“พวกเอ็งจงรีบนำร่างแม่หญิงขึ้นมา”
เสียงหญิงผู้หนึ่งสั่งให้กลุ่มผู้หญิงอีกห้าคนเร่งทำตาม ใช้เวลาไม่นานร่างของแม่หญิงที่ถูกพูดถึงก็ถูกวางราบลงบนพื้น เนื้อตัวซีดเผือดไม่มีสีเืบนกาย
“แม่หญิงตายรึยังวะนังนุ่ม” ใครคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยถาม
“ข้าจะให้คุณท่านฟาดปากเอ็งที่มาแช่งชักแม่หญิง” นุ่มว่าพลางรีบก้มลงไปััร่างของคนที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น แม้ในใจจะกลัวเกรงว่าคนตรงหน้าจะสิ้นลมอยู่ไม่น้อยก็ตาม หากความดีใจที่ได้พบนายหญิงของตนอีกครั้งก็กลบความกลัวลงไปหมดสิ้น
มือสีแทนเข้มจากการตรากตรำทำงานกลางแดดค่อย ๆ เอื้อม ไปใกล้กับใบหน้าของร่างเดิมอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ััเนื้อแก้มขาวราวกับกระดาษ มือซีดเผือดที่ไม่ไหวเอนในตอนแรกก็จับหมับเข้าที่ข้อมือสีแทนเข้มนั้น เสียงกรีดร้องของเหล่าผู้หญิงดังระงมไปทั่วคุ้งน้ำ ก่อนจะมีเสียงดุดันของใครบางคนดังขึ้น
“พวกเอ็งถอยไปให้หมด!” ประโยคนั้นทรงพลังถึงกับทำให้กลุ่ม ‘พวกเอ็ง’ ที่กำลังมุงร่างของแม่หญิงต่างผงะ รีบถอยกรูดไปคนละทางดั่งผึ้งแตกรัง
ร่างสูงสมส่วนหากเด่นชัดด้วยบ่าที่ตั้งตรง เสริมให้รูปร่างแลดูสง่างามรีบเดินเข้ามาดู ก่อนจะรีบอุ้มร่างที่ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มคนที่ตามติดต้องรีบสาวเท้าตามกันไป โชคยังดีที่แสงสว่างจากพระจันทร์เต็มดวงรวมกับแสงของตะเกียงยังคอยช่วยให้ทุกคนมองเห็นทางเดินได้ถนัดตา
แสงจากขอบฟ้าโผล่พ้นทิวไม้สูง นกหลากหลายชนิดบนท้องฟ้าประสานเสียงกันเพื่อรวมกลุ่มออกหากิน อากาศด้านนอกค่อนข้างเย็นเพราะเป็่ปลายปี ลมหนาวพัดเบา ๆ หอบเอาความหอมของกลิ่นดอกไม้นานาชนิดเข้ามาในห้อง ร่างที่นอนสงบนิ่งมาข้ามคืนเริ่มขยับ ขนตาเป็แพขยับขึ้นลงตามการปิดเปิดของเปลือกตา จนกระทั่งสายตาปรับสมดุลได้ จึงค่อย ๆ กวาดสายตาสำรวจสิ่งรอบตัว สิ่งแรกที่สะดุดตา คือ ผ้าขาวบาง ๆ ซึ่งั้แ่คืนแรกที่ย้ายมานอน เธอไม่เคยเอาผ้ารอบเตียงลงเลย เป็ไปได้ว่าป้าเ้าของบ้านเมตตามาดูแลให้ เมื่อไม่ติดใจอะไรมาก สายตาจึงมองผ่านทะลุม่านขาวออกไป
เพดานไม้ ผนังไม้ เครื่องเรือนทุกอย่างทำมาจากไม้ มองผิวเผินอาจคล้ายว่าเป็ห้องนอนในบ้านเช่าของเธอเอง แต่ทว่าคนในห้องที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมข้าวของอะไรบางอย่างเ่าั้กลับไม่คุ้นตาเลยสักนิด ใจกระตุกวาบด้วยความหวั่นใจเมื่อนึกถึงบางอย่าง จึงรีบยันกายลุกขึ้นมานั่ง แต่อาการหน้ามืด ปวดแปลบที่หัวก็ทำให้เธอร้องครวญออกมา
“คุณมณฑา! คุณมณฑาฟื้นแล้วเ้าค่ะ” นุ่มะโลั่นด้วยความดีใจ
เสียงบานประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างอวบอัดหากสมส่วนของหญิงวัยกลางคน ริ้วรอยจาง ๆ บนใบหน้าบอกถึงเื่ราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ก็ไม่อาจลดทอนความงดงามของสตรีท่านนี้ลงได้แม้แต่น้อย ถึงกระนั้นสายตาที่ทอดมองไปยังร่างบนเตียงเผยให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่มีทั้งหมดสิ้น
“คุณหญิงพิกุลเ้าคะ คุณมณฑารู้สึกตัวแล้วเ้าค่ะ” นุ่มรายงานเสียงดังลั่นอีกครั้ง
“ข้าได้ยินแล้วนังนุ่ม เอ็งจะเอ็ดตะโรให้คนได้ยินไปทั่วคุ้งรึเยี่ยงไร” หญิงวัยกลางคนหันไปเอ็ดนุ่มด้วยความเมตตามากกว่าจะดุด่าจริงจัง ว่าเสร็จก็รีบเดินเข้ามาจะนั่งตรงเก้าอี้ไม้ที่บ่าวไพร่ยกมาเตรียมไว้ให้หลังจากเก็บม่านให้เรียบร้อยก่อนหน้า
“คุณมณฑาเ้าขา ดื่มน้ำหน่อยนาเ้าคะ” ไม่ทันที่คุณหญิงพิกุลจะเอื้อนเอ่ยใด ๆ ออกมา นุ่มก็รีบแทรกตัวเข้าไปใกล้ผู้เป็นายหวังเอาใจ
ใบหน้าดำคล้ำแดด รอยเหี่ยวย่นยิ่งชัดเจนเมื่อยิงฟันยิ้ม สีของฟันแดงฉาดคล้ายพวกซอมบี้ในภาพยนตร์ สยดสยองจนคนที่ไม่เคยพบเคยเห็นอย่างมณฑิราส่งเสียงร้องออกมาดังลั่น เรี่ยวแรงที่หายในตอนแรกกลับมีพลังอย่างล้นเหลือที่จะกระโจนลงเตียงอีกด้านอย่างรวดเร็ว
“ไม่นะ ออกไป!” เธอคว้าทุกอย่างที่มีในยามนี้ไว้ในมือ อย่างน้อยมันก็อาจจะใช้เป็อาวุธหันเหความสนใจจากมนุษย์ประหลาดเหล่านี้ได้
“แม่มณฑา นี่แม่เอง” คำว่า ‘แม่’ บวกกับน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง สะกดให้อารมณ์เตลิดของเธอในคราแรกสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
ท่าทางที่เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ชวนให้เธอลดมือที่ยกแจกันใบใหญ่ที่ยามนี้ยังไม่มีดอกไม้ใดถูกเสียบลงไปลงมา
“พวกคุณเป็ใคร” เธอเริ่มยิงคำถาม
“นุ่มอย่างไรเ้าคะ” นุ่มยังคงเสนอตัว “บ่าวดูแลคุณมณฑามาั้แ่ยังเล็กนาเ้าคะ”
หญิงสาวนิ่วหน้า คิ้วยกสูงด้วยความไม่เข้าใจ คำตอบที่ได้ยิ่งเพิ่มอาการวิงเวียนศีรษะอีกเท่าตัว
“นี่กำลังพูดเื่อะไร แล้วบ่าวคือใคร ใครคือมณฑา”
ประโยคท้ายสุดกลับทำให้ทุกคนในห้องต่างประหลาดใจ ต่างแน่นิ่งไปลายสิบวินาที
“แม่มณฑา ฟังก่อนเถิด” คุณหญิงเอ่ยน้ำเสียงวิงวอน
“คุณมณฑาเ้าขา ฟังคุณหญิงพิกุลก่อนเถิดเ้าค่ะ” เสียงใครอีกคนเริ่มช่วยร้องขอ ตามมาด้วยเสียงของอีกหลายคนในห้อง
อาการเวียนศีรษะเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งเมื่อเสียงของหลายคนดังประสานกันขึ้นมา ยิ่งชวนให้วิงเวียนไปกว่าเดิม การฝืนทรงตัวในทีแรกเริ่มยันเอาไว้ไม่ไหว ร่างโซเซไหวจนต้องหาที่ยึดเอาไว้ หากอีกมือยังไม่ยอมปล่อยแจกันใบเขื่อง
เสียงอุทานด้วยความใของคนในห้องรวมกัน พวกบ่าวต่างกรูจะเข้ามาช่วยพยุง แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงตัวของแม่หญิง เมื่อถูกแจกันหมายหัว
มณฑิราพยายามฝืนตัวเองเอาไว้ให้มากที่สุด
“หลีกไปนะ ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจ!” เธอขู่สำทับ แล้วค่อย ๆ เดินผ่านคนประหลาดไปทีละคน จนเมื่อเข้าใกล้ประตู เธอพยายามพยุงร่างให้ตรงและก้าวถอยหลังออกไปทีละนิด แต่ด้วยความที่ยังไม่ชินกับธรณีประตูที่สูง และผ้านุ่งลุ่มล่ามที่เป็อุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว ทำให้เสียหลักล้มลง หงายหลัง มือที่อุตส่าห์กำวัตถุในมือแน่น ก็อ่อนแรงยอมปล่อยให้ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง
ราวกับใจหล่นหายเมื่อเสี้ยววินาทีที่รู้ว่าตนเสียหลัก หลังที่คาดว่าจะกระแทกลงบนพื้นไม้แข็ง กลับเป็แผงอกหนาแน่นด้วยกล้ามเนื้อของใครบางคนมาแทนที่ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยดับหายไปพลัน เมื่อได้รับไออุ่นและความมั่นคงประหลาดนั้น
มณฑิราเริ่มตาพร่าเลือนเพราะพิษไข้ หากััได้ว่ามีใบหน้าของใครบางคนอยู่ชิดใบหน้าของเธอ ห่างไม่ถึงคืบ...
“คุณ...” เสียงของคนในอ้อมกอดเงียบหายไปพร้อมกับ การทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไว้ที่เขา
“แม่มณฑา แม่มณฑา!”
พระเหมราชอรรถคดีจำต้องรวบร่างไร้สติเอาไว้ ก่อนจะช้อนตัวขึ้นแล้วพาไปยังเตียงนอน โดยมีคุณหญิงพิกุลมองตามด้วยความเป็ห่วง
“เหตุใดแม่มณฑาจึงทำเสียงดังลั่นเรือนเช่นนี้ นังนุ่ม นังเนียน” น้ำเสียงบอกอารมณ์ไม่แน่ชัดระหว่างไม่พอใจหรือห่วงใยเ้าของร่างที่นอนสนิทบนเตียง
บ่าวไพร่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เห็นหน้าตาบูดบึ้งของผู้เป็นาย ก็ไม่รู้จะสรรหาคำตอบไหนมาตอบเพื่อให้สบอารมณ์
“ว่าเยี่ยงไรเล่า!” เสียงตะคอกดุดัน ทำให้พวกบ่าวสะดุ้งตัวโยน ต่างก้มหน้างุด อยากจะแทรกพื้นไม้ในห้องลงธรณีไปให้พ้นๆ
“พอก่อนเถิดคุณพระ พวกบ่าวมันกลัวเกรงคุณพระจนเป็ใบ้ไปเสียแล้ว” คุณหญิงพิกุลเอ่ยปราม ลอบถอนหายใจกับท่าทีของพวกบ่าวไพร่
คนถูกปรามมีท่าทีสงบลงได้มากพอสมควร เนื่องจากเกรงใจมารดาเลี้ยงอย่างคุณหญิงพิกุล
“กระผมขออภัยขอรับ”
“แม่มณฑา พอฟื้นขึ้นมาก็จำใครมิได้เลยสักคน แม้กระทั่งน้าเอง” ปลายเสียงบ่งบอกถึงความน้อยใจชัดเจน
คิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อยหลังได้ยินประโยคจากปากของคุณหญิงพิกุล แต่ก็กลับเป็ปกติในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจเข้าออก เลยไม่มีใครทันสังเกตเห็น
“คุณน้าจะทำเช่นไรก็สุดแล้วแต่เถิดขอรับ กระผมเพียงแต่ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของแม่มณฑาเลยมาดูเท่านั้นเองขอรับ” ตอบเสร็จคุณพระเหมราชอรรถคดีก็เดินเลี่ยงออกไปทางประตู
คุณหญิงพิกุลได้แต่ถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายที่มึนตึงและเฉยชา
“คุณพระเป็กระไรไป ตอนเห็นคุณมณฑาที่ท่าน้ำยังเป็ห่วงเป็ใย เอะอะโวยวายใส่พวกเราที่มัวแต่ถกเถียงกัน มายามนี้กลับไม่ดูดำดูดีคุณมณฑาเลยสักนิด” นุ่มเปรยขึ้นมา
“ก็คุณมณฑาไปทำกระไรไว้ เอ็งก็น่าจักรู้ดีนังนุ่ม”
เสียงตีปากของเนียนดังขึ้นพร้อมกับเสียงก่นด่าของนุ่ม
“เอ็งพูดเยี่ยงนี้ได้เยี่ยงไรวะ ขอฟาดปากอีกสักที” ยังไม่ทันที่นุ่มจะได้ทำตามที่บอก คุณหญิงพิกุลก็ปรามเอาไว้
“พอกันได้แล้ว ให้ลูกข้าได้นอนพักเสียที”
สิ้นคำคุณหญิงพิกุล พวกบ่าวรับใช้หัวหดกันเป็แถว ต่างค่อย ๆ หมอบคลานตามกันออกไปอย่างเงียบ ๆ
“แม่มณฑา เกิดอันใดขึ้นกับลูกกันแน่ แม่มิเคยเชื่อว่าลูกจักทำเยี่ยงที่คนเขากล่าวหากัน” มืออวบอูมยื่นไปกุมมือบางที่ไร้สติ คล้ายจะส่งกระแสใจไปให้ แม้อีกฝ่ายไม่อาจรับรู้ได้ว่า เหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นกับชีวิตของตนนั้นจะลิขิตให้เส้นทางนักสืบได้เปลี่ยนไปตลอดกาล
พระเหมราชอรรถคดีนึกย้อนภาพความวุ่นวายของบ่าวไพร่ที่วิ่งสวนกันไปมายามค่ำเมื่อวาน จนร่างเพรียวลมของชายในวันยี่สิบต้นๆ อย่างขามที่รีบโผล่มารายงานสถานการณ์
‘คุณมณฑาขอรับ...คุณ...’ น้ำเสียงเหนื่อยหอบเพราะอาการเร่งรีบระคนกับความตื่นเต้นทำให้เ้าตัวพูดยังไม่ทันจบก็ทิ้ง่หายใจเพียงสักครู่ แต่คำว่า คุณมณฑา ก็เพียงพอที่จะกระชากหัวใจที่แข็งกร้าวมานานให้กระตุกไหวจนลืมความบาดลึกในใจเกือบหมดสิ้น
‘คุณมณฑากระไรไอ้ขาม!’ ร่างสูงใหญ่หันขวับถามขึ้นอย่างร้อนใจ
‘เอ่อ...อ่า...เอ่อ’ ด้วยความใที่เห็นท่าทีของนาย ขามถึงกับไปต่อไม่ถูก จนทำให้อีกฝ่ายรำคาญ เผลอกระชากคอเสื้อคนร่างเพรียวกว่าขึ้นมาถาม
‘มีคนพบคุณมณฑาจมน้ำอยู่ที่คุ้งน้ำใกล้สวนยายบุ้งขออออ...’ ในที่สุดคำพูดที่คั่งค้างในปากของขามก็ไหลออกมา หากยังไม่จบประโยคดี ร่างของนายหนุ่มก็เดินจ้ำอ้าวลงเรือนไปอย่างไม่บอกกล่าวสิ่งใด ปล่อยให้ขามเกาหัวอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงเร่งตามไป
เสียงทอดถอนใจยาวบอกให้รู้ถึงความอึดอัดภายในใจของพระอัยการหนุ่ม สายตาเหม่อมองไปที่พระจันทร์ดวงโตในคืนหลังพระจันทร์เต็มดวง ดวงตาที่เมื่อยล้าพลันเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวเมื่อภาพอีกเหตุการณ์หนึ่งแทรกขึ้นมา แม่มณฑาอดีตเมียรักของตนนั้นกำลังปล่อยให้ไอ้ผาดจับไม้จับมืออย่างใกล้ชิด ดูสนิทสนมเกินกว่านายบ่าว และบ่อยครั้งที่แอบหนีออกนอกเรือนไปในยามวิกาล ที่ผ่านมานั้น ตนมิเคยจับได้คาหนังคาเขา แต่จากหลักฐานที่พบและเสียงร่ำลือในทางเสียหายของชาวบ้านเกี่ยวกับเมียคนนี้ของเขานั้นมากโข จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องปฏิญาณกับตนเองว่าจะไม่ขอแตะต้องเนื้อตัวของหญิงแพศยาคนนี้อีก ภาพนางมากชายกำลังนอนกอดรัดกับไอ้ผาด เนื้อตัวเปล่าเปลือยผุดขึ้นมาทำร้ายพระอัยการหนุ่มวันแล้วคืนเล่า การที่เขาทำเพียงแค่ลดฐานะให้หล่อนไปอยู่ที่เรือนเล็กด้านหลัง ก็นับว่าใจบุญมากพอแล้ว
ใบหน้าคมเข้มดุดันขึ้นกว่าเดิมเมื่อนึกมาถึงเหตุการณ์นี้ เบนสายตามองไปทางเรือนเล็กด้วยความคับแค้นใจ
“หล่อนจักกลับมาไย เหตุใดจึงไม่จบเวรจบกรรมกันไปเสีย...แม่มณฑา”