บทที่7-1 สหายใหม่
ครอบครัวของหวังิซินเดินทางถึงจวนผู้ตรวจการมณฑลใน่ยามโหย่วท่านผู้ตรวจการมณฑลและครอบครัวยืนต้อนรับแเื่อยู่ที่หน้างาน โดยฮูหยินท่านผู้ตรวจการมณฑลพาครอบครัวของนางไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับครอบครัวของตนเองจากนั้นจึงขอตัวกลับไปต้อนรับแขกที่ด้านหน้างาน โดยขอตัวหวังิซินไปช่วยต้อนรับแขกด้วย
แเื่ที่มาร่วมงานล้วนแล้วแต่เป็ขุนนางข้าราชการ และผู้มีชื่อเสียงของเมืองเฉิงตือ รวมถึงขุนนางของหัวเมืองต่างๆที่อยู่ในมณฑลเสฉวนโดยส่วนมากขุนนางที่มาจากต่างเมืองจะมาพักค้างคืนที่เมืองเฉิงตือั้แ่เมื่อวาน
หนึ่งในนั้นคือครอบครัวของหญิงสาวที่หวังิซินได้พบเมื่อวานซึ่งเป็ครอบครัวของท่านรองเ้าเมืองหลูโจว หวังิซินเดินพาครอบครัวของโจวจื่อเชียนไปนั่งที่โต๊ะจากนั้นจึงขอตัวกลับไปต้อนรับแขกที่ด้านหน้าของงานแต่กลับมีเสียงเรียกของบุรุษรั้งตัวนางไว้
“คุณหนูหวังิซินขอรับ” เป็คุณชายโจวจวิ้นอี้ที่เอ่ยเรียกชื่อของหญิงสาว
“เ้าค่ะคุณชายโจว”
“เื่ที่เกิดขึ้นยังท่าเรือข้าต้องขอโทษคุณหนูแทนน้องสาวของข้าด้วยขอรับ นางถูกเลี้ยงดูแบบตามใจั้แ่เด็กแต่มิใช่คนที่จิตใจไม่ดีขอรับ”
“เื่เล็กน้อยแค่นั้นข้าลืมไปแล้วเ้าค่ะ คุณชายโจวมิต้องเป็กังวลหรอกเ้าค่ะ”
“ขอบคุณขอรับคุณหนู”
ในขณะที่หวังิซินกำลังจะเดินกลับไปบริเวณด้านหน้างานกลับมีหญิงสาวเดินเข้ามากระซิบเบาๆ ที่ด้านข้างของนางว่า
“ข้าอยากไปเข้าห้องน้ำข้าต้องเดินไปในทิศทางใด”
หวังิซินมองหาคนรับใช้เพื่อให้นำทางหญิงสาวแต่กลับพบว่า คนรับใช้ต่างมีงานที่ต้องทำและยุ่งอยู่ทุกคน
“ข้าจะนำทางเ้าไปเองจวนแห่งนี้ใหญ่โตนัก หากมิมีผู้นำทาง อาจจะหลงทิศได้”
“ขอบใจเ้ามาก”
หวังิซินพาโจวจื่อเชียนเดินลัดเลาะไปตามสวนดอกไม้ในระหว่างที่พวกนางเดินผ่านต้นไม้ทรงสูงที่สามารถบดบังการมองเห็นจากอีกฝั่งได้มีเสียงพูดคุยของหญิงสาวทั้งสองคนดังขึ้นว่า
“เมื่อสักครู่เ้าเห็นโจวจื่อเชียนหรือไม่”
“เห็นสิ นางยังคงเหมือนเดิมมิเปลี่ยนแปลงเชิดหน้า ไม่สนใจผู้อื่น คิดว่าตัวเองสูงส่ง เอาแต่ใจตนเองจนทำให้หญิงสาวในเมืองหลูโจวล้วนไม่ชอบนาง แต่ต่อหน้าก็ยังต้องเอาใจนางเพราะบารมีของครอบครัว”
“ยิ่งเมื่อพี่ชายของนางสอบได้อันดับที่เก้าของประเทศ ยิ่งทำให้นางจองหองมากขึ้นกว่าเดิมมิเห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา ผู้ที่สอบได้คือพี่ชายของนางมิใช่นางเสียหน่อยตัวนางเองไม่มีอะไรดีสักอย่าง”
“ใครใช้ให้นางคือคุณหนูตระกูลโจวเล่า”
หญิงสาวทั้งสองคนได้เดินผ่านไปแล้ว แต่หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างของหวังิซินกลับยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนหวังิซินจึงสั่งให้สาวใช้ประจำตัวของหญิงสาวพาเ้านายไปนั่งพักยังเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ในสวนดอกไม้ หวังิซินเดินตามจนเห็นว่าหญิงสาวได้นั่งลงที่เก้าอี้แล้วจึงหมุนตัวเพื่อจะเดินกลับเข้าไปในงาน แต่หญิงสาวที่นิ่งเงียบมาตลอดกลับส่งเสียงออกมาว่า
“ข้ามีสหายแค่สองคนเท่านั้นซึ่งก็คือพวกนาง ข้าไม่รู้มาก่อนว่า พวกนางมีความคิดต่อข้าเช่นนี้ เวลาอยู่ด้วยกันพวกนางจะกล่าวยกยอข้าเสมอและข้าก็เป็ฝ่ายเลี้ยงอาหารและซื้อเครื่องประดับให้พวกนางอยู่บ่อยๆเหตุใดพวกนางถึงทำกับข้าเช่นนี้”
“เ้าจะว่าพวกนางก็ไม่ถูกเพราะเ้าก็เป็อย่างที่พวกนางกล่าวจริงๆ นั่นแหละ”
โจวจื่อเชียนอึ้งไปชั่วขณะเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากของคุณหนูผู้นี้ผ่านไปสักพักจึงตั้งสติได้ แล้วกล่าวออกมาว่า
“มีใครเคยบอกเ้าหรือไม่ว่า เ้าช่างเป็คนที่พูดตรงยิ่งนักคุณหนูหวังิซิน”
“มีอยู่บ่อยๆ นอกจากจะบอกว่าข้าพูดตรงยังบอกว่าข้าไม่รู้จักดูสถานการณ์อีกด้วย”
“แล้วเ้าไม่โกรธคนพูดหรือ”
“ไม่โกรธหรอกเพราะที่พวกเขาพูดคือเื่จริง”
“เ้าเป็คนที่แปลกยิ่งนักแต่เ้ายังโชคดีกว่าข้าที่มีคนจริงใจกล้าพูดเช่นนั้นต่อหน้าเ้า”
“อันที่จริงมันก็ไม่แปลกหรอกที่เ้าจะมีนิสัยเยี่ยงนี้ เ้าเป็ลูกคนเล็ก มีแต่คนเอาใจถ้าข้าเป็เ้า ก็อาจจะมีนิสัยแบบเ้าได้เช่นกัน”
“แต่เ้าก็เป็ลูกคนเล็กเหมือนกับข้ามิใช่หรือ”โจวจื่อเชียนเอ่ยถาม เพราะรู้มาว่า คุณหนูผู้นี้คือบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหวัง
“มันไม่เหมือนกันหรอกข้าช่วยครอบครัวทำการค้าั้แ่เด็ก ข้ามิอาจเอาแต่ใจตนเองได้เหมือนเ้าข้ามีลูกค้าที่ต้องเอาใจ ต้องพูดจาดีดีเพื่อให้ลูกค้าซื้อของ มีคนงานที่ต้องดูแลต้องใช้เหตุผลในการตัดสินใจทุกอย่าง”
หวังิซินชำเลืองมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก้มหน้าลงด้วยความเศร้าใจ จึงกล่าวต่อไปว่า
“แต่ความจริงเ้าก็เป็คนที่มีจิตใจดีผู้หนึ่งเมื่อวานข้าเห็นเหตุการณ์ที่เ้าช่วยเหลือคน ภายนอกเ้าอาจจะดูเย่อหยิ่งแต่แท้ที่จริงกลับมีจิตใจเมตตา ดีกว่าบางคนที่ภายนอกดูดีมีเมตตา แต่แท้ที่จริงแล้วกลับจิตใจมืดมิดคิดแต่เื่ไม่ดี”
“เช่นนั้นข้าขอเป็สหายกับเ้าได้หรือไม่”
“ย่อมได้ แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนว่า ข้าเป็คนจริงใจถ้าเ้าทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ข้าจะคัดค้านเ้าทันทีมิอาจพูดจายกย่อเอาอกเอาใจเ้าได้”
“ในตอนนี้ นั่นเป็สิ่งที่ข้า้าจากสหายมากที่สุด”
หลังจากที่โจวจื่อเชียนได้ยินหญิงสาวทั้งสองคนที่นางคิดมาตลอดว่าเป็สหายรักของนางว่ากล่าวนินทาลับหลังนางเช่นนี้ สิ่งที่นาง้ามากที่สุดในตอนนี้คือสหายที่จริงใจกับนางอย่างเช่นหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าผู้นี้
“ดี วันนี้พวกเราตกลงเป็สหายกันฟ้าดินเป็พยาน” ิซินเอ่ยกับเพื่อนใหม่ของนางด้วยเสียงที่หนักแน่น
“ฟ้าดินเป็พยานส่วนมากใช้กับคำสาบานมิใช่หรือ” โจวจื่อเชียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คุณหนูของข้าไม่ค่อยเก่งเื่คำกลอนเ้าค่ะ”เป็ซิ่งฮวาที่เอ่ยตอบ ไขข้อข้องใจให้กับหญิงสาว
“ขอบใจนะิซิน ที่ยอมเป็สหายกับข้า”
“งั้นสิ่งแรกที่ข้าจะทำเพื่อสหายก็คือพาสหายอย่างเ้าไปเข้าห้องน้ำ อั้นไว้นานมันไม่ดีต่อร่างกายนะ”
“ฮาฮ่า เช่นนั้นไปกันเถิด”
หวังิซินพาสหายคนใหม่ของนางไปทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วจึงเดินกลับเข้าไปในงาน และได้พบว่าสหายรักของนางได้มาถึงงานพร้อมกับครอบครัวแล้ว หวังิซินจึงจูงมือสหายคนใหม่เดินไปแนะนำให้สหายรักของตนเองได้รู้จัก
“ถงเอ๋อร์ เ้ามาถึงนานแล้วหรือ”หวังิซินเอ่ยถามหยางยวี่ถง
“ข้ามาถึงได้สักพักแล้วมองหาเ้าทั่วงานกลับไม่เจอ เ้าไปที่ใดมาหรือ” หยางยวี่ถงเอ่ยกับสหาย
“ข้าพาสหายใหม่ไปทำธุระส่วนตัวมานะ”หวังิซินเอ่ยตอบ
“สหายใหม่รึ” หยางยวี่ถงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
“ใช่ คุณหนูผู้นี้คือสหายใหม่ของข้านางมีนามว่า โจวจื่อเชียน เป็บุตรสาวของท่านรองเ้าเมืองหลูโจว” หวังิซินผายมือไปยังสหายคนใหม่ของนาง
“ส่วนผู้นี้เป็สหายรักของข้าเอง นามว่าหยางยวี่ถง เป็บุตรสาวของท่านรองแม่ทัพ มีคู่หมั้นเป็นายกองของกองทัพที่เป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของพ่อนาง”
“ยินดีที่ได้รู้จักคุณหนูหยางยวี่ถงข้าขอเป็สหายของเ้าด้วยได้หรือไม่” โจวจื่อเชียนส่งยิ้มไปให้บุตรสาวของท่านรองแม่ทัพ
“ได้สิสหายของซินเอ๋อร์ก็เหมือนกับเป็สหายของข้า เ้าเรียกข้าว่า ถงเอ๋อร์ก็ได้”
“เช่นนั้นเ้าก็เรียกข้าว่าเชียนเอ๋อร์เถิด”
“ได้จ้ะ เชียนเอ๋อร์”
“ขอบใจนะถงเอ๋อร์ ที่ยอมรับข้าเป็สหาย”
“ยินดีจ้ะ”