ประมาณสองชั่วโมงหลังจากที่ฉินซือหยางออกจากถังขยะบริเวณทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 89757 ตำรวจในเครื่องแบบหลายนายได้รับคำสั่งให้มาล้อมพื้นที่ไว้
ผู้มีพลังลำดับหลายคนก็มารวมตัวกันรอบนอก เพื่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าสับสนและงุนงง
เื่ราวที่ว่าซากศพเทพเ้าในถังขยะถูกขโมยไปนั้นเป็เื่ที่ไร้สาระจริง ๆ
ชายชราผมขาวสวมเสื้อโค้ตตัวใหญ่ มีผ้าพันคอพันรอบคอและกำลังคาบซิการ์ไว้ในปาก เดินวนรอบถังขยะหนึ่งรอบแล้วถามว่า
“โลลิน่า พลังลำดับของเธอเลเวลเพิ่มขึ้นแล้วนี่ ฉันได้ยินมาว่าเธอมีความสามารถในการแกะรอยที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
แถมยังเหนือกว่าสุนัขตำรวจของท่านผู้กำกับเป็สิบเท่าด้วย ตอนนี้เธอสามารถแยกแยะกลิ่นที่นี่ได้หรือเปล่า?”
ตำรวจหญิงผมทองที่อยู่ข้าง ๆ ส่ายหน้า “ไม่ไหวค่ะ ที่นี่มีกลิ่นอายของเทพเ้าเยอะเกินไป กลิ่นของมนุษย์ก็เลยถูกกลบ แม้แต่ตัวฉันในตอนนี้ก็ยังไม่สามารถแยกกลิ่นของมนุษย์ออกมาได้เลย ถ้าฉันใช้ทักษะที่นี่ ฉันอาจจะหมดสติเพราะกลิ่นอันรุนแรงของเทพเ้าค่ะ”
โอโลฟรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “ให้ตายสิ! เป็ทักษะที่ห่วยแตกจริง ๆ! ใช้ไม่ได้ในบริเวณของเทพเ้าแบบนี้มันสร้างปัญหาให้เรามากเลยนะ!”
“ใช่ค่ะ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ฉันปลุกพลังลำดับ
‘นักดมกลิ่น’ ไปแล้ว มันแก้ไขไม่ได้ ผู้มีพลังลำดับอย่างฉันถูกลิขิตมาให้ทำงานได้แค่ในเขตปลอดภัยเท่านั้น”
โอโลฟสูบซิการ์สองสามคำด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะสะบัดขี้เถ้าลงในถังขยะ แล้วหันไปถามผู้มีพลังลำดับที่มุงดูอยู่ว่า
“ใครเป็คนแรกที่เจอความผิดปกติในถังขยะนี้?”
“ผมเองครับ! สารวัตรโอโลฟ! ผมชื่อฮันส์ ฟาน เป็ผู้มีพลังลำดับที่ล่าเทพเ้าอยู่แถวทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 89757 ครับ”
ทันใดนั้นชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อแจ็กเกตสีเทาอมน้ำตาลก็เดินเข้ามา ผมของเขายุ่งเหยิงและยังมีกลิ่นเหล้าติดตัวเล็กน้อย
เขาคือชายขี้เมาคนที่ชนกับฉินซือหยางนั่นเอง
แต่ตอนนี้เขาไม่มีอาการมึนเมาอีกต่อไปแล้ว มีสติครบถ้วนและสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
หลังจากที่ฮันส์สร่างเมา เขาก็ตระหนักได้ว่ามีคนขโมยซากศพเทพเ้าในถังขยะไป เขารู้สึกใอย่างมาก
ตอนแรกเขาไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเื่นี้เลย
คนที่ขโมยซากศพเทพเ้าไปไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เขาไม่กล้าไปหาเื่ด้วยเลยั้แ่แรก หลังจากที่เขาปลุกพลังลำดับได้ เขาก็แค่อยากใช้ชีวิตไปวัน ๆ ในฐานะผู้มีพลังลำดับในเขตปลอดภัยเท่านั้น
แต่น่าเสียดายที่มืออยู่ไม่สุข ดันไปเผลอโยนขวดเหล้าลงไปในถังขยะ
ขวดเหล้านั้นมีกลิ่นของเขาอยู่ ซึ่งเป็ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ถ้าหากมี ‘นักดมกลิ่น’ ใช้ทักษะ เขาก็จะถูกระบุตัวได้อย่างรวดเร็ว และตอนนั้นเขาก็จะอธิบายอะไรไม่ได้แล้ว
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาจากตำรวจ เขาจึงชิงแจ้งความกับตำรวจก่อน เพื่อหวังว่าจะได้รับการลดหย่อนโทษ
“เล่ามาสิว่านายเจอเื่นี้ได้ยังไง”
“สารวัตรโอโลฟครับ ตอนนั้นผมเพิ่งดื่มเหล้ากับบลูที่บาร์เสร็จ แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนออกจากบาร์ ผมก็หยิบเหล้ามาดื่มอีกขวดเพื่อดื่มระหว่างทางกลับบ้าน พอดื่มหมด ผมก็เห็นถังขยะอยู่ตรงนี้พอดี ก็เลยคิดจะโยนขวดเหล้าทิ้ง”
พอได้ยินดังนั้น โลลิน่าก็ตำหนิอย่างรุนแรง “ฮันส์ นายก็เป็ผู้มีพลังลำดับ ทำไมนายไม่รู้ว่าถังขยะข้างทางออกเขตปลอดภัย อนุญาตให้ทิ้งได้แต่ซากศพเทพเ้าเท่านั้น?! แถมยังมาดื่มเหล้าใกล้ ๆ ทางออกเขตปลอดภัยอีก! นายไม่รู้เหรอว่านี่เป็เื่ต้องห้าม?!”
“ผม… ผมเมาไปหน่อย ก็เลยไม่ทันได้คิดอะไร…”
ฉินซือหยางเดิมพันถูกต้องแล้ว เป็เพราะสติที่ไม่ครบถ้วนของฮันส์ที่ทำให้เขามีเวลาหนีไม่อย่างนั้นเื่ราวคงจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
โอโลฟดูเหมือนจะเคยชินกับผู้มีพลังลำดับที่เกียจคร้านแบบนี้แล้ว เขาไม่ได้โกรธเหมือนโลลิน่า แต่โบกมือไล่ “โลลิน่า อย่าเพิ่งขัดเขา ให้เขาเล่าต่อ”
“ค่ะ สารวัตร” โลลิน่ามองฮันส์ด้วยสายตาที่เ็า
“ตอนนั้นผมดูเหมือนจะเห็นเงาคนคนหนึ่งกำลังคุ้ยเขี่ยอะไรบางอย่างอยู่หน้าถังขยะ แต่แล้วเงาก็หายไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าผมก็ไม่แน่ใจว่ามีใครอยู่ตรงนั้นจริง ๆ หรือเปล่า… เพราะผมเมามากครับ”
“แล้วยังไงต่อ?”
“จากนั้นผมก็โยนขวดเหล้าลงไป ตอนนั้นได้ยินเสียงขวดกระทบกับถังขยะที่ว่างเปล่า ผมคิดว่าคงเป็ตอนเที่ยงคืนแล้วที่คนทำความสะอาดเอาซากศพเทพเ้าไปหมดแล้ว ก็เลยกลับบ้านครับ”
“แล้วตอนนั้นมันควรจะเป็เวลาไหน?”
“ผม… ผมเมาจนจำไม่ได้ครับ พอกลับถึงบ้านก็ล้มตัวลงนอนหลับไป ผมเป็ผู้มีพลังลำดับ ‘ผู้ไม่หลับใหล’ ปกติก็ไม่ต้องนอนหรอกครับ ถึงจะเมาก็หลับเต็มที่แค่สองชั่วโมงก็ตื่นแล้ว พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าเพิ่งจะเป็่บ่าย และเมื่อนึกถึงความทรงจำที่ถังขยะว่างเปล่าก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติครับ”
“แล้วนายก็เลยแจ้งความ?”
“ใช่ครับ สารวัตรโอโลฟครับ! ในเมื่อผมเป็คนแจ้งความเองและยอมรับความผิดแต่โดยดี ขอความกรุณาอย่าลงโทษผมที่ทิ้งขวดเหล้าลงในถังขยะนี้ และอย่าลงโทษเื่ที่ทำให้เสียเวลาในการสืบความคดีได้ไหมครับ?”
โอโลฟสูบซิการ์อีกครั้งและครุ่นคิดอยู่นาน
ขณะที่เขากำลังคิด ฮันส์ก็รู้สึกกระวนกระวายใจและกังวลว่าตัวเองจะถูกลงโทษหรือไม่
“โลลิน่า เธอช่วยจำไว้แจ้งเ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่ดูแลทางออกเขตปลอดภัยด้วย ให้พวกเขาคอยจับตาดูถังขยะให้ดี”
“รับทราบค่ะ”
“สารวัตรโอโลฟครับ แล้วผมล่ะครับ?” ฮันส์ถามอย่างร้อนรนอีกครั้ง
โอโลฟเพิ่งจะรู้ตัวว่าฮันส์ยังอยู่ตรงนี้ “โอ้ ฉันกำลังคิดเื่คดีอยู่ มีอะไรเหรอ?”
“ผมอยากถามว่า การที่ผมแจ้งความเอง จะถือเป็การไถ่โทษได้ไหม จะได้ไม่ต้องลงโทษผมที่ทำผิดไปที่นี่? ผมสำนึกผิดจริง ๆ แล้วครับ ขอโอกาสให้ผมเถอะครับ!”
โอโลฟถึงกับไม่อยากชายตามองเขา “ต้องทำตามกฎ กฎระเบียบของสถานีตำรวจจะไม่เอนเอียงไปทางไหนทั้งนั้น
รางวัลที่นายสมควรจะได้ก็จะได้ไป ส่วนการลงโทษที่นายสมควรจะได้รับก็จะไม่ลดลงแม้แต่น้อย”
“อ้าว…” ฮันส์รู้สึกหงุดหงิดใจ ทั้ง ๆ ที่เป็คนแจ้งความเอง และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อคลี่คลายคดี แต่ก็ยังต้องถูกลงโทษอีก ช่างโชคร้ายจริง ๆ
“พาตัวเขากลับไปที่สถานีตำรวจ” โลลิน่าได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแล้วจึงสั่งให้เ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวฮันส์กลับไปทันที
“ครับผม”
ฮันส์มีสีหน้าเซ็งสุด ๆ พร้อมกับสาปแช่งในใจถึงไอ้คนที่ขโมยซากศพเทพเ้าไป
หลังจากไล่ฮันส์ไปแล้ว โอโลฟก็ยังคงขมวดคิ้วครุ่นคิด “ทำคนเดียวเหรอ? แล้วคนคนนี้จะขโมยซากศพเทพเ้าในถังขยะไปทำไม? ขโมยของไร้ประโยชน์แบบนี้ สู้ไปขโมยไม้ที่ขึ้นราในโกดังเอามาจุดไฟเผาจะดีกว่าอีก”
โลลิน่าเสริมว่า “เมื่อวานนี้ก็เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันที่ทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 114514 ค่ะ ฉันรายงานเื่นี้ให้ท่านผู้กำกับแล้ว แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้รับความสนใจมากพอ พวกเขาแค่จัดกำลังไปเฝ้าเฉพาะทางออกที่ใกล้กับหมายเลข 114514 เท่านั้น แต่ผลที่ได้คือเขากลับไปก่อเหตุในที่ที่ไกลออกไปอีก”
ทันใดนั้น วิทยุสื่อสารของโลลิน่าก็ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้น
“ฮัลโหล พูดมาได้เลยค่ะ… อะไรนะ? โอเค พูดมาเลยค่ะ… อื้ม… อื้ม… อื้ม… โอเค ฉันเข้าใจแล้ว จะแจ้งสารวัตรโอโลฟทันที”
โอโลฟได้ยินโลลิน่าพูดถึงตัวเองก็รู้ว่าน่าจะมีคดีใหม่เกิดขึ้น จึงถามว่า “มีเื่อะไรอีก?”
“สารวัตรคะ ในซอยเล็ก ๆ ห่างจากที่นี่สองป้ายรถประจำทาง มีโกดังถูกเผาจนกลายเป็เถ้าถ่าน และมีศพถูกไฟไหม้เกรียมสามศพค่ะ”
“ศพ? ถูกไฟไหม้เกรียมเหรอ?”
“ใช่ค่ะ นอกจากนี้ ศพทั้งสามศพกะโหลกศีรษะแตกละเอียดและใบหน้าเสียรูปไปทั้งหมด และเนื่องจากถูกไฟไหม้ ทำให้ฉันไม่สามารถติดตามกลิ่นของคนร้ายได้เลยค่ะ”
“แล้วเราสามารถเริ่มจากที่เกิดเหตุเพื่อตามหากลิ่นของคนร้ายได้ไหม?”
“เกรงว่าจะไม่ได้ค่ะ เพราะตำรวจที่ไปสำรวจบอกว่าตรงนั้นมีผู้คนเข้าออกมากมาย รอยเท้าปะปนกัน กลิ่นคงจะปะปนกันมากค่ะ”
“เจอจุดที่เกิดเหตุแรกไหม?”
“ไม่ค่ะ แถว ๆ โกดังนั้นไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ เลย”
โอโลฟดูดซิการ์และไม่พูดอะไร
โลลิน่าพูดต่อ “สารวัตรคะ มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลในคดีนี้ค่ะ”
“ว่ามา”
“คนที่ถูกทุบศีรษะคือใครกันแน่? และเหตุผลที่คนที่ฆ่าต้องปกปิดตัวตนคืออะไร? ฉันรู้สึกว่ามันแปลก ๆ ค่ะ”
คำถามเป็ชุดของโลลิน่าไม่ได้ทำให้โอโลฟจนมุม ในฐานะสารวัตรนักสืบที่มีประสบการณ์ เขาได้คิดเื่เหล่านี้ไว้หมดแล้วั้แ่ได้ยินเื่คดี
“ตัวตนของสามคนนั้นคงยากที่จะรู้ได้ แต่คนที่ฆ่าพวกเขาจะต้องเป็ผู้มีพลังลำดับแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงเป็ไปไม่ได้ที่จะฆ่าคนสามคนได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยการต่อสู้ไว้เลย และอาวุธที่ใช้ทุบหัวทั้งสามคนก็คงจะเป็หมัดของคนร้ายเอง”
โอโลฟมองไปที่ถังขยะที่ว่างเปล่าอีกครั้งแล้วพ่นควันซิการ์เป็วง
“ในความเห็นของฉัน เวลาที่เกิดเหตุในซอยนั้น ตรงกับเวลาที่ซากศพเทพเ้าในถังขยะถูกขโมยไปพอดี มีความเป็ไปได้สูงมากว่าเป็คนคนเดียวกันที่ก่อเหตุ”
โลลิน่าขมวดคิ้ว “คนคนเดียวกัน? ขโมยซากศพเทพเ้าที่นี่เสร็จแล้วก็ไปฆ่าคนและเผาในที่ที่ห่างออกไปสองป้ายรถประจำทาง?”
“ใช่แล้ว ่เวลาของเหตุการณ์ทั้งสองนี้มันสอดคล้องกันราวกับลูกกุญแจกับรูกุญแจ มันบังเอิญเกินไป
ประการที่สอง ฉันคิดว่าคนคนนี้ไม่คุ้นเคยกับเื่เกี่ยวกับผู้มีพลังลำดับ”
“ทำไมสารวัตรถึงคิดแบบนั้นคะ?”
“เพราะหลังจากที่เขาทุบหัวคนทั้งสามคนแล้ว ยังเลือกที่จะเผาศพอีก ฉันเดาว่าเหตุผลที่เขาทุบหัวทั้งสามคนเป็เพราะเขากังวลว่าผู้มีพลังลำดับ ‘ะ’ นั้นมีข้อจำกัด
เมื่อสมองเกิดความผิดปกติหรือโครงสร้างทางชีวภาพเดิมสูญสลายไปแล้ว ทักษะของผู้มีพลังลำดับ ‘ะ’ ก็จะใช้ไม่ได้
พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ว่าเขาจะทุบหัวทั้งสามคนหรือไม่ก็ตาม ขอแค่เผาศพจนเกรียม เขาก็สามารถขัดขวางการตามล่าของผู้มีพลังลำดับ ‘ะ’ ได้แล้ว”
โลลิน่าถามด้วยความสงสัย “สารวัตรคะ หมายความว่าความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพลังลำดับแบบนี้ เขาก็ไม่รู้เื่เลยเหรอคะ?”
“นอกจากเหตุผลนี้แล้ว ฉันก็คิดเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาทำเกินความจำเป็แบบนี้ไม่ออกเลย”
โลลิน่าพยักหน้า เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของสารวัตร แล้วพูดว่า
“คนที่ขโมยซากศพเทพเ้าไปไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับพลังลำดับ อาจเป็เพราะเขาเพิ่งปลึกพลังลำดับได้ไม่นานและยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลมากพอ ถ้าเราไปดักรอที่สำนักงานผู้มีพลังลำดับ เราน่าจะหาตัวคนร้ายเจอ!”
“ไม่หรอก เธอคิดผิดแล้ว สมมติฐานที่ว่าเขาไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดีนั้นไม่จริงเลย”
โอโลฟส่ายหน้า “คนคนนี้ละเอียดอ่อนมาก เขารู้จักเลือกสถานที่ที่มีกลิ่นของผู้คนมากมายเพื่อรบกวนเธอ และยังรู้จักใช้ไฟเผาศพเพื่อทำลายหลักฐานอีกด้วย
โลลิน่า เธอต้องเข้าใจนะว่าเขาไม่ใช่คนร้ายที่วางแผนมาอย่างรอบคอบเพื่อฆ่าคนสามคนนี้ เขาเพิ่งขโมยซากศพเทพเ้าไปและกำลังวิ่งหนีอย่างลนลานต่างหาก แต่เขากลับทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วย ต้องบอกว่าคนร้ายคนนี้ถึงแม้จะยังไม่รู้เื่มาก แต่ก็ไม่ใช่คนสะเพร่าแน่นอน
ความคิดที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ ไม่มีทางที่จะทำให้เขาขโมยซากศพเทพเ้าและเปิดเผยตัวตนของตัวเองในขณะที่เตรียมตัวไม่พร้อมหรอก ที่เขาทำแบบนี้ก็แสดงว่าเขาไม่มีช่องทางที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมได้”
โลลิน่าจัดผมที่ยุ่งเล็กน้อยของเธอให้เข้าที่ และเผยสีหน้าไม่เข้าใจ
“จะเป็ไปได้ยังไงคะ? ข้อมูลความสามารถของผู้มีพลังลำดับนั้นเปิดเผยใน ‘ค่ายสังหารเทพ’ ทุกคนสามารถค้นหาได้จากโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์นี่คะ”
“ไม่ใช่หรอก เธอคิดผิดแล้ว มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ค้นหาไม่ได้”
“ใครเหรอคะ?”
“คนจน”