หลิงเฟิงควบม้าทะยานลงเนินเข้าสู่เมืองที่กำลังลุกไหม้ ความร้อนซัดเข้าใบหน้าราวกำแพงไฟ ถนนสายเดียวกับที่เขาเคยวิ่งเล่นตอนเด็กบัดนี้เต็มไปด้วยกองไม้แตกหักและประกายไฟที่ปลิวว่อนเหมือนฝูงผีเสื้อร้าย กลิ่นควันคลุ้งจนแสบจมูก เสียงคานบ้านถล่มดังเป็ระยะ และเหนือทุกสิ่ง คือเงาร่างหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่กลางจัตุรัส ไม่หลบเปลวไฟ ราวกับว่าทั้งเมืองที่วอดวายนี้คือฉากหลังที่เธอจัดวางไว้เองด้วยมือ
“ป้าซู! เสี่ยวถาว!” เสียงหลิงเฟิงแตกพร่าในลำคอ เขาะโลงจากหลังม้า กวาดสายตาหาเงาคนที่คุ้นเคยท่ามกลางความโกลาหล แต่จัตุรัสว่างเปล่า เหลือเพียงเสียงไฟกับเสียงระฆังเตือนภัยที่ยังคงร้องครวญจากหอกลางเมือง
“พวกเขายังไม่ตายหรอก” เสียงของหญิงสาวลอยข้ามทะเลเพลิงมาอย่างสงบ เซียวเยี่ยนหันมาเต็มหน้า—ใบหน้าเยาว์วัยกว่าที่เขาคาด ดวงตาใสกระจ่างไร้ความบ้าคลั่งอย่างที่เคยเห็นในคาลวิน นั่นเองคือสิ่งที่ทำให้สันหลังเขาเย็นวาบ “ข้ารวบรวมชาวเมืองไว้ในศาลเ้าเก่าริมเหนือ ที่ที่เพลิงยังไปไม่ถึง ป้าแก่กับเด็กหญิงของเ้าอยู่ในนั้น...ตราบใดที่เ้ายังให้ความร่วมมือ”
“เ้าเผาเมืองทั้งเมืองเพื่อต่อรอง” หลิงเฟิงคำรามต่ำ มือกุมด้ามดาบจนข้อนิ้วขาว “เพื่ออะไร พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย”
“ข้าไม่ได้เผามัน” เซียวเยี่ยนเอ่ยเรียบ พลางยกของในมือขึ้น—ก้อนผลึกเรืองแสงเทาขุ่นที่สั่นไหวอ่อนๆ “รอยแยกต่างหากที่เผา ข้าเพียงเปิดทางให้มัน เหมือนที่มันเคยเปิดทางผ่านหมู่บ้านของข้าเมื่อสิบปีก่อน” เสียงนั้นไม่มีแม้เงาของความแค้น มีเพียงความเหนื่อยล้าที่ลึกเกินวัย “ข้าเคยกรีดร้องเหมือนเ้าตอนนี้ ข้าเคยเกลียดม่าน์ที่ปล่อยให้สองพิภพฉีกกันจนพ่นพิษใส่คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา จนวันหนึ่งข้าเข้าใจว่า—ม่านนั่นเองคือาแ ตราบใดที่มันยังอยู่ เืก็จะไหลไม่หยุด ท่านเซวียนตูจะรวมสองพิภพให้เป็หนึ่ง แล้วาแจะปิดเสียที”
หลิงเฟิงนิ่งงัน คำพูดนั้นไม่ใช่เสียงของอสูร ไม่ใช่เสียงของคนวิกลจริต แต่เป็เสียงของคนที่เลือกเดินทางนี้ด้วยใจ ทีละก้าว จนสุดทาง และนั่นทำให้เธอน่ากลัวยิ่งกว่าศัตรูตนใดที่เขาเคยพบ
“เพราะอย่างนั้นข้าจึงไม่ได้มาจับเ้า” เซียวเยี่ยนก้าวเข้ามาช้าๆ เปลวไฟสะท้อนในดวงตาสงบ “ท่านไม่้าตัวเ้าหรอก เด็กแสงดาว ท่าน้า ‘แสง’ ในตัวเ้าต่างหาก ปล่อยมันออกมาเถิด ปล่อยให้แสงดาวเต็มดวงพวยพุ่ง แล้วเ้าจะกวาดข้ากระเด็น ดับไฟทั้งเมือง ช่วยป้าแก่กับเด็กหญิงได้ในพริบตา...ทำสิ ข้ารู้ว่าเ้าทำได้”
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หลิงเฟิงก็เข้าใจกับดักทั้งหมด ทุกครั้งที่แสงดาวเต็มดวงวาบขึ้น ม่าน์จะบางลงทั่วผืน และส่งเสียงเรียกถึงเซวียนตู การช่วยคนที่เขารักในวันนี้ คือการมอบกุญแจไขหายนะให้ศัตรูในวันพรุ่ง เธอไม่ได้มาเอาชนะเขา เธอมาเพื่อให้เขา ‘ชนะ’ ด้วยมือที่เปื้อนพลังต้องห้าม
“ข้าจะไม่เล่นตามเกมของเ้า” หลิงเฟิงชักดาบออกจากฝัก ชี่สีทองหม่นพวยพุ่งคลอประกาย “ข้าจะช่วยพวกเขาด้วยวิธีของข้าเอง”
“น่าเสียดาย” เซียวเยี่ยนถอนหายใจเบาๆ แล้วกำผลึกเทาในมือจนแน่น “งั้นข้าก็ต้องบีบให้เ้าปล่อยมันออกมาเอง”
พลังพวยพุ่งจากร่างเธอราวเขื่อนแตก—และหลิงเฟิงต้องเบิกตากว้าง มันไม่ใช่หมอกเทาดิบๆ ที่กลืนคาลวินจนเสียสติ แต่เป็ชี่สีทองและมานาสีครามที่ถูก ‘ขัดเกลา’ จนเนียนกริบ โคจรเคียงกันอย่างมีระเบียบ มีเพียงเงาเทาจางเคลือบอยู่เื้ัเหมือนคราบาแที่สมานแล้ว นี่คือพลังที่แท้จริงของคนที่เดินตามเซวียนตูด้วยศรัทธา—สองสายที่ควบคุมได้ ไม่ต่างจากที่ป๋ายเหอพร่ำสอนเขา
เซียวเยี่ยนพุ่งเข้าหา มือซ้ายสาดเปลวมานาคราม มือขวากรีดสายชี่ทองเป็เส้นคม หลิงเฟิงรับด้วยดาบ แรงปะทะะเืข้อมือจนชา เขาถอยกรูด พื้นหินใต้เท้าแยกร้าว เธอเร็วกว่า แม่นยำกว่า และที่เลวร้ายที่สุด—เธอ ‘อ่าน’ เขาออก
“นกกาเถ้าบันทึกทุกศึกของเ้าไว้หมดแล้ว” เธอเอ่ยขณะหมุนตัวหลบดาบ “ชี่เปิดแผล มานาถล่มซ้ำ—ท่าผสานของเ้ากับเ้าชายนั่น ข้าดูมาเป็ร้อยรอบ” พูดจบเธอก็สลายเกลียวพลังคู่ของหลิงเฟิงได้ก่อนที่มันจะก่อรูป
อาเดรียลพุ่งเข้าเสริมทันที วงเวทครามเก้าชั้นกางออกรอบตัวทั้งสอง “นางรู้ทุกอย่างที่เราเคยทำ” เขาตวาดผ่านเสียงไฟ “งั้นเราก็ต้องทำสิ่งที่เราไม่เคยทำ” หลิงเฟิงสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาที แล้วทั้งคู่ก็เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ย ราวคนที่รบเคียงกันมานับพันครั้ง
แต่เซียวเยี่ยนไม่ปล่อยให้พวกเขามีเวลาคิด เธอเหวี่ยงผลึกเทาขึ้นฟ้า มันแตกกระจายเป็สะเก็ดแสงที่พุ่งตรงไปยังศาลเ้าเก่าริมเหนือ—ที่ที่ชาวเมืองหลบซ่อน เสียงกรีดร้องบางแว่วมาตามลม และในนั้น หลิงเฟิงได้ยินเสียงที่เขาจำได้ขึ้นใจ “พี่หลิงเฟิง!” เสียงของเสี่ยวถาว
หัวใจเขาแทบหยุดเต้น คานศาลเ้าเริ่มลุกไหม้ ผนังไม้เก่าจะถล่มในไม่กี่อึดใจ เพื่อไปถึงทันต้องใช้ความเร็วที่เหนืุ์ ต้องใช้พลังเต็มดวง ต้องปล่อย ‘แสงดาว’ และเซียวเยี่ยนก็เพียงยืนยิ้มจางๆ รอคอย่เวลานี้
แรงดันในอกหลิงเฟิงพุ่งสูง สองสายในกายเร่งรอบจนเกือบ ความร้อนแล่นขึ้นถึงกลางหน้าผาก เืกำเดาเริ่มไหลรินจากปลายจมูก และที่อกเสื้อ เหรียญทองแดงของป๋ายเหอเย็นเยียบขึ้นทันใด สั่นเตือนราวกรีดร้องว่า ‘อย่า’ เขายืนอยู่บนปากเหวของทางเลือก—คนที่รัก หรือทั้งโลก
มือเย็นเฉียบคว้าข้อมือเขาไว้แน่น อาเดรียลจ้องตาเขาตรงๆ น้ำเสียงนิ่งแต่หนักแน่นราวสมอ “ถ้าเ้าปล่อยมันตอนนี้ เ้าช่วยพวกเขาได้ในวันนี้ แต่เ้ามอบม่านทั้งผืนให้มันในวันพรุ่ง—แล้วเสี่ยวถาวที่เ้าช่วยไว้ จะอยู่ในโลกที่ไม่เหลืออะไรให้ช่วยอีก” เขากระชับมือแน่นขึ้น “เชื่อข้า ครั้งนี้ขอให้ข้าเป็คนวิ่งไปหาพวกเขา ส่วนเ้า—จงหยุดนาง โดยไม่ต้องปล่อยแสงนั้น”
คำพูดนั้นดับไฟในอกหลิงเฟิงลงราวสายน้ำเย็น เขาหายใจเข้าลึก กดสองสายที่เกือบปะทุให้กลับสู่จังหวะ—ไม่ใช่หยุดมันนิ่ง แต่บังคับให้มันโคจรเคียงกันเร็วขึ้น แน่นขึ้น เนิบนุ่มขึ้น ตามวิชา ‘ลมหายใจกล่อมแก่น’ ที่ป๋ายเหอมอบให้ ‘สองสายเต้นรำ ไม่ใช่บังคับให้รวม’ คำสอนแรกของอาจารย์ดังก้องในใจ เขาดึงพลังมหาศาลออกมาใช้—โดยไม่ปล่อยให้แสงดาวเต็มดวงสักครั้ง
อาเดรียลปล่อยมือ ทะยานเป็สายลมครามมุ่งสู่ศาลเ้า ทิ้งหลิงเฟิงให้เผชิญหน้าเซียวเยี่ยนเพียงลำพัง “น่าสนใจ” เธอเอียงคอ ดวงตาสงบฉายแววประหลาดใจจริงแท้เป็ครั้งแรก “เ้าเลือกที่จะแบกมันไว้ แทนที่จะปลดปล่อย...เ้าไม่กลัวว่าจะช่วยเด็กนั่นไม่ทันหรือ”
“ข้าเชื่อใจเขา” หลิงเฟิงตอบเรียบ แล้วพุ่งเข้าหา คราวนี้ไม่ใช่ท่าผสานเกลียวคู่ที่เธอเคยเห็น แต่เป็ดาบที่ขับเคลื่อนด้วยสองสายโคจรเคียงกันในกายเดียว—ชี่ทองกับมานาครามไหลเวียนสลับในวงดาบทุกครั้งที่ฟัน ทำให้เธออ่านจังหวะไม่ออก เพราะมันคือท่าที่เขาเพิ่งให้กำเนิดในวินาทีนี้เอง
ดาบปะทะพลังครั้งแล้วครั้งเล่า เซียวเยี่ยนถูกบีบให้ถอย เป็ครั้งแรกที่รอยยิ้มสงบบนใบหน้าเธอเลือนหาย “เ้าทำได้อย่างไร” เธอครางต่ำ “ไม่มีใครคุมสองสายไว้ได้ขนาดนี้โดยไม่ให้แสงปะทุ—แม้แต่ท่านเซวียนตูยัง...” ประโยคขาดห้วงเมื่อดาบของหลิงเฟิงเฉือนผ่านไหล่เธอ เืสีจางเจือเทากระเซ็น
ทางทิศเหนือ แาวาบสว่าง—อาเดรียลทลายผนังศาลเ้าที่กำลังถล่ม ดึงร่างผู้คนออกมาทันก่อนคานหลังคาฟาดลงพื้น เสียงเด็กร้องไห้ระคนเสียงไอสำลักควันดังขึ้น มีชีวิต ยังมีชีวิต หลิงเฟิงได้ยินแล้วหัวใจที่เกร็งแน่นคลายลงหนึ่งเปลาะ และพลังในกายเขายิ่งนิ่งมั่นขึ้นกว่าเดิม
เซียวเยี่ยนเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าไพ่ในมือตนหมดลงแล้ว เธอรวบพลังที่เหลือทั้งหมดเข้าสู่หมัดสุดท้าย เปลวเทาทองครามพุ่งเข้าใส่ หลิงเฟิงไม่หลบ เขาเร่งสองสายในกายจนสุดขีดที่ยังกั้นแสงดาวไว้ได้ ดาบกับหมัดปะทะกันกลางจัตุรัส แรงะเิเป่าเปลวไฟรอบตัวกระจายเป็วงกว้าง
เมื่อฝุ่นจาง เซียวเยี่ยนคุกเข่าลงกับพื้น เืเจือเทาไหลจากมุมปาก ผลึกในมือเธอแตกร้าวเป็เสี่ยงๆ ส่วนหลิงเฟิงยืนทรงตัวอยู่ได้อย่างยากเย็น แขนซ้ายห้อยอ่อนแรง เืกำเดายังไหลไม่หยุด ทั้งคู่บอบช้ำ แต่เขายืนได้ และนั่นคือชัยชนะ—ชัยชนะที่แลกมาด้วยทุกหยดเื แต่ไม่ได้แลกด้วยแสงดาวแม้แต่ดวงเดียว
“เ้าไม่ปล่อยมันจนวินาทีสุดท้าย” เซียวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสงบนั้นเต็มไปด้วยความฉงนมากกว่าความพ่าย “ข้าแพ้แล้ว...แต่รู้ไหม ท่านเซวียนตูจะยินดีอยู่ดี เพราะตอนนี้ท่านได้เห็นแล้ว ว่าเ้ากั้นมันไว้ได้แค่ไหน และกั้นได้นานแค่ไหน ทุกเขื่อนล้วนมีวันแตก เด็กแสงดาว และวันนั้น...”
“อย่าพูดเหมือนรู้จักข้าดี” หลิงเฟิงตัดบท หากในใจกลับสะท้านกับคำนั้นอย่างห้ามไม่ได้
เซียวเยี่ยนยิ้มจางๆ สายตาเหลือบไปยังใจกลางจัตุรัส—จุดที่มีแท่นหินเก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่ใต้ม่านสองสีที่ฉีกขาด “เ้าเคยสงสัยไหม” เธอกระซิบ “ว่าเหตุใดทารกอย่างเ้าจึงถูกพบ ณ จุดที่ม่านบางที่สุดในโลกทั้งใบ...ไม่ใช่ถูกทิ้ง หลิงเฟิง เ้าถูก ‘วาง’ ไว้ตรงนี้ และคนที่วางเ้า รู้ดีว่ากำลังทำอะไร แม้แต่ตาเฒ่าที่เลี้ยงเ้ามา ก็อาจไม่รู้ความจริงทั้งหมดของรากที่เ้ายืนอยู่”
คำนั้นยังไม่ทันจางหาย เงาดำก็พวยพุ่งจากรอยแยกเบื้องบน นกกาเถ้าฝูงใหญ่โฉบลงมาห่อหุ้มร่างเซียวเยี่ยน “เดี๋ยว ข้ายัง—” เสียงเธอแตกตื่นเป็ครั้งแรก ดวงตาที่เคยสงบเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ราวเพิ่งตระหนักว่าตนเองก็เป็เพียงหมากตัวหนึ่งที่หมดประโยชน์ แล้วทั้งร่างก็ถูกดูดหายเข้าสู่รอยแยกที่ปิดสนิทตามหลัง ทิ้งไว้เพียงเศษผลึกเทาที่ดับแสงลงบนพื้นหิน
หลิงเฟิงยืนนิ่งหอบหายใจ มองรอยแยกที่ปิดลง เซวียนตูทอดทิ้งสาวกที่ภักดีที่สุดของตนอย่างไร้เยื่อใย ราวกับเป็เพียงเครื่องมือที่ใช้แล้วทิ้ง—ความจริงข้อนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าคมดาบใดที่เขาเคยเผชิญ
“หลิงเฟิง!” เสียงเรียกดึงเขากลับสู่ความเป็จริง อาเดรียลพยุงร่างเล็กๆ เดินฝ่าควันมา และในอ้อมแขนของป้าซูที่หน้ามอมเขม่าแต่ยังหายใจ เสี่ยวถาวดิ้นหลุดออกมาวิ่งเข้าหาเขา “พี่หลิงเฟิง!” เด็กหญิงกระโจนกอดเอวเขาไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น หลิงเฟิงคุกเข่าลงโอบทั้งสองไว้ มือสั่นเทา เมืองอาจวอดวาย แต่คนที่เป็โลกทั้งใบของเขายังอยู่—และเขารักษามันไว้ได้โดยไม่ขายิญญาให้ความมืด
เมื่อเปลวไฟเริ่มมอดลงด้วยน้ำมือชาวเมืองที่รอดชีวิต หลิงเฟิงเดินช้าๆ ไปยังแท่นหินกลางจัตุรัสที่เซียวเยี่ยนชี้ให้ดู—จุดที่ป๋ายเหอเคยเล่าว่าพบเขาเป็ทารกใต้แสงม่านสองสี เขายื่นมือแตะหินเย็น และในวินาทีนั้น เหรียญทองแดงที่อกก็อุ่นวูบขึ้นเอง สั่นพ้องกับบางสิ่งใต้พื้นดิน แ่เบาราวเสียงหายใจที่หลับใหลมานานพันปี เขาผงะถอย หัวใจเต้นแรง คำของเซินหรูดังก้องในหู ‘รากที่ลึกที่สุดมักซ่อนกุญแจ ไม่ใช่โซ่ตรวน’
“มีบางอย่างที่นี่” หลิงเฟิงเอ่ยเบาๆ อาเดรียลมายืนเคียงข้าง มองแท่นหินเก่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไม่ถาม ไม่เร่ง เพียงอยู่ตรงนั้น และนั่นเองที่หลิงเฟิง้า ท้องฟ้าเหนือเมืองชายม่านยังคงสั่นไหวด้วยรอยแยกที่ยังไม่สมาน เงาของเซวียนตูทอดยาวอยู่ที่ไหนสักแห่งเหนือม่าน รอคอยวันที่เขื่อนในกายเขาจะแตก แต่คืนนี้—คืนนี้เขายืนหยัดได้ มีคนที่รักอยู่ข้างกาย มีคนที่ไว้ใจอยู่เคียงข้าง และมีปริศนาใหม่ฝังลึกในผืนดินบ้านเกิดที่รอให้เขาขุดค้น าเพิ่งเริ่มต้น และเป็ครั้งแรกที่หลิงเฟิงรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพังอีกต่อไป