ยามอรุณรุ่งเหนือเทือกเขาที่ทอดตัวสลับซับซ้อน ม่านหมอกหนาทึบสีขาวโพลนยังคงปกคลุมหนาแน่นประดุจกำแพงลวงตา ทว่าภายในความเงียบสงบนั้นกลับอื้ออึงไปด้วยเสียงโห่ร้องแผดกึกก้องที่ทำลายความเงียบของป่า และเสียงเกือกม้าที่เหยียบย่ำลงบนเศษใบไม้แห้งจนเกิดเสียงกรอบแกรบดังสนั่น กองปราบภายใต้การนำของ เฉินอี้ บุกทะลวงเข้าสู่ค่ายโจรป่าอย่างดุดันโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสตั้งตัว พลังปราณที่ถูกเคี่ยวกรำจนถึงระดับ 'เปิดจุดรวมปราณ' ะเิออกมาจากร่างของเหล่านักรบแต่ละคน ประดุจคลื่นความร้อนที่แผดเผาม่านหมอกยามเช้าให้สลายไปในพริบตา
คมดาบที่วาดผ่านอากาศส่งเสียงแหวกลมหวีดหวิวสะท้านโสตประสาท เหล่ามือปราบกวาดล้างโจรกลุ่มเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะขวัญหนีดีฝ่อลงอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่ดาบเดี่ยวของเฉินอี้ฟันเข้าใส่ไหล่ของโจรคนหนึ่งจนล้มกลิ้งไป เืสีสดสาดกระเซ็นลงบนพื้นดิน เขากลับไม่ได้มีสีหน้ายินดีแม้แต่น้อย เฉินอี้ขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็ปม ั์ตาพญาเหยี่ยวของเขาจ้องมองศาสตราในมือของศัตรูที่เพิ่งถูกเขาสังหารไป
"เหล็กกล้าชั้นดีที่ผ่านการตีอย่างประณีต... ลำพังโจรป่ากระจอกที่อยู่ชายแดนไม่มีทางได้ของระดับทหารมาแน่!" เฉินอี้พึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวง ความรู้สึกผิดปกติเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เมื่อพบว่าการต่อสู้ของโจรกลุ่มนี้มิได้เป็การสู้แบบบ้าคลั่งไร้กระบวนท่า แต่มันคือการ 'สู้พลางถอย' อย่างมีชั้นเชิง พวกมันมีการใช้สัญญาณจากเสียงนกหวีดสลับกับการตั้งขบวนโล่ไม้ที่แข็งแกร่งดุจกำแพง คอยรั้งรอและดึงดูดให้กองปราบถลำลึกเข้าไปในป่ารกชัฏเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณแนวช่องผาที่แคบชัน มีเพียงทางเดินเล็กๆ ที่ถูกขนาบด้วยผนังหินสูงชัน
"หยุด! ทุกคนอย่าตามต่อ! ถอยทัพกลับทางเดิมเดี๋ยวนี้!" เฉินอี้แผดเสียงะโก้องจนเส้นเืที่คอโปนนูน ทว่ามันกลับสายเกินไป เสียงหัวเราะอันแหบพร่าและเปี่ยมด้วยการเย้ยหยันดังสนั่นมาจากเบื้องบนชะง่อนผา ชายร่างั์ผู้มีหนวดยาวเฟื้อยสีดอกเลา ในชุดคลุมหนังสัตว์ป่าที่ดูน่าเกรงขาม ยืนตระหง่านอยู่เหนือหัวของกองปราบประดุจมัจจุราชที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อในหลุมพราง
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็สุนัขรับใช้ของราชสำนักที่โง่เขลาเสียจริง! บุกเข้ามาถึงกรงเล็บของข้า วันนี้ข้าจะใช้เืของพวกเ้ามาชโลมหน้าผาแห่งนี้ให้กลายเป็สีชาด!"สิ้นเสียงคำราม ลูกธนูเพลิงนับร้อยก็ถูกระดมยิงลงมาจากที่สูงประดุจห่าฝนทมิฬที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เสียง
"ฉึก! ฉึก!"
ของหัวธนูที่ปะทะพื้นดินและโล่ไม้ดังกังวานไปทั่ว เหล่ามือปราบต้องระดมพลังปราณเข้าสู่ดาบ วาดเป็วงกลมป้องกันอย่างสุดชีวิต แม้จะสะบักสะบอมและมีาแจากการถูกถากนิ้วและขา แต่ด้วยทักษะอันเหนือชั้น พวกเขาก็สามารถตีฝ่าวงล้อมลูกธนูออกมายังทุ่งกว้างหน้าช่องเขาได้ในที่สุด ทว่าโจรป่าอีกนับร้อยที่ซ่อนตัวอยู่กลับวิ่งกรูตามมาติดๆ อย่างฮึกเหิมพร้อมเสียงกู่ร้องที่ทำลายขวัญกำลังใจให้แตกกระเจิง
แต่แล้ว... ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของเฉินอี้เย็นวาบประดุจตกลงไปในธารน้ำแข็ง เด็กชายสองคนจากหมู่บ้านที่ลู่ชิงสั่งสอน ยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางสมรภูมิ ใบหน้าเล็กๆ ของพวกเขาอาบไปด้วยน้ำตาและความตื่นตระหนก ความไร้เดียงสาที่หลงทางเข้ามาในดินแดนแห่งความตายดูขัดตาอย่างน่าเวทนา
"ทำไมมีเด็กอยู่ที่นี่!" เฉินอี้ะโสั่งลูกน้องด้วยความลนลาน
"ทุกคน! คุ้มกันเด็ก! อย่าให้ชีวิตบริสุทธิ์ต้องจบลงที่นี่!"
ทว่าโจรป่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ซุ่มอยู่ด้านหลังเด็กน้อย กลับก้าวออกมาปิดทางหนีไว้เรียบร้อยแล้ว สถานการณ์เลวร้ายลงถึงขีดสุดเมื่อกองปราบถูกล้อมกรอบไว้ทุกทิศทาง หัวหน้าโจรหนวดยาวะโลงจากหน้าผาอย่างแ่เบาดุจขนนก แต่น้ำหนักที่ลงสู่พื้นกลับทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย มันเดินก้าวออกมาพลางแสยะยิ้มถากถาง
"โอ้... ท่านมือปราบผู้ทรงธรรม" มันเอ่ยเสียงหยันพลางลูบเคราขาว
"ดูท่าทางพวกเ้าจะรักเด็กเสียเหลือเกินนะ? เอาอย่างนี้ดีไหม ข้าจะให้โอกาสพวกเ้าได้มีลมหายใจต่อไป... แค่ทิ้งเ้าเด็กสองคนนี้ไว้ให้พวกข้าเล่นสนุกแทนเหยื่อที่เสียไป แล้วพวกเ้าก็จงคลานเข่าออกไปซะ ฮ่าๆๆๆ!"
หูเถียน ชายฉกรรจ์ในกองปราบที่มีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด เขาหันไปหาเฉินอี้ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและใบหน้าที่ซีดเผือด
"หัวหน้า... สถานการณ์เราเสียเปรียบมาก จำนวนพวกมันเยอะกว่าเราหลายเท่าตัว แถมเรายังสะบักสะบอมจากลูกธนู... หรือเราควรจะยอม... ส่งเด็กไปก่อน เพื่อรักษาชีวิตพี่น้องส่วนใหญ่เอาไว้? บางทีมันอาจจะยอมปล่อยเราไปจริงๆ..."
เฉินอี้ตวาดกลับทันควันด้วยสายตาเกรี้ยวกราดประดุจกองไฟ
"เ้าโง่หูเถียน! เ้าใช้หัวแม่เท้าคิดหรืออย่างไร!" เขาชี้ดาบไปที่หัวหน้าโจร
"มองตาพวกมันสิ! พวกมันไม่ได้้าเด็ก แต่มัน้าทำลายเกียรติและขวัญกำลังใจของพวกเรา! เ้าคิดหรือว่าโจรที่วางแผนแยบยลและมีอาวุธระดับกองทัพแบบนี้ จะปล่อยให้พวกเรามีชีวิตรอดกลับไปแจ้งข่าวที่เมืองหูเถียนเพื่อให้กองทัพใหญ่มายึดรังของมัน? มันแค่้าให้เราตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ทิ้งเด็กไว้เท่านั้นแหละ!"
"หุบปาก! งั้นก็จงตายไปพร้อมกันให้หมด!" หัวหน้าโจรตวาดสั่งด้วยความเกรี้ยวกราด
"ฆ่ามัน! ไม่ต้องเหลือแม้แต่เด็ก!"
การต่อสู้อันชุลมุนะเิขึ้นอีกครั้ง คมดาบฟาดฟันกันจนประกายไฟกระเด็นว่อน กองปราบพยายามพุ่งเข้าหาเด็กๆ แต่กลับถูกรุมล้อมจนขยับเขยื้อนไม่ได้ ในเสี้ยววินาทีมรณะ โจรป่าร่างกำยำคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เด็กที่สุดเงื้อดาบเล่มโตขึ้นสูงเหนือหัว แววตามันกระหายเืขณะที่จ้องมองไปยังคอของเด็กชายที่กำลังร้องไห้จ้า
"ตายซะไอ้หนู!"
"วูบบบบ!"
จู่ๆ กระแสลมสายหนึ่งที่รุนแรงและเยือกเย็นผิดปกติกลับแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง ฝุ่นผงและใบไม้แห้งรอบบริเวณถูกม้วนตัวเป็เกลียวคลื่นพัดพาเอาคมดาบของโจรผู้นั้นให้เบี่ยงเบนออกไปอย่างอัศจรรย์ ท่ามกลางวงล้อมมรณะ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างมั่นคงเบื้องหน้าเด็กน้อยทั้งสอง ร่างนั้นสวมชุดบัณฑิตที่เก่าคร่ำคร่าและมีรอยปะชุนอยู่บ้างแต่ทว่าสะอาดสะอ้านไร้รอยราคี เส้นผมยาวสลวยโบกสะบัดไปตามแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาอย่างเงียบเชียบ
ลู่ชิงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น แววตาที่เคยอ่อนโยนและนิ่งสงบบัดนี้กลับวาววับไปด้วยโทสะที่รุ่มร้อนประดุจเพลิงกัลป์ เขายกมือขึ้นระดับอก พลางวาดฝ่ามือช้าๆ ในท่วงท่าที่ชาวบ้านเคยล้อเลียนว่าเป็ 'ท่าบริหารไหล่' ทว่าในนาทีนี้ ทุกท่วงท่าที่ขยับกลับส่งผลให้อากาศรอบกายสั่นะเืจนเกิดเสียงครางหึ่งๆ ในชั้นบรรยากาศ
"ข้าเคยบอกพวกเ้าแล้วมิใช่หรือ..." ลู่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กังวานลึกไปถึงจิติญญา จนทุกคนในสมรภูมิต้องชะงักงัน
"ว่าวรยุทธและการฆ่าฟัน... มันมิใช่เื่ที่เด็กเล็กควรจะได้เห็น"
เฉินอี้และหูเถียนต่างเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา "บัณฑิตลู่!?" พวกเขาอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกตะลึงสุดขีด ในขณะที่พวกโจรป่าต่างพากันผงะถอยหลังด้วยสัญชาตญาณความกลัวที่เย็นสันหลังวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความกดดันจากร่างของบัณฑิตหนุ่มผู้เรียบง่ายบัดนี้กลับหนักอึ้งดุจขุนเขาที่กำลังจะพังทลายลงมาทับพวกมัน!