หญิงวัยกลางคนที่ตัวเปียกสายฝนจนชุ่มนั่งทำสีหน้าเรียบเฉยเหมือนกำลังข่มอารมณ์บางอย่างไว้ภายในน้องไนซ์ลูกสาวคนเดียวของเธอรีบส่งผ้าเช็ดตัวให้แม่ได้ซับหยดน้ำออกจากเส้นผมและตามเนื้อตัว
คงเพราะก่อนหน้านี้เธอต้องกลับไปดูแลพ่อที่เพิ่งผ่าตัดหัวเข่าจากอาการข้อเข่าเสื่อมที่ต่างจังหวัดจากในตอนแรกเธอคาดไว้ว่าคงไปไม่นาน แต่ด้วยต้องกายภาพหลังผ่าตัดตามที่คุณหมอแนะนำวันกลับบ้านจึงได้ถูกเลื่อนมาเรื่อยอย่างไม่มีการกำหนดอีก
“โทรมาก็ไม่รับ!จะมีไว้ทำไมโทรศัพท์น่ะ จะให้ไปรับที่รถไฟฟ้าก็ติดต่อไม่ได้เลย” เธอเริ่มบ่นประโยคแรกเมื่อเถ้าแก่มานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจากนั้นก็ตามมาอีกหลายประโยคจนลูกน้องในร้านพากันหลบไปหลังร้านปล่อยให้สองพ่อลูกรับฟังความในใจของผู้เป็แม่ไปอีกชั่วโมงกว่า
หลังจากเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นชีวิตของซันก็ยังดำเนินต่อไป เขาไปเรียนในตอนเช้าและกลับมาทำงานที่ร้านตอนเย็นหิ้วข้าวกล่องกลับไปฝากซิดนี่ย์ที่ยังไม่ยอมออกมาเจอั้แ่ครั้งที่พากันมารื้อห้องในวันนั้น แม้ว่าเขาจะเรียกจะเชิญเท่าไหร่ก็ตาม
ผู้กองเองก็ไม่ได้ติดต่อซันกลับมาอีกเลยแต่เขาเชื่อว่าผู้กองคงกำลังหาทางไขความหมายของอักษรพวกนั้นและที่อยู่ในสมุดเ่าั้ด้วย
ส่วนที่ร้าน…ซันเข้าใจแล้วว่าทำไมเถ้าแก่กับน้องไนซ์ถึงใมากขนาดนั้นเมื่อเจอแม่ตัวเองเพราะั้แ่เจ๊ทิพย์กลับมาบรรยากาศในร้านก็ดูจริงจังมากขึ้นบัญชีร้านที่เถ้าแก่เคยดูเองแบบจดบ้างไม่จดบ้างตอนนี้ทุกรายการใช้จ่ายและทุกรายรับต้องแจ้งตรงกับเจ๊ทิพย์ทั้งหมดไม่มีการปล่อยให้หละหลวมเหมือนที่ผ่านมาอีก
น้องไนซ์เองก็ตื่นแต่เช้าทุกวันไม่เว้นวันหยุดเรียนแถมยังแอบบ่นให้เขาฟังบ่อยๆ ว่าั้แ่แม่กลับมาก็ไม่ได้ดูซีรี่ย์ที่ชอบอีกเลยแต่ซันกลับรู้สึกว่าที่ร้านดูมีระเบียบขึ้นเมื่อเจ๊ทิพย์อยู่ถึงลูกน้องอย่างพวกเขาจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นจากการจัดของบ่อยๆ ก็เถอะ
ชีวิตอีกด้านก็ถือว่ายังเป็เื่ดีๆสำหรับเขา ถึงแม้จะไม่ได้ไปเล่นเกมหลังเลิกเรียนกับเพื่อนๆทั้งที่ถูกชวนมาไม่รู้กี่รอบแต่่เวลาที่ได้ใช้ร่วมกันกับพัฒน์และสองแฝดตอนอยู่ในมหา’ ลัยก็ทำให้ซันรู้สึกสนุกไปกับความตลกและกวนประสาทของเพื่อนๆ ทุกครั้ง
ส่วนเพื่อนต่างคณะอย่างจอม…หลังจากวันที่ได้คุยกับเขาถึง‘สิ่งนั้น’ เธอก็ยังแวะเวียนมาหาเขาอยู่เรื่อยๆถึงจอมจะยืนยันในทุกครั้งที่เจอว่ายังเห็นหมอกสีเทาอยู่รอบตัวซันแต่ซันเองก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่ามันคืออะไร
ณ ลานม้าหินหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์
“งานรับน้องเสาร์-อาทิตย์นี้อ่ะตกลงมาได้มั้ยวะซัน” นาวาถามขึ้นกลางวงขณะนั่งลอกสมุดเลคเชอร์ของซัน
“ไม่รู้ดิยังไม่ได้คุยกับที่ร้านเลย” เ้าของสมุดหยิบขนมเข้าปากขนมที่เป็ค่าจ้างให้ลอกข้อมูล
งานรับน้องงานนี้เป็การจัดขึ้นกันเองในคณะเพราะทางมหา’ ลัยได้จัดไปแล้วในงานปฐมนิเทศคงเพราะกำลังจะถึงในอีก2วันเพื่อนๆถึงอยากได้คำตอบจากเขา
สำหรับซันเองก็อยากเข้าร่วมงานนี้เพราะเคยพลาดตอนงานปฐมนิเทศไปรอบนึงแล้วแต่อีกใจก็ไม่อยากลางานถึงจะจัดที่มหา’ ลัยไม่ได้ไปไหนไกลก็เถอะแต่ก็ต้องค้างหนึ่งคืนแถมเป็คืนวันเสาร์ที่ส่วนใหญ่คนที่ร้านจะเยอะซะด้วย
นาวินหันมองเพื่อน “แต่รุ่นพี่บอกว่าต้องมาทุกคนนะ”
“แต่รุ่นพี่ไม่ใช่พ่อนะวิน”พัฒน์โพล่งออกมาสองแฝดมองหน้ากันเหรอหราเหมือนจะไปต่อกันไม่ถูก
“แล้วพัฒน์ไปป่ะ” คราวนี้ซันเลยลองถามบ้าง
“ไปดิ” หลังจบคำตอบได้ยินเสียงเพื่อนๆ ร้อง ‘อ้าว’ กันเบาๆ “ไม่ได้ไปเพราะกลัวรุ่นพี่นิไปเพราะอยากสนุกต่างๆ หาก”
เย็นวันนั้นซันเลยต้องจำใจขออนุญาตเถ้าแก่ลาหยุดเขาคงเป็คนแรกในร้านเลยมั้งที่ได้หยุดงานเยอะขนาดนี้แต่เถ้าแก่ก็เข้าใจยอมให้เขาไปร่วมกิจกรรมมีหลายครั้งเลยที่แกจะชอบถามซันเกี่ยวกับเื่เรียน เื่การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆในมหา’ ลัย แถมยังให้กำลังใจเื่เรียนของเขาอยู่บ่อยๆ
‘เรียนจบให้สูงๆไว้นะอาซัน จะได้ไม่ต้องทำงานเหนื่อยแบบอั๊วะ’
แม้ว่าซันจะแย้งเถ้าแก่ทุกครั้งว่าทำงานอะไรก็ต้องเหนื่อยทั้งนั้นอีกอย่างถ้ามีแต่คนจบสูงๆ ไม่อยากเหนื่อยแบบเถ้าแก่ ร้านอาหารอร่อยๆ ราคาไม่แพงแบบนี้คงจะหาได้ยากขึ้นไปอีก
ไม่รู้ว่าเถ้าแก่จะเข้าใจที่ซัน้าสื่อมั้ยแต่อย่างน้อยเขาก็อยากให้เถ้าแก่ได้รับรู้ถึงคุณค่าในอาชีพของตัวเอง
แคร็ก ฟู่….
ฝาขวดน้ำอัดลมถูกบิดจนหลุดออกซันวางขวดไว้บนโต๊ะคู่กับข้าวกล่องและขนมเค้กสตรอเบอร์รี่ของโปรดของรูมเมท
“ข้าพเ้าขอเชิญดวงิญญานายภูวศิษฐ์เหล่ารัตนพงศ์มารับอาหารบนโต๊ะนี้ รวมถึงน้ำดื่มและขนมเหล่านี้ด้วยครับ”
เงียบ…….ทุกอย่างยังเงียบเช่นหลายวันที่ผ่านมาจนซันรู้สึกทนกับความเงียบแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
“ซิดนีย์ ออกมาเถอะ ผมรู้นะว่าเธออยู่”
และอีกครั้งที่เหมือนซันยืนคุยกับความว่างเปล่าไม่มีสัญญาณอะไรตอบกลับมา เขายังคงพยายามต่อไป
“วันนี้ผมซื้อเค้กสตรอเบอร์รี่มาให้จะไม่ออกมากินจริงๆ หรอ ถ้าไม่ออกมาผมกินหมดนะ”
“โธ่…ซิดนีย์อย่าเงียบแบบนี้สิ โกรธอะไรก็บอกกันดิ”
รอบตัวซันยังคงนิ่งสนิทเหมือนเดิมเขาเดินมานั่งบนเตียงคิดทบทวนว่าอะไรที่พอจะเป็สาเหตุให้ซิดนีย์ไม่ยอมออกมาเจอเขานึกย้อนไปจนสิ่งหนึ่งผุดขึ้นมา ‘ข้อตกลง’ กฎที่ิญญาเ้าของห้องตั้งเอาไว้แต่เขาก็ยังไม่ได้ละเมิดกฎข้อไหนนี่ นอกจาก…
“เธอโกรธที่ผมพาคนอื่นเข้าห้องใช่มั้ยวันนั้นที่ผมพาผู้กองมาที่ห้องใช่มั้ย”
“แต่นั่น…ผู้กองเป็แฟนเธอไม่ใช่หรอเค้าแค่จะ…..”
“นั่นแหละ…ชั้นถึงไม่อยากออกมา”เสียงเนิบเย็นพูดจากด้านซ้ายของซันร่างจางๆ ของซิดนีย์ค่อยๆ ชัดขึ้น เธอนั่งข้างเขามานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องกลับมาหนุ่มนักศึกษาก็แสดงอาการดีใจสุดขีดถ้าไม่ติดว่านี่คือิญญาเขาคงโผเข้ากอดเธอไปแล้ว
“ซิดนีย์!!” เขาเรียกเธอด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“หยุดทำหน้าเหมือนหมาเจอของเล่นได้แล้วย่ะ!!”
ถึงจะโดนซิดนีย์ดุแต่ซันกลับหัวเราะชอบใจเพราะไม่ได้คุยเล่น ต่อปากต่อคำกับรูมเมทมาหลายวันเธอนั่งหน้าบึ้งเหมือนรอให้ซันพูดบางคำ
“ยังโกรธผมอยู่หรอ…..ขอโทษนะ”เขากล่าวขอโทษโดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองผิดอะไร
สีหน้าของรูมเมทดูคลายความถมึงทึงลงมาสิ่งที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันสงบสุขได้ไม่ว่าจะคนหรือผีคือหากทำผิดแล้วควรรู้จักขอโทษ และสิ่งที่ควรได้รับคือการให้อภัยกลับคืน
“ชั้นไม่ชอบที่นายพาคนอื่นเข้ามาแล้วไม่บอกกันก่อน”และแล้วซันก็ได้รู้ต้นเหตุที่เธอไม่พอใจจนหายตัวไปหลายวัน
“แต่นั่นแฟนเธอนะ” ซันยิ้มเ้าเล่ห์ “ผมรู้แล้วน่า…ผู้กองเป็คนบอกผมเองนึกว่าจะรีบออกมาเจอซะอีก ไม่คิดว่าจะโกรธกันขนาดนี้”
ซิดนีย์นิ่งเงียบไม่พูดอะไรทอดสายตาไปทางกระจกตู้เสื้อผ้า เพื่อนร่วมห้องจึงกระเซ้าเธอต่อ
“นี่…แล้วไม่คิดถึงแฟนมั่งรึไงผมอุตส่าห์พามาเจอแล้วดันปล่อยให้รอเก้อน่ะ”
สายตาของเธอยังคงเหม่อมองไปยังจุดเดิมไหล่ยกขึ้นสูงแล้วตกห่อลงคล้ายกำลังถอนหายใจทั้งที่ไม่มีลมหายใจออกมา
“นั่นแหละปัญหาซัน…ชั้นจำเค้าคนนั้นไม่ได้”
ร่างโปร่งใสร่ายยาวต่อโดยไม่สนใบหน้าของคนฟังว่ารู้สึกแปลกใจขนาดไหน
“ที่จริง…ต้องบอกว่าชั้นจำอะไรไม่ได้เลยต่างหากนอกจากชื่อตัวเองแล้ว เมื่อก่อนชั้นเคยเป็ใคร ทำอะไรอยู่ที่ไหนมาก่อนชั้นก็นึกไม่ออกเลย” เธอหยุดพักเพื่อรวบรวมความทรงจำที่ยังพอหลงเหลืออยู่
“แต่พอวันนั้น…วันที่นายพูดถึงตำรวจที่ชื่อแบร์ชั้นก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ มันเหมือน…ชั้นเคยรู้จักคนชื่อนี้จนวันที่พวกนายเข้ามารื้อของในห้องเสียงดังชั้นเห็นหน้าเค้าแล้วก็ยิ่งรู้สึกคุ้นมากขึ้นไปอีกแต่พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แถมมองหน้าเค้าทีไรมันก็เหมือนมีลูกเหล็กหนักๆทิ้งลงมาในท้องชั้นเป็สิบๆ ลูกเลย”
ซันนั่งฟังซิดนีย์ระบายสิ่งที่อยู่ข้างในแล้วรู้สึกได้อย่างหนึ่งว่าเพื่อนร่วมห้องของเขาคงสูญเสียความทรงจำตอนเป็มนุษย์ไปแน่
ซิดนีย์มองหน้าซันด้วยดวงตาที่ปริ่มด้วยน้ำตาหยดใส“แต่เมื่อกี๊…นายบอกว่าตำรวจคนนั้นเป็แฟนชั้นหรอ”
ซันพยักหน้าตอบรับเขาไม่รู้จะปลอบโยนเธออย่างไรให้สมกับความน่าสงสารนี้ได้แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกหนักใจแทนผู้กองแบร์ซะแล้วเพราะก่อนหน้านี้เขาคาดหวังจะทำตัวเป็ผู้ช่วยนักสืบสอบปากคำซิดนีย์เกี่ยวกับสมุดเล่มนั้นสักหน่อยกลายเป็ว่าคราวนี้กลับมามืดแปดด้านอีกตามเคย
ในเมื่อรู้แล้วว่าซิดนีย์คงช่วยอะไรในการไขปมการตายของตัวเองไม่ได้เขาจึงพยายามชวนคุยเพื่อรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด จนสรุปคร่าวๆ ได้ว่า……
หลังจากวันที่ซิดนีย์ปลิดชีพตัวเองเธอก็ตื่นมาในห้องนี้ตอนนั้นฟ้าสว่างแล้วแต่ไม่รู้ว่าเป็เวลาเท่าไหร่ เธอไม่รู้อะไรสักอย่างรู้แค่ว่าร่างที่นอนจมกองเือยู่บนที่นอนนั้นคือร่างของเธอเองไม่นานก็มีคนมาเคาะประตูและเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับเขาก็เปิดประตูเข้ามาคนนั้นคือ..พี่ต้น(แต่ตอนนั้นเธอก็ยังไม่รู้ว่าคนนี้เป็ใคร)
จากนั้นก็มีคนเข้ามาในห้องนี้กันเยอะแยะเต็มไปหมดบางคนมาหยิบ มาค้นของในห้อง บางกลุ่มก็มาจับร่างเธอพลิกไปมายกกล้องมาถ่ายรูปทุกซอกทุกมุม (ซันคิดว่าคนเ่าั้คงเป็พวกเ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานและหน่วยนิติเวช) ไม่นานพวกเขาก็กลับออกไปพร้อมร่างของเธอห้องนี้ก็ถูกปิดไม่ได้ให้ใครเข้ามาอีก นอกจากแค่ครั้งเดียวที่ตำรวจคนนั้น(ผู้กองแบร์) เข้ามาในห้องพร้อมกับเ้าของหอ
แล้วเธอก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวในห้องนี้มาตลอดจนรู้สึกได้ว่าตนเองเป็เ้าของห้องแต่เพียงผู้เดียวจนวันหนึ่งเมื่อ2-3เดือนก่อนพี่ต้นก็เปิดห้องนี้ให้คนอื่นเข้ามาอาศัยเธอได้เห็นผู้คนมากมายเวียนเข้ามาจนเริ่มเรียนรู้ว่าคนนี้คือเ้าของหอชื่อพี่ต้นรวมถึงคนอื่นๆ ที่มักจะเข้ามาช่วยผู้เช่าใหม่ขนของตอนย้ายเข้าและย้ายออกอาจจะมีบ้างบางคนที่เธอจำชื่อไม่ได้หรือจำสลับกัน แต่มีชื่อหนึ่งที่เธอจำได้แม่นยำก็คือชื่อของตัวเอง
ซันลองสรุปเื่ราวแล้วเล่าให้เ้าของเื่ฟังอีกรอบซึ่งเธอก็ยืนยันว่านั่นคือทั้งหมดแล้วที่เธอจำได้หากแต่ข้อมูลแค่นี้คงไม่พอที่จะสืบเื่ต่อได้ซันจึงขอให้ซิดนีย์ลองนึกให้ลึกลงไปอีก อาจไม่ใช่เหตุการณ์หรือความทรงจำแต่เป็ความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ รอบข้าง
เธอนั่งหลับตาด้วยอาการสงบนานจนซันอาบน้ำเสร็จ เขาจึงได้ยินเสียงเธอะโเรียก
“ซัน!!ชั้นนึกออกอีกอย่างแล้ว”
ชายหนุ่มรีบใส่เสื้อแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวมาขยี้บนหัวระหว่างเดินออกมาหารูมเมท
“ชั้นรู้สึกได้ว่ามีคนทำบุญให้ชั้นด้วยมาจากใครก็ไม่รู้ มันรู้สึกเย็นสบายแต่ก็เหมือนมีกอดอุ่นๆ อยู่ด้วยนะ”
ได้ยินอย่างนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความหนักใจของซันลดน้อยลงเลยเพราะมันเป็ความรู้สึกที่มีแค่ซิดนีย์รับรู้แค่คนเดียวและมันคงจะเป็เื่แปลกประหลาดที่สุด เพราะตอนแรกเขาตั้งใจไว้ว่าจะ ‘สืบจากผี’ แต่แล้วต้องเปลี่ยนมาเป็ ‘สืบจากบุญ’ แทน
ฉะนั้นความคืบหน้าเดียวที่เขาพอจะมีให้ผู้กองได้คือการส่งข้อความทิ้งไว้ว่า “ซิดนีย์กลับมาแล้วครับ ผมได้ลองคุยดูแล้วแต่เธอจำอะไรไม่ได้เลยครับ”