เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 ทิ้งจดหมายแล้วจากไป


             สกุลลู่ไม่กลัวว่าพวกเขาจะเลียนแบบแล้วไปเปิดขายแข่งตัดหน้าพวกเขาเลยหรือไร

             เป็นเพราะสกุลลู่เชื่อใจพวกเขามาก หรือว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาไม่สนใจการค้าเล็กๆ นี้?

             คนทั้งสองต่างพากันอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นก็รู้สึกตื้นตันขึ้นมา นี่เป็นความเชื่อใจขนานแท้ เป็นความเชื่อใจอย่างไร้ข้อกังขาอันล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง เป็นสิ่งล้ำค่าถึงขนาดว่ายังไม่เคยได้รับจากตระกูลของตนมาก่อนด้วยซ้ำ วันนี้กลับได้รับจากบ้านของสหายแทน

             คนทั้งสองสบตากันไปทีหนึ่ง ต่างก็เห็นความแน่วแน่ในดวงตาอีกฝ่าย พวกเขาจะทำเรื่องที่ผิดต่อความเชื่อใจนี้ไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้จะยากลำบากแค่ไหนก็อย่าได้คิดขัดขาสกุลลู่

             คนสกุลลู่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้พวกเขาได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแล้ว หลายปีให้หลัง พวกเขาก็ยังเป็นสหายที่เป็นดังพี่น้องต่างแซ่ของลู่เชียนไม่เปลี่ยนแปลง...

             แต่สำหรับเสี่ยวหมี่ เนื่องจากนางไม่ได้คิดจะทำเส้นมันฝรั่งขายเป็นกิจการหลักแต่อย่างใด เพราะนางเองก็รู้ว่ากรรมวิธีทำมันง่าย ต่อให้ไม่ใช่สกุลเฉิงสกุลหลิว ก็คงมีสกุลหม่าสกุลหลี่สกุลเฝิง...

             ธุรกิจนี้ความน่าสนใจเพียงอย่างเดียวของมันก็คือความแปลกใหม่ สกุลลู่ริเริ่มทำก่อนรีบกอบโกยเงินทองตอนที่มันยังแปลกใหม่อยู่ แค่นี้ก็พอแล้ว

             กลับเป็นเฝิงเจี่ยนและผู้เฒ่าหยางที่มองออกว่าสองคนนี้คิดอะไรอยู่ พวกเขาจึงพากันยิ้มออกมา

             ต้นข้าวด้านนอกถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้วจึงมองไม่ออกเลยว่าก่อนหน้านี้มีการปลูกข้าวชุดแรกในภาคเหนือขึ้นที่นี่

             คันไถถูกเก็บเข้าห้องเก็บของไปแล้ว เพิงผักสดยังไม่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ พวกผู้หญิงก็เย็บของเล่นกันอยู่แต่ในเรือนหลัง เนื่องจากพวกนางไม่เคยก้าวเท้าออกมาแม้ครึ่งก้าวจึงไม่อาจมองเห็นได้...

             หากได้พบของเหล่านี้ เกรงว่าคนทั้งสองคงจะตกใจจนตาหลุดออกมาแน่นอน

             เฝิงเจี่ยนเงยหน้ามองแม่นางอันเป็นที่รักกำลังรินชา ที่ข้อมือขาวนวลคู่นั้นมีกำไลหยกวงงามที่เขาใส่ให้ด้วยมือของตัวเองอยู่ มันส่องประกายล้อแสงเทียนราวกับแสงส่องนำทางชีวิตให้เขาก็ไม่ปาน

             …

             “เสี่ยวหมี่ เสี่ยวหมี่”

             หุบเขาหมียามเช้ามีเสียงกาเสียงไก่ร้องระงมไม่นับว่าสงบนัก แต่ก็ให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายอยู่ดี เมื่อก่อนคนแรกที่ตื่นขึ้นมาเปิดประตูบ้านจะเป็นพี่ใหญ่ลู่ แต่ตั้งแต่พี่ใหญ่ลู่ลงไปอาศัยอยู่ที่เรือนหลังใหม่นั้น หน้าที่เปิดประตูก็ตกเป็นของเสี่ยวหมี่

             ยามเช้านางเพิ่งจะเปิดประตูเสร็จ กำลังจะเดินไปห้องครัวพลางคิดว่าเช้านี้จะทำอะไรดี ก็ได้ยินพี่รองของนางแหกปากตะโกน

             นางจึงเดินไปถาม “พี่รอง ท่านตะโกนเรียกข้าทำไม”

             ครั้งแรกที่ออกล่าสัตว์ พี่รองลู่ไม่ได้จับกลุ่มกับทุกคนออกล่าสัตว์อย่างเต็มที่ เขารู้สึกผิดยิ่งนัก แน่นอนว่าจริงๆ แล้วรู้สึกผิดต่อท้องของตัวเองมากกว่า มีน้องหญิงทำอาหารอร่อยขนาดนี้แต่กลับไม่ล่าเนื้อดีๆ กลับมา

             ดังนั้นหลายวันมานี้เขาจึงนับว่าทำตัวดี ตื่นแต่เช้ากลับมาตอนพลบค่ำ แต่ละวันก็ล่าสัตว์กลับมาได้ไม่น้อย

             วันนี้เขาตื่นแต่เช้า เดิมตั้งใจจะไปทักทายเสี่ยวเอ๋อก่อนแล้วค่อยขึ้นเขา คิดไม่ถึงว่าหาเสี่ยวเอ๋อไม่เจอ ในห้องเจอแค่กระดาษแผ่นเดียว

             “เสี่ยวหมี่เจ้าดูนี่ เสี่ยวเอ๋อจากไปแล้วหรือ?”

             เสี่ยวหมี่แปลกใจเล็กน้อย รับกระดาษมาอ่านดู แล้วค่อยเงยหน้ามองพี่รองของตนที่ดูความอดทนใกล้จะหมดเต็มที

             “พี่รอง...เสี่ยวเอ๋อจากไปแล้วจริงๆ”

             ถึงแม้พี่รองลู่จะชอบเรียนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเรียนหนังสือ แน่นอนว่าย่อมอ่านตัวอักษรที่เขียนอยู่บนกระดาษออก ที่มาถามน้องสาวอีกครั้งก็เพราะไม่อยากจะเชื่อเท่านั้น

             “เหตุใดนางถึงจากไปเล่า? นางจะออกไปทวงความยุติธรรมให้ครอบครัว หากว่าถูกจับได้...”

             พี่รองลู่เดินวนเวียนไปมาในเรือนราวกับหนูติดจั่น หนุ่มน้อยคนนี้หลงรักเสี่ยวเอ๋อ เพียงแต่ไม่รู้ว่าควรจะแสดงออกอย่างไร ยามนี้จู่ๆ ก็ต้องมาสูญเสียไป เขารู้สึกเจ็บปวดราวกับเนื้อในอกถูกคว้าน

             “ไม่ได้ ข้าต้องไปตามหานาง”

             เขาพูดจบก็พุ่งออกไปด้านนอกทันที เสี่ยวหมี่ย่อมไม่ยอมเด็ดขาด นางรีบดึงแขนเขาไว้พลางเอ่ยโน้มน้าวว่า “พี่รอง ท่านไปไม่ได้ เสี่ยวเอ๋อเขียนไว้ในจดหมายแล้วว่ามีคนที่เชื่อใจได้มารับนางไป สามารถปกป้องนางให้ปลอดภัยได้ หลังจากนางเรียกร้องความเป็นธรรมให้ครอบครัวได้แล้วนางจะกลับมา ท่านก็...”

             “ไม่ได้ ข้าต้องไปตามหานาง”

             พี่รองลู่ไม่สนใจว่าน้องสาวเขาจะพูดอะไร เขายกมือขึ้นผลักนางแล้ววิ่งออกไป แต่กลับชนเข้ากับเฝิงเจี่ยนที่กำลังเดินเข้ามาจนล้มลงบนพื้น

             เฝิงเจี่ยนสีหน้าดำคล้ำ เขาเดินผ่านพี่รองลู่ที่กำลังอารมณ์ร้อน เข้าไปประคองเสี่ยวหมี่ที่มือกุมแขนข้างที่บาดเจ็บเอาไว้ “เป็นอย่างไรบ้าง ล้มลงไปจนแขนเจ็บหรือ?”

             เสี่ยวหมี่อดทนความเจ็บแขนที่เสียดแทงไปถึงหัวใจ นางเอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าไม่เป็นไร อย่าให้พี่รองข้าไป”

             “วางใจเถอะ” เฝิงเจี่ยนพยักหน้า หันไปสั่งเกาเหรินที่สีหน้าไม่ดีนักเช่นกัน “จับตาดูเขาไว้ ห้ามออกจากเรือนไปแม้แต่ก้าวเดียว”

             พูดจบก็อุ้มเสี่ยวหมี่เดินออกไป

             ลุงสามปี้กำลังสะพายตะกร้าขึ้นหลังเพื่อไปเก็บสมุนไพร ช่วงฤดูกาลออกล่าเช่นนี้ เขาเองก็ต้องเตรียมสมุนไพรไว้ให้เพียงพอเช่นกัน

             จู่ๆ เห็นเฝิงเจี่ยนอุ้มเสี่ยวหมี่มา เขาก็ตกใจไม่น้อย “เกิดอะไรขึ้น เสี่ยวหมี่บาดเจ็บหรือ?”

             เฝิงเจี่ยนพยักหน้า “เมื่อครู่...ล้มลงไป”

             อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องในสกุลลู่ พี่ชายทำร้ายน้องสาว เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าป่าวประกาศแต่อย่างใด

             ดีที่ลุงสามปี้เองก็ไม่ซักไซ้ รีบเข้าไปตรวจดูอาการเสี่ยวหมี่ที่เจ็บจนหน้าซีดขาว ครู่หนึ่งถึงเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เป็นไรมาก แค่กระดูกเคล็ดเท่านั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร รอข้าจัดกระดูกและประคบแผลภายนอก จากนั้นพักรักษาตัวสักครึ่งเดือนก็คงหาย”

             เสี่ยวหมี่เงยหน้า เอ่ยอย่างคับข้องใจ “ครึ่งเดือน...ไม่ได้นะเจ้าคะ โรงทำบะหมี่ของข้า...อ๊า”

             นางพูดได้ครึ่งเดียวก็เจ็บจนร้องออกมา ที่แท้ลุงสามปี้อาศัยจังหวะที่นางกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่จัดกระดูกให้นางตอนเผลอ

             เฝิงเจี่ยนปวดใจสงสารนางเป็นอย่างยิ่ง เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่กลับมองเสี่ยวหมี่ด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว ตอนนี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว เรื่องทำบะหมี่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าลงแรงเองทุกวัน ยังมีข้าอยู่”

             เสี่ยวหมี่ไม่รู้สึกเจ็บแขนเท่าไรแล้ว รู้สึกสบายขึ้นมาก จึงพยักหน้ารับ “ก็ได้”

             ลุงสามปี้เดินเข้าไปเอายาออกมา แล้วจึงไล่พวกเขากลับไป “พวกเจ้ารีบกลับไปเถอะ ข้ายังต้องรีบขึ้นเขาอีก”

             เสี่ยวหมี่ได้ยินก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ทำได้แค่ตอบรับ “เจ้าค่ะ ท่านลุงสาม คืนนี้...อืม อีกสองสามวันข้าค่อยทำขาหมูผัดน้ำแดงที่ท่านชอบมาฝากนะเจ้าคะ”

             “ดีมาก อย่าลืมเอาสุรามาด้วยละ”

             ลุงสามปี้โบกมือน้อยๆ ไม่สนใจว่าพวกเขายังอยู่ในลานบ้านตัวเองก็หันหลังรีบขึ้นเขาไปแล้ว

             เสี่ยวหมี่อยากจะลงเดินด้วยตนเองแต่จะทำอย่างไรเฝิงเจี่ยนก็ไม่ยินยอม เขายังคงอุ้มนางเดินกลับไปยังบ้านสกุลลู่

             ตลอดทางกลับ ชาวบ้านที่ตื่นเช้าเห็นภาพนี้ก็อดเอ่ยถามไม่ได้ เสี่ยวหมี่หน้าแดงตอบเพียงว่านางไม่ระวังจนทำให้แขนบาดเจ็บ ส่วนเฝิงเจี่ยนสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับว่าการที่เขาและเสี่ยวหมี่สนิทสนมกันถึงเพียงนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง 

             ที่ลานบ้านสกุลลู่พี่รองลู่กำลังคลุ้มคลั่ง เหงื่อผุดเต็มศีรษะราวกับสัตว์ป่า

             “เจ้าถอยไป”

             เกาเหรินกลอกตา เขาไม่สนใจคนคนนี้สักนิด หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าเสี่ยวหมี่ เขาสามารถตบเจ้านี่ตายได้ในฝ่ามือเดียว

             “ไม่น่าเล่าทุกวันนี้เสี่ยวหมี่ถึงได้ผอมลงๆ มีพี่ชายแบบเจ้านับเป็นโชคร้ายอย่างแท้จริง เพื่อผู้หญิงที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่ง ถึงกับทำร้ายน้องหญิงตัวเองบาดเจ็บ เจ้ายังมีหน้าบอกว่าจะไปอีก หึ หากข้าเป็นเจ้า คงจะกลั้นใจตายไปแล้ว”

             เดิมทีเกาเหรินก็เป็นคนปากไม่ดีเช่นนี้ ยิ่งยามนี้ไม่มีเจ้านายอยู่ด้วย จึงยิ่งด่าได้ถึงใจยิ่งนัก ทำเอาบิดาลู่ พี่สามลู่ รวมถึงหลิวปู๋ชี่เฉิงจื่อเหิงที่เปิดประตูออกมาดูสถานการณ์ตกใจจนตาโต “เสี่ยวหมี่เป็นอะไรไป?”

             “เจ้ารอง เจ้าตีเสี่ยวหมี่บาดเจ็บอย่างนั้นหรือ?”

             พี่รองลู่เห็นทุกคนออกมาโยนคำถามใส่เขา ก็ใจเย็นลงเล็กน้อย หลังจากนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่งก็พึมพำออกมา “ข้าไม่ได้ออกแรงเลยสักนิดนี่นา?”

             “เจ้ากล้า ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”

             บิดาลู่ที่ท่าทางเฉกเช่นบัณฑิตสูงศักดิ์มาตลอด ยามนี้ได้ยินว่าลูกชายลงมือทำร้ายบุตรสาวสุดที่รักของเขา ก็กลายร่างเป็นลูกศิษย์ของมหาเทพสงครามในทันที เอาตำราคำสอนในมือเข้าไปทุบตีบุตรชาย

             แต่เพราะร้อนใจจนกะจังหวะพลาด เกือบจะหน้าคว่ำลงไปเสียเอง ดีที่เกาเหรินจับเขาไว้ ทั้งยังช่วยปรับทิศทางของตำราคำสอนในมือให้ลงน้ำหนักไปบนหน้าพี่รองลู่ได้พอเหมาะพอดี

             พี่รองลู่โกรธจัด แต่ก็รู้สึกว่ามีตรงไหนไม่ถูกต้อง เขาทำได้แค่จับข้างแก้มที่แสบชาของตน พึมพำว่า “เสี่ยวเอ๋อจากไปแล้ว”

             “ต่อให้พ่อเจ้าคนนี้จะจากไป เจ้าก็ห้ามลงมือกับน้องของตัวเอง”

             บิดาลู่โกรธจัดแล้วจริงๆ เขาคิดจะพุ่งเข้าไปอีกรอบ กลับถูกพี่สามลู่จับแขนเอาไว้ “ท่านพ่อ ถึงแม้พี่รองจะมุทะลุ แต่เขาเองก็รักเสี่ยวหมี่มาก อาจจะเป็นความเข้าใจผิดก็ได้ขอรับ”

             ไม่ใช่ว่าพี่สามลู่ไม่สงสารน้องหญิงของตน แต่ตอนนี้บิดาเขาโกรธจนคุมสติไม่อยู่แล้ว หากพี่รองเจ็บตัว ครอบครัวเขาห้าคนมีสามคนที่ล้มลง เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีนัก

             พูดจบเขาก็ตะโกนใส่พี่รอง “พี่รอง ยังไม่คุกเข่าสำนึกผิดกับท่านพ่ออีก”

             พี่รองลู่เชิดหน้าขึ้นแต่ก็คุกเข่าลงไป ท่าทางเหมือนยอมถูกตีแต่ไม่ยอมรับผิด

             บิดาลู่โกรธมาก คิดจะลงไม้ลงมือกลับเห็นเฝิงเจี่ยนอุ้มเสี่ยวหมี่กลับมา

             ทุกคนจึงเข้าไปรุมล้อมทันที

             “เสี่ยวหมี่ เจ้าบาดเจ็บที่ตรงไหน เจ็บมากหรือไม่?”

             “ใช่แล้ว ลุงสามปี้ว่าอย่างไรบ้าง”

             เสี่ยวหมี่แอบซ่อนอาภรณ์บริเวณที่ฉีกขาดไว้ด้านหลัง ยิ้มกว้างปลอบใจคนในบ้านว่า “ท่านพ่อ พวกท่านอย่าได้กังวลใจไปเจ้าค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่แขนเคล็ดเท่านั้น ไม่เจ็บสักนิดเดียวเจ้าค่ะ”

             เฝิงเจี่ยนกวาดสายตามองเจ้ารองลู่ที่กำลังคุกเข่าก้มหน้ารับโทษอยู่ สีหน้าเขาดูสะใจอยู่ไม่น้อย เขากล่าวว่า “กระดูกแขนเคล็ดเกือบหัก ลุงสามปี้บอกว่าต้องประคบยาอย่าให้ขาด และต้องพักรักษาตัวให้ดีสักครึ่งเดือนไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นโรคติดตัวไปตลอดเพราะช่วงนี้อากาศก็หนาวขึ้นมาแล้ว”

             “อะไรนะ?” เดิมทีถึงแม้บิดาลู่จะเห็นว่าบุตรสาวสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่เสียงยังสดใสก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก แต่ยามนี้ได้ยินเฝิงเจี่ยนพูดเช่นนี้ จึงยกมือหันไปตบลูกชายอย่างแรงถึงสองครั้ง

             หลิวปู๋ชี่และเฉิงจื่อเหิงเดิมทีคิดจะเข้าไปห้าม แต่ในสมองก็คิดขึ้นได้ว่าเสี่ยวหมี่บาดเจ็บแล้ว วันหน้าพวกเขากลับไปสำนักศึกษาก็คงไม่มีของอร่อยๆ ให้กินอีก จึงลดมือลงทันที...

             พี่รองลู่กลับคิดไม่ถึงว่าเขาแค่สะบัดแขนออกไปทีหนึ่ง น้องหญิงจะบาดเจ็บได้ขนาดนี้ ยามนี้ก็รู้สึกผิดในใจเช่นกัน จึงยอมโดนตีโดยไม่ร้องสักแอะ

             เสี่ยวหมี่กลับรู้สึกสงสาร รีบใช้มือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บห้ามบิดา “ท่านพ่อ พี่เสี่ยวเอ๋อไปแล้ว พี่รองคงร้อนใจขึ้นมากะทันหัน...”

             บิดาลู่กลับไม่สนใจฟังสักนิด เขายกมือตบลูกชายไปอีกสองที จากนั้นก็หอบหายใจตะโกนด่าว่า “ให้เจ้าเรียนวรยุทธ์ตั้งแต่เล็กก็เพื่อให้เจ้าใช้ปกป้องน้องหญิงของตนเอง วันนี้เจ้ากลับทำร้ายน้องแท้ๆ ของตนเพื่อคนนอกคนหนึ่ง เช่นนั้นยังจะเก็บเจ้าไว้ทำอะไรอีก ตั้งแต่วันนี้ไปเจ้าก็อยู่ทำงานหนักในบ้าน หากกล้าขึ้นเขาไปข้าจะตีขาเจ้าให้หัก”

             พูดจบก็หมุนกายกลับเข้าเรือนไป ไม่สนใจคนอื่นๆ ที่คิดจะเอ่ยปากขอร้องแทน

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390