“งั้นเอาตามนี้ละกัน” เขาพูดจบจึงลุกขึ้นเดินจากไป พร้อมอธิพันธ์ให้แม่เนียมพาทั้งสองมายังเรือนรับรองสีขาว ขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งแยกจากบ้านหลังใหญ่ มีพื้นที่ส่วนตัวให้ยายและฝนทิพย์อยู่อย่างไม่อึดอัดเกินไปนัก หลังจากเดินสำรวจเรือนรับรองจนพอใจ จึงพากันมานั่งพักใต้ร่มไม้เพื่อให้ยายได้พักผ่อน
“มีอะไรให้ฉันช่วยอีกไหมคะ” หลังจากแม่เนียมจัดเสื้อผ้าทุกอย่างเข้าตู้แล้ว จึงเดินเข้ามาหาฝนทิพย์แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ขอบคุณนะคะ แม่เนียมไปพักเถอะค่ะ ทางนี้ฝนจัดการเอง” แม่บ้านได้ยินดังนั้นจึงขอลาไปทำงานที่บ้านใหญ่ ปล่อยให้สองยายหลานอยู่กันตามลำพัง โดยไม่เข้าไปวุ่นวาย
ฝนทิพย์เอื้อมมาจับมือหญิงชราที่ยังปรับตัวไม่ได้ และยังคงใกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยความเป็คนหัวโบราณ จึงนึกสงสารหลานสาวขึ้นมาจับใจ
“เขาทำแบบนี้กับหลานยายได้ยังไง เขาเห็นหลานเป็อะไร ถึงกล้าพูดว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ทั้งที่ฝนท้องลูกของเขาอยู่ ในเมื่อเขาบอกว่ารับผิดชอบ ทำไมเขาไม่รับผิดชอบตัวฝนด้วยล่ะ” สิ้นเสียงของหญิงชรา ฝนทิพย์จึงปล่อยยิ้มออกมา
“ยายจ๊ะ โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เราสองคนไม่ได้รักกัน อยู่ด้วยกันไม่ได้หรอกค่ะ สิ่งสำคัญคือความรู้สึกของลูก”
“ถ้าเป็แบบนี้ เราก็ไม่เห็นจำเป็ต้องอยู่เลยนี่ฝน เรากลับกันดีกว่า เหลนยายคนเดียว ยายก็เลี้ยงได้”
“เราหนีเขาไม่พ้นหรอกค่ะ ยายคิดดูสิคะ เขารวยขนาดนี้ยังไงเขาก็ตามหาเราเจอ อีกอย่างดูเหมือนคุณท่านอยากจะได้หลานเอามาก ๆ ถึงดีกับเราขนาดนี้ หากเราหนีไป คุณอธิพันธ์จะไม่มีวันยอมแน่ ๆ เขาจะตามหาเราจนเจอ อย่าหนีให้เหนื่อยเลยค่ะ อีกอย่างฝนไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนฝน ถ้าลูกอยู่ที่นี่ก็จะมีความสุข รอให้เรามีพร้อมทุกอย่าง แล้วฝนจะหาทางพาลูกไปอยู่ด้วยกัน ยายไม่ต้องห่วงนะคะ” หญิงชราได้ยินดังนั้นจึงเลื่อนสายตามองเรือนรับรอง ที่จัดตบแต่งด้วยข้าวของราคาแพงพลางถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจหลายอย่าง
“ยายไม่ต้องกังวลนะคะ อย่างน้อยเราอยู่ที่นี่ ยายก็จะไม่เหนื่อย แถมได้เงินเดือนอีกด้วย”
“แต่มันลำบากใจน่ะสิ ดูคุณหิรัญแล้ว เขาก็ร้ายเอาเื่อยู่” ฝนทิพย์ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มออกมา
“ก็ปล่อยเขาไปค่ะ เราไม่ยุ่งกับเขา เขาไม่ยุ่งกับเรา ต่างคนต่างอยู่ ก็ไม่เกิดปัญหาแล้วค่ะ” หญิงชราพยักหน้าขึ้นลงพลางยกมือลูบศีรษะหลานสาวด้วยความรัก
ฝนทิพย์ตัดความกลุ้มใจทุกอย่างทิ้งไป พลางเดินเข้าไปในครัว แล้วเปิดตู้เย็นสำรวจวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อเตรียมอาหารเย็นให้ยาย หญิงชราถือโอกาสนี้นั่งรับลมอยู่ด้านนอก พลางเลื่อนสายตามองสวนสีเขียวจัดตบแต่งด้วยต้นไม้นานาพรรณ พร้อมสายลมอ่อนพัดโชยมา ให้หวนระลึกถึงลูกสาวคนเดียวของเธอ ที่จากไปทำงานแล้วท้องกลับมาไม่มีพ่อ ชาวบ้านต่างรุมประณามว่าเธอเป็ผู้หญิงใจแตก จนทนความอับอายไม่ไหวจึงปลิดชีพไปหลังจากคลอดฝนทิพย์
“ทิพย์รดา แกรู้ไหม ว่าลูกสาวของแกเข้มแข็งเหลือเกิน ความจริงฉันอยากให้แกเข้มแข็งเหมือนกับฝนทิพย์ แต่ฉันผิดเองที่ต่อว่าแกต่าง ๆ นานา ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกแกเลย ส่วนหนึ่งมันก็เป็ความผิดฉันที่ทำให้แกตัดสินใจจบชีวิตแบบนั้น” หญิงชรานั่งคิดถึงความหลังเงียบ ๆ คนเดียวพร้อมปาดน้ำตาหลังจากหวนนึกถึงวันเวลาเก่า ๆ
“ถึงวันนี้ฉันยังไม่รู้เลย ว่าที่แกตัดสินใจจบชีวิตแบบนั้น เป็เพราะทนความอับอายไม่ไหว หรือเป็เพราะทำใจไม่ได้ที่ไอ้ผู้ชายเลว ๆ นั่นทิ้งไป แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากให้แกรับรู้ไว้ นั่นก็คือลูกสาวของแกเข้มแข็งเหลือเกิน เข้มแข็งกว่าฉันหลายเท่านัก”
ฝนทิพย์ตั้งใจทำอาหารที่ยายชอบ ด้วยความตั้งใจอย่างถึงที่สุด เธอชิมและปรุงอยู่หลายครั้งจนรสชาติออกมากลมกล่อม ก่อนจะจัดจานแล้วยกมาตั้งไว้ยังโต๊ะอาหาร พลางหันมองหาหญิงชรา ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปยังหน้าบ้าน
“ยายจ๊ะ อาหารเสร็จแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะค่ะ”
“ฝนทำอะไรให้ยายกินเหรอ” หญิงชราเอ่ยถาม
“ยายลองไปดูสิ รับรองว่าอร่อยสุด ๆ” หญิงสาวพูดพร้อมประคองหญิงชราเข้าเรือนรับรองไป ท่ามกลางสายตาของหิรัญ ที่ยืนมองผ่านกระจกใสบนบ้านหลังใหญ่ กิริยาของฝนทิพย์ที่ปฏิบัติกับยายของเธอ แสนอ่อนโยนจนอีกฝ่ายจับจ้องไม่วางตา แล้วตัดสินใจเบี่ยงตัวกลับไปในห้อง เอนกายนอนลงนอนมองเพดานห้องพร้อมทำตาปริบ ๆ หิรัญเกิดมาในครอบครัวอบอุ่น ที่พ่อกับแม่รักกันมาก เขาไม่เคยขาดความรัก แต่มาวันนี้ ต้องพลาดมีลูกหญิงแปลกหน้า เป็อะไรที่ไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน ก่อนขมวดคิ้ว แล้วนึกบางอย่างได้ จึงยกมือถือโทรหาชัยศักดิ์