บทที่ 26
อดีต
แค่กกก!
ภายในหอคอยร้างที่สูงเสียดฟ้าแห่งนี้ กลับเต็มไปด้วยความสกปรก มีเศษฝุ่นและหยากไย่อยู่ทั่วทุกที่ ทั้งสี่สำลักฝุ่นในหอคอยจนหน้าแดง เห็นค่ายกลส่งตัวที่เก่ามากจนเกือบมองไม่ออก เดาว่าคงไม่มีใครมาใช้เส้นทางนี้นานมากแล้ว
จิ่วเหรินสำรวจไปตามทางที่ในหอคอย นางเดินเข้าไปทางที่มีผ้าม่านเก่าปลิวไสว
“เ้าอย่าเดินไปคนเดียวสิจิ่วเหริน”
“ไม่เป็อะไรหรอก แค่นี้เอง” นางะโกลับออกมาเพื่อให้สหายสบายใจ ไป๋หลี่เห็นว่าอยู่ห่างกันแค่เอื้อมคงไม่เป็อะไร นางจึงไปเดินสำรวจอีกทาง โดยให้ซูลี่กับหย่งฉีคอยดูค่ายกลส่งตัวเอาไว้
ความสกปรกรกร้างนั้นมิอาจทำลายความงดงามของหอคอยนี้ได้ ครั้งหนึ่งที่มันเคยสะอาดสะอ้านและมีคนอาศัยอยู่ คนผู้นั้นโยว่ถิงบอกว่าคือบิดาของนาง
จิ่วเหรินไม่เคยพบหน้าของบิดาและมารดา นางโตมาโดยท่านปู่เป็ผู้เลี้ยงดู เพราะแบบนั้นนางมักจินตนาการใบหน้าของพวกท่านทั้งสองอยู่เสมอ ท่านปู่ไม่เคยเล่าเื่ความหลังของจิ่วเหริน เดาว่าท่านปู่คงอยากให้จิ่วเหรินมีชีวิตในปัจจุบันมากกว่าจะมานั่งรำลึกความหลังที่ผ่านไปแล้ว
หลังผ้าม่านเป็ห้องที่คล้ายกับเอาไว้ใช้อ่านตำรา ห้องแบบเดียวกับที่ท่านปู่มี ตามผนังมีรูปวาดแขวนไว้บอกเล่าเื่ราวบางอย่าง รูปพวกนั้นสีจางไปตามกาลเวลาทว่าก็ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ จิ่วเหรินยกมือััรูปพวกนั้นทีละรูป มันถูกวาดออกมาด้วยความตั้งใจ เมื่อมองให้ลึกลงไปก็พบว่านี่คือเื่ราวของคนผู้หนึ่ง
ในภาพแต่ละภาพนั้นมีเื่ราวไล่เรียงลำดับต่อกัน จิ่วเหรินมองอย่างละเอียดไปทุกลายเส้นที่บรรจงวาด นางคิดว่าตนเองเคยเห็นภาพที่วาดด้วยลายเส้นแบบนี้มาก่อน ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ทุกอย่างในห้องนี้ถูกจัดวางไว้ตามเดิมทุกอย่าง ตำราเล่มหนึ่งที่เปิดอ่านทิ้งไว้บนโต๊ะก็ยังวางไว้อยู่แบบนั้น
ใครบางคนเคยอยู่ในห้องนี้ ก่อนที่เขาจะทิ้งทุกอย่างไปไม่ยอมกลับมา
ภาพวาดอีกภาพวางอยู่บนโต๊ะเช่นกัน เป็ภาพของทารกแรกเกิดที่มีบิดาคอยโอบอุ้ม ส่วนมารดานั้นยืนมองด้วยรอยยิ้ม จิ่วเหรินเห็นแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ นางใช้ปลายนิ้วลูบไปบนใบหน้าของบิดาที่อุ้มทารกอย่างเบามือ ก่อนที่ทุกอย่างในห้องนี้จะเริ่มเปลี่ยนไป
จิ่วเหรินผุดลุกถอยหลังหนีด้วยความใ ห้องที่เคยสกปรกกลับสะอาดดังเดิม บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็อดีตของที่นี่ จิ่วเหรินคิดว่าภาพนั้นมีกลไกบางอย่างที่ทำให้เกิดนิมิตเช่นนี้
ชายผู้หนึ่งรูปโฉมงดงามเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ราวกับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เขาเดินเลยผ่านจิ่วเหรินที่ยืนอยู่อีกมุมห้องไป ชายผู้นั้นนั่งลงบนพื้นและเริ่มบรรจงวาดรูปที่กางอยู่บนโต๊ะ
จิ่วเหรินคิดว่าอีกฝ่ายคงมองไม่เห็นนาง จึงขยับตัวมานั่งฝั่งตรงข้ามและมองชายผู้นี้วาดรูป เขาดูตั้งอกตั้งใจแม้จะมีใบหน้าหม่นหมองก็ตาม
“บิดาในภาพมีแววตาที่รักใคร่บุตรของตนยิ่งนัก ส่วนมารดาก็รักใคร่คนทั้งสองอย่างสุดหัวใจ”
เพราะมัวแต่มองภาพวาดเพลิน นางจึงเผลอพูดออกมาตามสิ่งที่คิดอย่างลืมตัว ทั้งที่ตอนแรกนางตั้งใจว่าจะคอยดูอย่างเงียบสงบ แต่เห็นชายหนุ่มยังวาดรูปต่อโดยไม่ได้สนใจนาง จึงถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เขาไม่ได้ยินในสิ่งที่นางเอ่ยขึ้นเมื่อครู่
“จริงอย่างเ้าว่า บิดานั้นรักบุตรเหนือสิ่งอื่นใด”
“!!!”
คราวนี้จิ่วเหรินต้องใสะดุ้งอีกรอบ ชายที่กำลังบรรจงวาดภาพนั้นตอบกลับคำพูดของนาง นี่เขาเห็นนางอย่างนั้นหรือ.. จิ่วเหรินไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำหน้าแบบใดอยู่ แต่ความคิดของนางนั้นบอกว่าซวยแล้ว
“ท..ท่านได้ยินข้าอย่างนั้นหรือ?”
“อืม”
“ละ..แล้วเห็นข้าด้วยไหม?” จิ่วเหรินต้องถามอะไรที่ดูโง่ออกมา เพื่อพิสูจน์ว่าชายผู้นี้สนทนากับนางจริง
“เ้าตัวโตเพียงนี้ ข้าไม่เห็นเ้าก็คงตาบอด”
แย่แล้ว.. จิ่วเหรินโอดครวญอยู่ในใจของตน ครั้นจะวิ่งออกไปจากห้องนี้ก็เกรงว่าด้านนอกนั้นจะยิ่งกว่า นี่นางกำลังถูกดูดเข้ามาในอดีตของชายผู้นี้อย่างนั้นหรือ แต่ก็เอาเถอะ บางทีนางอาจจะได้รู้อะไรขึ้นมา
“มาจากที่ใดเล่า?”
“หะ..อ่อ เอ่อ.. มาจากด้านนอก”
“ด้านนอกคือที่ใด?” เขาคงไม่คิดว่านางกำลังพูดกวนหรอกกระมัง ก็นางมาจากด้านนอกจริง ด้านนอกที่หมายถึงในหอคอยร้างนอกห้องนี้
“อ้อ.. ก็คือโลกยุทธภพ ท่านรู้จักหรือไม่?”
“รู้จัก ข้านั้นรู้จักทุกที่ในดินแดนด้านนอก”
จิ่วเหรินพยักหน้าพลางผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก นางคิดว่าท่าทางสูงส่งของชายผู้นี้อาจเป็เทพ หรือไม่ก็เป็ใครสักคนที่มีบทบาทสำคัญในดินแดนเผ่าฝูถู
“แล้วเ้ามีนามว่าอะไร?” เขาเอ่ยถามนางทั้งที่มือยังวาดรูป ดวงตานั้นก็มองอยู่บนรูปไม่ละสายตาไปไหน
“ข้าชื่อ จิ่วเหริน”
ปลายพู่กันที่กำลังลากเส้นอย่างอิสระหยุดนิ่งทันที เขาเงยหน้ามองสตรีที่อยู่ในอาภรณ์สีเรียบ ไร้การแต่งแต้มประทินผิว นามของนางนั้นเป็นามเดียวกับที่อยู่ในใจของเขาเสมอ
“นามเพราะนัก”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านมีนามว่าอะไรหรือ?”
“จิ่วหรูเฟิ่ง”
คราวนี้จิ่วเหรินนิ่งชะงักไปเสียเอง นามของคนตรงหน้าเป็นามเดียวกับชายที่ชื่อว่าเป็บิดาของนาง
นางเบนหน้ามองไปทางอื่นแทน กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกลัวเข้ามาแทนที่ นางกลัวว่าเขาอาจเป็บิดาของนางจริง และเมื่อเป็เช่นนั้นเขาอาจไม่ยินดีนักที่ได้พบนาง
“เป็อะไรไปหรือ?”
“เอ่อ.. ข..ข้าต้องกลับแล้วเ้าค่ะ ป่านนี้สหายของข้าคงร้อนใจ”
สองมือของนางถูไปบนอาภรณ์ระงับความรู้สึกบางอย่าง นางยกยิ้มให้เขาและเตรียมที่จะออกจากห้องไป
“นี่เป็ค่ายกลนิมิตของข้า”
“หะ?”
“เ้าออกไปไม่ได้หากข้าไม่อนุญาต ฉะนั้นกลับมานั่งที่เดิมได้แล้ว”
“...”
“ทุกอย่างที่เ้าเห็นล้วนเป็อดีตที่อยู่ในความทรงจำ ค่ายกลนิมิตนี้ยินยอมให้เ้าเข้ามา แต่จะไม่ยอมให้ออกไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายในบางสิ่ง”
“คือว่า.. เป้าหมายอะไรหรือเ้าคะ?”
“บอกความลับแก่เ้ากระมัง ความลับที่ข้ายังไม่มีโอกาสได้บอกเลยสักครั้ง”
“...”
“พาเ้าไปดูเื่ราวที่ข้าเก็บซ่อนมันเอาไว้ ส่งต่อทุกอย่างให้แก่เ้าที่เปิดค่ายกลนิมิตของข้าได้”
จิ่วเหรินจำต้องยอมจำนนต่อสิ่งที่จิ่วหรูเฟิ่งกล่าวมาทั้งหมด อันที่จริงนางอยากวิ่งหนีออกไปจากห้องนี้ แต่สุดท้ายแล้วความเป็จริงก็สอนให้นางต้องรู้จักยอมรับ ก็ไม่แน่ว่าจิ่วหรูเฟิ่งผู้นี้อาจไม่ใช่บิดาของนางก็ได้
“แต่ก่อนที่ข้าจะบอกสิ่งใดกับเ้าไป ข้าเองก็ต้องรู้จักตัวเ้าเสียก่อน”
“...”
“เ้ามีความลับที่บอกข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
เห็นจิ่วเหรินนิ่งไปชั่วครู่ นางก็ส่ายหน้าของตนอย่างเชื่องช้า แววตาหม่นหมองนั้นแปรเปลี่ยนเป็เรียบเฉย เขาพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ และโบกมือไปมาบอกว่าตนไม่อยากรู้แล้วก็ได้
“ข้าชื่อ จิ่วเหริน เป็วิหคสีชาดที่ต้องถูกซ่อนตัวตนั้แ่เล็ก ข้าถูกทิ้งไว้ในป่าสีชาด จนกระทั่งท่านปู่มาพบเจอและนำข้ากลับไปดูแล ชีวิตของข้านั้นมักพบเจอแต่การพลัดพราก ข้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสมอ..”
“...”
“ตัวข้านั้นไม่เคยรู้เื้ัชีวิตของตนเอง รู้เพียงแต่ต้องปิดบังความเป็วิหคสีชาด ข้าถูกท่านปู่ผนึกพลังเทพและเปลี่ยนให้ข้าเป็เพียงเซียนธรรมดา ท่านปู่บอกว่าไม่อยากให้ข้าเดินทางเดียวกับท่านพ่อ”
จิ่วเหรินกล่าวมาถึงตรงนี้นางก็เหลือบมองหน้าอีกฝ่าย ที่วางพู่กันลงและตั้งใจฟังในสิ่งที่นางเล่าออกมา สองสายตามองกันอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่จิ่วหรูเฟิ่งจะก้มหน้าหลุบตามองภาพวาด
“ขอโทษ..”
เขาเอ่ยออกมาเสียงเบาที่เจือกับความเศร้าหมองในใจ
“ขอโทษที่ทำให้ลำบาก ไม่รู้เลยว่าเ้าต้องพบเจอเื่มากมายเพียงนี้” เขายังคงเอ่ยถ้อยคำขอโทษออกมาซ้ำๆราวกับให้มันเป็ยาบรรเทาาแของนาง มันทำให้จิ่วเหรินต้องยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
“ท่านไม่ผิดหรอก”
จิ่วเหรินเงยหน้าไล่หยดน้ำตาที่เอ่อคลอ “นามของข้านั้นท่านพ่อเป็ผู้ตั้งให้ นามที่ท่านบอกว่ามันไพเราะ”
“...”
“ทุกสิ่งที่ท่านทำไปก็เพื่อให้ข้าอยู่รอดปลอดภัยมิใช่หรือ? ท่านบอกว่าบิดาย่อมรักบุตรเหนือสิ่งใด”
จิ่วหรูเฟิ่งยกยิ้มทั้งน้ำตาที่กำลังไหลออกมาเป็ทาง สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาเติบโตมาอย่างดี นางงดงามทั้งรูปลักษณ์และจิตใจ นางได้ทุกสิ่งจากเขามาทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่สายเืที่ไหลอยู่ในกาย
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด