยางเจียอิ่ง“ที่จริงแล้วนายยังอยากเรียนหนังสืออยู่ไหม? มีการเรียนที่ไหนที่เขาทำเหมือนเธอแบบนี้บ้างอยากเรียนก็มาไม่อยากเรียนก็ไม่มา พวกเราตอนนี้ก็อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าแล้วนะ ในสังคมนี้ การไม่มีความรู้ก็ไม่มีอนาคต หลังจากที่เข้าสู่สังคมแล้ว จะไม่เป็นผลดีใด ๆ สำหรับตัวเธอเลย” “เอิ่ม……” เมื่อฟังคำพูดของหยางเจียอิ่ง หวังซินจึงหมดคำพูดเขานึกไม่ถึงว่าการมาที่ห้องปกครองเพื่อทำเรื่องพักการเรียนยังจะได้เจอกับหยางเจียอิ่ง ที่นึกไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ที่เย็นชามาตลอดคนนี้ คาดไม่ถึงว่าจะใส่ใจเรื่องการเรียนของตัวเองด้วย“หวังซิน พวกเราผ่านการคัดเลือกมาหลายชั้นถึงจะสอบเข้าชั้นมัธยมปลายได้ ตอนนี้ไม่สามารถเป็นเพราะว่ามัวแต่รักสนุกจึงทิ้งการเรียนนะ สังคมไม่ต้องการคนที่ไม่มีการศึกษา มีแค่ความรู้เท่านั้นถึงจะทำให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม นายเข้าใจไหม?” หยางเจียอิ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ตัวเองถึงได้ตำหนิหวังซินอบรมหวังซิน แต่เธอก็ไม่ยินยอมที่จะเห็นเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ของตัวเองที่เอาแต่โดดเรียนและขอลาทั้งวัน นักเรียนที่มีความสามารถสูงด้านวิทยาศาสตร์ที่ดีคนหนึ่ง จะปล่อยให้ความสามารถของตัวเองสิ้นเปลืองไปนี้ไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทางที่ไม่สะทกสะท้านของหวังซิน หยางเจียอิ่งจึงพูดอีกว่า: “แท้จริงแล้วนายทำแบบนี้เพื่ออะไรกันแน่?นายฉลาดมาก ก็แค่ใส่ใจกับการเรียน นายจะต้องเจอความสนุกในการเรียนแน่นอน ทำไมนายถึงได้ต่อต้านการเรียนขนาดนี้กันล่ะ?”“หัวหน้า เราไม่ได้ต่อต้านการเรียนนะ แต่ว่าในด้านที่เกี่ยวข้องนี้เราได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว อีกทั้งฉันยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าที่จะต้องไปทำ แต่ก็จะไม่ให้เสียการเรียนเป็นแน่ ในจุดนี้ ฉันสามารถรับรองกับเธอได้เลย” ไม่มีวิธีแล้ว หวังซินทำได้แค่รับรองกับหยางเจียอิ่งเท่านั้นแค่ในตอนนี้หยางเจียอิ่งจะเชื่อได้ยังไงกัน?ที่โรงเรียนหวังซินมีฉายาว่าราชาแห่งการโดดเรียน หลังจากที่เปิดเรียนตั้งแต่ปีใหม่มา ฉายานี้ก็ค่อย ๆ แพร่กระจาย“รับรองได้งั้นเหรอ?” เหอะเหอะ งั้นตอนนี้นายกลับไปตั้งใจเรียนสิ เราจะเรียนกับนายด้วย มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ เราจะอธิบายให้นายเอง เราไม่ต้องการให้นายมารับรอง เราแค่ต้องการให้นายตั้งใจเรียนก็แค่นั้นเอง” เมื่อพูดถึงตรงนี้ หยางเจียอิ่งถึงจะรู้สึกตัวว่า หวังซินสำหรับเธอแล้วเป็นใครกัน?ก็แค่เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ของตัวเองนี่นา ตัวเองใส่ใจการเรียนของเขาขนาดนี้ จะมากเกินไปรึเปล่านะ?เมื่อนึกถึงจุดนี้ จึงรีบพูดแก้ตัวว่า: “ฉันไม่อยากให้ใครมาว่าเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ของฉันเป็นราชานินจาที่ชอบโดดเรียน” หวังซินมองไปที่หยางเจียอิ่ง ในใจรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก แต่เขาไม่สามารถไม่ไปทำเรื่องของตัวเองได้ จึงรีบพูดกับหยางเจียอิ่งว่า: “หัวหน้า ความหวังดีของเธอเราเข้าใจนะ ขอบคุณวันนี้ที่เธอชี้แนะด้วยนะ” เมื่อได้ยินคำพูดของหวังซิน ก็รู้ว่าหวังซินได้ตัดสินใจที่จะพักการเรียนแล้ว หยางเจียอิ่งจึงกระทืบเท้าด้วยความโกรธ แต่กลับไม่มีวิธีไหนที่จะรั้งหวังซินไว้ได้เธอยืนอยู่ตรงที่เดิม แล้วมองหวังซินที่เข้าไปในห้องปกครอง หยางเจียอิ่งจึงพูดเสียงดังด้วยความโกรธว่า: “ไอ้โง่ หวังซิน ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ!” เอิ่ม พอได้ยินเสียงของหยางเจียอิ่งที่อยู่หลังประตู หวังซินก็หดคอลงเล็กน้อย ที่ดูเหมือนว่าหัวหน้าจะโกรธมาก ผลลัพธ์จะรุนแรงไหมนะ?...