หลิงจือเดินตามเสี่ยวชุ่ยมาจนถึงห้องนอนของจินหลิ่วเอ๋อร์เมื่อเลิกม่านขึ้น ก็เห็นจินหลิ่วเอ๋อร์กำลังเอนปักผ้าอยู่บนเตียงหญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนธรรมดา ผมเผ้าก็มัดเพียงหลวมๆใบหน้าดูมีสีเืขึ้นกว่าหลายวันก่อนไม่น้อย แววตาเองก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
หลิงจือนั่งลงข้างนาง มือคว้าสะดึงปักผ้ามาดูเห็นเพียงพุดตานครึ่งดอกที่ยังปักไม่เสร็จดี ก็อดเอ่ยชมไม่ได้ “งานปักสีสันสดใสยิ่ง!”
จินหลิ่วเอ๋อร์ใบหน้าเห่อร้อน เอ่ยเสียงเบา “แค่ปักเล่นเอาสนุกเท่านั้น ขายหน้าพี่สาวแล้ว”
หลิงจือส่งสะดึงคืนให้จินหลิ่วเอ๋อร์ เอ่ย “ปักของพวกนี้ใช้สมองเยอะ ร่างกายเ้าเดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้วยังไงก็อย่าหักโหมจนเกินไป”
จินหลิ่วเอ๋อร์พยักหน้ารับ วางสะดึงปักผ้าลงด้านข้างอย่างเชื่อฟังยิ้มพลางเอ่ย “พี่สาวทำไมวันนี้ถึงว่างมาหาข้าได้เล่า?”
“ข้าจำได้ว่าคราวก่อน เ้าบอกว่าสีหน้าตัวเองไม่ค่อยดีเผอิญวันนี้ข้าไปซื้อแป้งชาด เลยเอามาเผื่อเ้าด้วยส่วนหนึ่ง” หลิงจือพูดพลางยื่นน้ำแป้งชาดในมือส่งให้จินหลิ่วเอ๋อร์
จินหลิ่วเอ๋อร์พูดติดหัวเราะ “พี่สาวช่างมีน้ำใจยิ่งข้าได้ยินว่าท่านก็เริ่มตรวจคนไข้แล้วเช่นกัน เมื่อหลายวันก่อนยังคิดอยู่เลยว่าคงยุ่งจนไม่มีเวลามาหาข้าแน่!”
หลิงจือเพียงถอนหายใจแ่เบา ไม่ได้ตอบรับคำพูดนาง
จินหลิ่วเอ๋อร์เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าหลิงจือหายไปอดถามด้วยความแคลงใจไม่ได้ “พี่สาวเจอกับปัญหาหนักใจงั้นหรือ?”
“ก็เื่ตรวจคนไข้นั่นแหละ…” หลิงจือขมวดคิ้วเล็กน้อย“คนไข้มารักษาใจรายแรก ก็เจอปัญหายากเลย เฮ้อ...คู่รักชะตารันทดคิดดูแล้วช่างน่าสงสารเสียจริง…”
จินหลิ่วเอ๋อร์ได้ยินคำว่า “คู่รักชะตารันทด”ก็พานให้นึกถึงเื่ตัวเอง รีบเอ่ยถาม “หรือว่า...จะเป็เื่รักแล้วไม่สมหวัง?”
หลิงจือเห็นสบโอกาสเหมาะจึงเล่าเื่ของซูเมิ่งเสวี่ยกับไป๋เสี่ยวโหลวให้นางฟัง เพียงแต่ในขณะเล่าได้ปิดบังชื่อจริงของคนทั้งสองไว้
จินหลิ่วเอ๋อร์เมื่อฟังจบ ก็น้ำตาคลอเบ้า นางถอนใจแ่เบา เอ่ย “ช่างเป็ ‘คู่รักชะตารันทด’เสียจริง...พี่สาว ท่านต้องช่วยพวกเขาให้ได้นะ!”
“ข้าคิดออกวิธีหนึ่งแล้ว…” หลิงจือจงใจเอ่ยเว้นจังหวะ“ขอแค่ความช่วยเหลือจากเถ้าแก่จินเท่านั้น...พูดตามตรงก็คือที่ข้ามาครั้งนี้นอกจากจะมาคุยกับเ้าแล้ว ยังอยากจะมาขอร้องเื่นี้กับเถ้าแก่จินด้วยแต่เมื่อครู่ตอนอยู่ตรงโถงด้านหน้า ข้ากลับไม่กล้าเอ่ยปาก…”
จินหลิ่วเอ๋อร์ฟังไม่เข้าใจ เอ่ยถามแววตาสับสน “พ่อข้าช่วยอะไรได้งั้นหรือ?”
“ก็อย่างที่ข้าบอกไปชายผู้นั้นทั้งนิสัยรูปร่างหน้าตาล้วนดีหมด เสียอย่างเดียวแค่ฐานะต่ำต้อยและหาเลี้ยงชีพด้วยการแสดงงิ้ว...”
ไม่รอหลิงจือพูดจบ จินหลิ่วเอ๋อร์ชิงเอ่ย “นับแต่อดีต วีรบุรุษมีชาติกำเนิดเช่นไรไม่สำคัญข้าว่านี่ไม่เห็นจะเป็อะไร”
หลิงจือแอบขำในใจ นางคงไม่สนใจเื่ฐานะชาติกำเนิดอยู่แล้วละมิเช่นนั้นคงไม่ตกหลุมรักหมอยาจกแบบตู้เหิงหรอก
“ความหมายของข้าคือ…” หลิงจือกล่าวต่อ“ในเมื่อเขาขาดแค่ชาติกำเนิด ทำไมเราไม่ให้เถ้าแก่จินรับเขาเป็บุตรบุญธรรมเสียเลยล่ะแล้วให้เขาได้มีการงานทำในร้านแลกเงิน เช่นนี้เถ้าแก่จินก็จะมีผู้ช่วยเพิ่มส่วนเขาเองก็ได้เปลี่ยนชาติกำเนิด ย่อมดีต่อทั้งสองฝ่ายมิใช่หรือ?”
จินหลิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารัวๆ “ใช่แล้ว...พี่สาว วิธีนี้ดียิ่ง! หากท่านไม่กล้าพูดงั้นข้าจะไปคุยกับท่านพ่อเอง!”
หลิงจือรู้สึกเบิกบานใจ นางมาที่นี่ก็เพื่อให้จินหลิ่วเอ๋อร์ออกหน้าคุยกับเถ้าแก่จินให้เถ้าแก่จินเป็คนหัวการค้า หากจู่ๆ ไปพูดเื่นี้กับเขาอาจทำให้เกิดข้อสงสัยที่ไม่จำเป็ได้ แต่หากให้ลูกสาวเป็คนพูดเองก็จะต่างออกไปทันที
“แต่ว่า...จู่ๆ ยกเื่เช่นนี้มาพูดเถ้าแก่จินจะยอมเห็นด้วยรึ?” หลิงจือขมวดคิ้วอีกครา “ดีไม่ดี...เขาอาจคิดว่าเป็ข้าที่รบเร้าให้เ้าพูดเช่นนั้น!”
จินหลิ่วเอ๋อร์ขบคิดชั่วครู่ ยิ้มเอ่ยตอบ “สบายมาก ข้าแค่บอกว่าเราสองคนคุยกันเื่ธรรมดาทั่วไปแล้วท่านก็บังเอิญเอ่ยเื่นี้ขึ้นมา ส่วนเื่รับบุตรบุญธรรมนั้นเป็ความคิดข้าเช่นนี้ได้แล้วใช่หรือไม่?”
หลิงจือเลียนแบบท่าทีของตู้เหิง เอ่ย “ดียิ่ง ดียิ่ง!”
จินหลิ่วเอ๋อร์จูงมือหลิงจือ ท่าทีสนิทสนมไปยังโถงด้านหน้าเถ้าแก่จินเมื่อมองเห็นบุตรสาวสีหน้าแช่มชื่น หัวใจก็เต้นแรงขึ้นทันที
จินหลิ่วเอ๋อร์มองเห็นตู้เหิง ใบหน้าก็ขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยแต่เมื่อนึกถึง “รสนิยมตัดแขนเสื้อ” ของเขา ในใจพลันรู้สึกห่อเหี่ยว
ส่วนตู้เหิงก็อ่านแววตาซับซ้อนที่จินหลิ่วเอ๋อร์ใช้มองตัวเองออกก็ให้รู้สึกกระอักกระอ่วน โอดครวญในใจ
“ลูกมีเื่หนึ่งอยากจะขอร้องท่านพ่อ” เมื่อจินหลิ่วเอ๋อร์นั่งลง ก็เข้าเื่ทันที
เถ้าแก่จินสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มรักใคร่เมตตา รีบเอ่ยตอบ “เื่อะไรรึ รีบบอกพ่อมาเถิด”
จินหลิ่วเอ๋อร์ยิ้มเล็กน้อยจากนั้นจึงเล่าเื่รับบุตรบุญธรรมให้เถ้าแก่จินฟัง
“เอ่อ เื่นี้...” เถ้าแก่จินฟังจบก็ค่อยๆ เดินมาพร้อมใบหน้าคิ้วขมวด
หลิงจือคิดไว้แล้วว่าเขาอาจมีท่าทางเช่นนี้
หลิงจือดึงมือจินหลิ่วเอ๋อร์มากุมไว้ เอ่ยยิ้มๆ “เดิมทีข้าแค่คุยเื่สัพเพเหระกับแม่นางหลิ่วเอ๋อร์เท่านั้น...ใครจะรู้ว่านางจะใส่ใจเสียยิ่งกว่าข้า ข้ารู้ดีว่าเื่รับบุตรบุญธรรมไม่ใช่เื่เล่นๆหากเถ้าแก่จินไม่ยินยอมก็ไม่เป็ไรเดิมทีพวกเราก็แค่คุยเล่นไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น เพียงแต่ว่า…”
เถ้าแก่จินเป็คนฉลาด ย่อมรู้ว่าสิ่งสำคัญมักจะตามมาหลัง “เพียงแต่” เสมอจึงตั้งอกตั้งใจฟังโดยไม่รู้ตัว
หลิงจือเอ่ยยิ้มๆ “เพียงแต่ว่าตระกูลฝ่ายหญิงไม่เพียงแต่ร่ำรวยเท่านั้นยังมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย บรรพบุรุษรุ่นก่อนเคยบริจาคทรัพย์ให้ราชสำนักเรียกได้ว่าเป็ตระกูลคหบดีมีชื่อ ข้ายังคิดอยู่เลยว่าหากเถ้าแก่จินสามารถผูกสัมพันธ์กับตระกูลทางนั้นได้ คงจะได้รับผลประโยชน์เต็มๆ…”
เถ้าแก่จินได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้คำพูดของหลิงจือกระทบใจเขาอย่างจังเถ้าแก่จินแม้ด้านหนึ่งจะกิจการร้านแลกเงินใหญ่โต แต่ภูมิหลังเขากลับเป็แค่ตระกูลพ่อค้าธรรมดาร่ำรวยแต่ไม่สูงส่ง หากเขาสานสัมพันธ์กับตระกูลมีชื่อได้ก็จะเท่ากับเป็การยกฐานะตระกูลตัวเองไปด้วยอีกทั้งจินหลิ่วเอ๋อร์ก็จะเลือกคู่ครองได้สูงขึ้นอีกระดับเช่นกัน
หลิงจือเห็นท่าทีของเขา ก็รีบเอ่ยเสริมต่อทันที “อีกทั้งเท่าที่ข้าทราบมา ทางบ้านฝ่ายหญิงยังมีพี่ชายซึ่งยังไม่มีคู่ครองด้วยพี่ชายผู้นี้เป็ผู้มีความสามารถ สอบผ่านเข้ารับราชการระดับมณฑลได้เป็จวี่เหรินนับว่าอนาคตก้าวไกล หากว่า…” นางพูดพลางตั้งใจเหลือบมองทางจินหลิ่วเอ๋อร์เล็กน้อยปิดปากหัวเราะ “เช่นนั้นคงเป็ดังคำกล่าวที่ว่า ‘โชคดีมักมาเป็คู่’ แล้ว”
จินหลิ่วเอ๋อร์เข้าใจความหมายที่หลิงจือจะสื่อ ใบหน้าพลันแดงก่ำในขณะที่เถ้าแก่จินแววตาเป็ประกาย
“มีคำกล่าวหนึ่งกล่าวได้ดี ‘ยอมรื้อวัดรื้อศาลาดีกว่าทำลายงานแต่ง[1]’คู่รักชายหญิงที่เล่ามาเมื่อครู่ ก็น่าสงสารมากจริงๆ…” เถ้าแก่จินพูดพลางถูฝ่ามือ “แม้เราจะเป็คนทำการค้าแต่ก็เห็นดีเห็นงามกับการทำดี...เื่รับบุตรบุญธรรมนี่...ก็พอเก็บไปคิดได้อยู่...เพียงแต่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเขาทั้งยังไม่รู้ว่านิสัยใจคอเป็เช่นไร…”
หลิงจือตบมือฉาดใหญ่ คลี่ยิ้มด้วยความพอใจ “เื่นี้ง่ายมาก พรุ่งนี้ข้าจะพาเขามาพบหน้าท่านให้ท่านได้ลองพิจารณาเอง อย่างไรเสียเื่บุตรบุญธรรมนี้ก็ต้องดูว่าถูกชะตาหรือไม่ด้วย!”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก#ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #เรือนหอมหมื่นลี้#readAwrite ด้วยน้า
[1]ยอมรื้อวัดรื้อศาลาดีกว่าทำลายงานแต่ง (宁拆一座庙,不毁一桩婚)เปรียบเปรยว่า ไม่ควรไปยุยงให้ครอบครัวผู้อื่นแตกแยกหรือขัดขวางงานมงคลของคู่รัก