[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว

    76 หลักฐานอีกชิ้น

    ตู้ม เพล้ง~!


    “แกนี่มันเร็วจริงๆ”


    แอชเชอร์สู้กับมอนสเตอร์ด้วยการเข้าประชิดแล้วหวดขวานจนรอบข้างเต็มไปด้วยน้ำแข็ง ด้วยชุดเกราะที่ถูกปรับแต่งเน้นไปในทางการเคลื่อนไหวทำให้เขาเร็วเป็นพิเศษแล้วสถานะของเขายังเพิ่มให้กับชุดเกราะอีก 50 % ทำให้แอชเชอร์สามารถตามความเร็วของมันได้ ถึงอย่างนั้นขวานที่เขาใช้กลับกำลังเพิ่มภาระให้กับชุดเกราะ เขากลับไม่ยอมเปลี่ยนอาวุธเนื่องจากอยู่ในช่วงฝึกฝน จึงพยายามใช้ขวานฟันต่อไป


    ถึงอย่างนั้นก็ยังยากที่เขาจะฟันขวานให้โดน ทำให้รอบข้างของแอชเชอร์ในตอนนี้เต็มไปด้วยร่องรอยการทำลายของขวานที่มีน้ำแข็งเกาะเต็มไปหมด แต่ความเร็วของมอนสเตอร์ไม่ลดลงเลยเพราะมันเป็นมอนสเตอร์ธาตุสายฟ้า ทุกการเคลื่อนไหวของมันมีสายฟ้าระเบิดเต็มไปหมด ต่อให้มันจะเคยช้าลงก่อนหน้า หลังจากที่มันเพิ่มสายฟ้าเข้าไปในร่างจนมีประกายสายฟ้าสาดส่องออกมา ร่างของมันก็รวดเร็วขึ้นจนยากที่จะไล่ตามฟัน


    โบร๋ว!


    เสียงเห่าหอนสุดกำลังคำรามลั่นจากมอนสเตอร์ ก่อนที่มันจะพุ่งเข้ามาหาแอชเชอร์ด้วยความเร็วที่มากขึ้นกว่าก่อนหน้าหลายเท่า ภายใต้ขวานของเขาที่กำลังยกฟันแอชเชอร์คิดว่ามันอาจจะแย่ถ้าเขายังขืนใช้ต่อไป


    แอชเชอร์จึงตัดสินใจปล่อยขวานแล้วใช้ดาบกับมีด จังหวะที่มอนสเตอร์พุ่งเข้ามาโจมตีนี้เอง เขาก็เอียงตัวเล็กน้อยหลบกรงเล็บที่โจมตีมาแล้วฟันด้วยดาบภายในมือสวนกลับไป ต่อให้มันจะเป็นมอนสเตอร์ 7 ดาวก็ตาม พลังโจมตีที่เขาเพิ่มขึ้นรวมกับความเร็วของการใช้มีดและดาบ ทำให้การโจมตีของเขาฟันร่างของมอนสเตอร์ 7 ดาวจนทิ้งแผลลึก จังหวะที่มันลงเหยียบพื้นใบหน้าของมันก็เต็มไปด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าจะถูกฟันจนเกิดแผลเหวอะกลางหลังแบบนี้


    “แกคิดว่าแกเร็วคนเดียวหรือไงกัน”


    พรึ่บ~~!


    แอชเชอร์เปิดใช้งานสกิลระเบิดฝีเท้าพุ่งเข้าหามอนสเตอร์ 7 ดาว หลังจากที่เขาทิ้งขวานความเร็วของเขาก็เพิ่มมากขึ้น มอนสเตอร์ที่ถูกฟันก็เร่งสายฟ้าเช่นเดียวกันจนทำให้ร่างของมันกลายเป็นประกายสายฟ้าพุ่งเข้าหาแอชเชอร์พร้อมกรงเล็บตวัดฟานกัน


    เปล้ง เพล้ง เคล้ง เปรี้ยง~!


    เสียงของสายฟ้าและน้ำแข็งที่มาจากดาบและกรงเล็บกระทบกันจนทำให้รอบๆเกิดความเสียหาย แอชเชอร์ที่เห็นช่องว่างที่มันเปิดเอาไว้เขาก็ได้ลอดใต้ท้องฟันผ่าด้วยดาบจนใต้ท้องเกิดแผลลึกอีกตำแหน่ง มอนสเตอร์ที่เห็นท่าไม่ดีคิดว่าจะต้องตายแน่หากสู้อีก มันจึงมองกลับหลังแล้วพุ่งตัวหนีไป


    “แกคิดว่ามันง่ายเหรอ”


    แอชเชอร์ดึงลูกธนูออกมาจากร่างมอนสเตอร์ใกล้ๆจากนั้นเขาก็ขึ้นสายธนูแล้วยิงออกไป จังหวะที่มอนสเตอร์ 7 ดาวพยายามจะหลบลูกธนูที่ตามมามันกลับตกใจเพราะจู่ๆลูกธนูของแอชเชอร์ก็เลี้ยวตามวงที่มันกำลังวิ่งโค้งหลบ จนธนูปักเข้ากลางหลังมัน


    ฉั๊วะ~!


    “บอกแล้วว่าแกหนีไม่พ้นหรอก”


    แอชเชอร์ตามไปแทงคอของมันจนตาย จากนั้นเขาก็เริ่มดูดฟอสเอนเนอร์จี้มาเก็บเอาไว้ ส่วนร่างของมันเขาปล่อยทิ้งไปอีกไม่นานคงมีมอนสเตอร์มาจัดการมัน


    แชะ แชะแชะ~!


    กล้องถ่ายภาพนำออกมาเก็บภาพรอบๆเอาไว้หลังจากเกิดการต่อสู้ จากนั้นแอชเชอร์ก็เข้าไปหาชุดเกราะหนึ่งใน 12 ที่นอนตายอยู่บนพื้นดินมาเป็นเวลานาน จากคราบตะไคร่ที่ขึ้นตามชุดเกราะบอกได้ว่าคนทั้ง 12 ตายอยู่ที่นี่เป็นเวลานานหลายปีแล้ว 


    “ระบบ หากพบมอนสเตอร์เข้าใกล้แจ้งเตือนด้วย”




    แอชเชอร์หันมาสนใจชุดเกราะตัวแรกที่เขาสำรวจ ก่อนจะแสดงท่าทางตกใจออกมาเมื่อเขาสามารถระบุได้ว่าชุดเกราะนี้อยู่ในช่วงไหน จากรูปลักษณ์ของมันเขาเห็นได้ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากชุดเกราะนี้เป็นชุดเกราะรุ่นแรกของทางกองทัพ จึงทำให้มันมีรูปแพร่หลาย ซึ่งมันไม่ใช่ชุดเกราะของหน่วยสำรวจที่หายไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้


    “พวกนายมาทำภารกิจกี่ปี่แล้วเนี๊ย”


    แอชเชอร์พยายามหาอุปกรณ์สื่อสารและเครื่องบันทึกภาพ ปรากฎว่าชุดเกราะยังไม่ทันสมัยพอจะมีฟังก์ชันแบบที่เขาตามหา แอชเชอร์จึงมองไปยังชุดเกราะหนึ่งใน 12 ชุดที่เหมือนจะมีสภาพแปลกจากชุดเกราะอื่นๆ เนื่องจากมันถูกตรึงเอาไว้บนต้นไม้ด้วยการถูกดาบแทงแล้วยังเป็นชุดที่มีสัญญาณส่งออกมาด้วย


    “เกิดอะไรขึ้นกัน มอนสเตอร์เป็นคนทำอย่างนั้นเหรอ”


    แอชเชอร์สำรวจชุดเกราะที่ถูกแทงกลางหน้าอกตรึงเอาไว้บนต้นไม้ พลางสำรวจหาร่องรอยการถูกกรงเล็บ แต่มันกลับเป็นชุดเกราะที่สมบูรณ์เกินไป ต่างจากชุดเกราะรอบๆที่ตายด้วยการถูกกรงเล็บฉีกกระชาก


    ฉึก~!


    ดาบถูกดึงออกมาจากร่างที่ถูกตรึงเอาไว้บนต้นไม้จนชุดเกราะร่วงตกลงมาบนพื้นดิน แอชเชอร์จึงสำรวจอย่างละเอียดด้วยการเปิดชุดเกราะมองดูสิ่งที่อยู่ข้างใน ปรากฎว่าสิ่งที่มีเป็นโครงกระดูกมนุษย์สวมใส่เสื้อผ้าทหาร แต่แล้วแอชเชอร์กลับย่นคิ้วแล้วไปเปิดชุดเกราะอื่นๆพลางทำหน้าสนใจ


    “แสดงว่าความคิดของเราถูกต้องอย่างนั้นสินะ”


    ร่างทั้ง 12 ถูกเปิดเข้าไปตรวจสอบ ปรากฎว่าการตรวจสอบของแอชเชอร์พบสิ่งที่ผิดสังเกต 2 อย่างด้วยกัน หนึ่งเทคโนโลยีในชุดเกราะ แม้ภายนอกชุดเกราะจะเหมือนกัน แต่ภายในชุดเกราะทั้ง 12 กลับมีชุดเกราะตัวหนึ่งเหมือนกับมีฟังก์ชันการสื่อสารใส่เข้าไปด้วย ซึ่งชุดเกราะที่ว่าก็คือชุดเกราะที่ถูกดาบแทงร่างตรึงเอาไว้บนต้นไม้


    ไม่เพียงแค่เทคโนโลยีที่เหมือนจะล้ำหน้ากว่าชุดเกราะตัวอื่นๆเล็กน้อย แอชเชอร์ก็พบเข้ากับอีกหนึ่งความผิดปกติและทำให้เขาพิสูจน์ความคิดของเขาได้ นั่นก็คือภายในชุดเกราะมีสัญลักษณ์ขนนกสีแดงเลือดสลักเอาไว้ มันติดอยู่ด้านในชุดเกราะของร่างที่ถูกตรึงเอาไว้บนต้นไม้ ดูเหมือนว่าคนของกลุ่มขนนกสีแดงเลือดจะฝังรากลึกอยู่กับกองทัพมาเป็นเวลานาน ขนาดชีวิตก่อนของเขายังไม่สามารถเปิดเผยตัวของพวกมันได้


    การที่ชายคนนี้ถูกตรึงน่าจะมาจากสาเหตุบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในกลุ่มทำให้เขาถูกฆ่าตาย ส่วนคนทั้งหมดที่นี่น่าจะตายหลังจากที่เขาฆ่าชายผู้มีสัญลักษณ์ขนนกสีแดง


    “แสดงว่าพี่น่าจะอยู่ในฐานทัพสักแห่งสินะ”


    รอยยิ้มเผยบนใบหน้าของแอชเชอร์ แต่ก็ยังไม่มั่นใจเรื่องตำแหน่งของพี่สาว  เมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรให้เขาสำรวจต่อไปแล้ว แอชเชอร์ก็ได้ใช้ปลายนิ้วของชุดเกราะกรีดทับสัญลักษณ์ขนนกสีแดง หากมีทหารกลุ่มใหม่ถูกส่งมายืนยันการสำรวจของเขา ในรายงานที่เขียนจะได้ไม่มีรายงานที่บอกว่าเขาค้นพบสัญลักษณ์ขนนกสีแดงนี่  ตามที่ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 พูดกับแอชเชอร์ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะเปิดโปงใคร สิ่งที่เขาต้องทำคือเป็นตัวจริงหน่วยพิเศษดาวมฤตยูให้ได้ เมื่อถึงตอนนั้นทุกๆอย่างจะง่ายดายสำหรับเขาหากจะเปิดโปงใครสักกลุ่มให้ผู้คนได้รับรู้


    พรึ่บ~!


    สองเท้าพุ่งตัวกลับไปยังตำแหน่งรูที่จะนำเขากลับลงไปสู่เขต F47 หลังจากแอชเชอร์สำรวจและดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้สำเร็จ ก็ได้เวลาที่เขาจะเริ่มดำเนินแผนการขั้นถัดไป


    —------------------


    ติ๊ด~!


    การแจ้งเตือนดังขึ้นภายในหูฟัง ทำให้ชายที่จับตามองแอชเชอร์มาตลอดทั้งวันสะดุ้งตื่น เมื่อสัญญาณจากชุดเกราะแอชเชอร์ที่กลับเข้ามาในค่ายทหารดังขึ้นเพื่อแจ้งเตือนเขา ทั้งๆที่ขาออกไปไม่มีสัญญาณชุดเกราะของเขาเชื่อมต่อกับระบบ


    “เป้าหมายมาแล้ว เขากลับมาในช่วง 17.50 น.”


     “จับตาดูต่อไป”



    —-------------------


    “คุณน็อต อยู่หรือเปล่า”


    แอชเชอร์กลับเข้ามายังตึกวิศวกรมุ่งตรงไปหาน็อตที่ทำงานอยู่ในโซนของตัวเอง ในระหว่างที่เขาเดินทางมาถึงนี้เอง แอชเชอร์ก็ถูกสำรวจด้วยการจ้องมองจากน็อต


    “ไม่ได้ปะทะมาใช่ไหมครับ”


    “ปะทะมา แต่ชุดเกราะไม่ได้ถูกโจมตี มีเพียงแค่ผมที่ทำให้มันพัง”


    “ตรงไหนครับ”


    แอชเชอร์ถอดชุดเกราะไว้ที่เดิม น็อตจึงเข้ามาเสียบสายเพื่อตรวจสอบชุดเกราะก่อนจะแสดงท่าทางตะลึงงันออกมา เมื่อพบว่าข้อต่อหัวเข่าทั้งสองข้าง รวมไปถึงข้อพับบริเวณแขนพังเสียหายถึง 70 % 


    “ไปทำอะไรมาครับเนี๊ย ทำไมมันเสียหายมากขนาดนี้”


    “มีการต่อสู้เกิดขึ้นนิดหน่อยในระหว่างสำรวจ คุณน็อต หากว่าการสำรวจของผมได้ข้อมูลมามากมาย ผลสามารถส่งข้อมูลนี้ให้ทางค่ายฝึกหรือส่งให้ทางกองทัพได้ด้วยวิธีไหนบ้าง มันต้องผ่านใคร”


    “อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องนั้นคุณแอชเชอร์ส่งให้ผมได้เลยครับ ผมจะทำการส่งให้ผู้บัญชาการและให้ผู้พันเจมส์”


    “ถ้าอย่างนั้น ฝากด้วยนะครับ”


    แอชเชอร์ตบชุดเกราะบริเวณช่องเก็บของเล็กๆ ปรากฎว่ามีกล่องส่งสัญญาณหล่นออกมา ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำชิปที่อยู่บริเวณหมวกเกาะออกมาด้วยพร้อมกับบอกว่ามันมีภาพถ่ายจากพื้นดินที่อยู่เหนือเขต F47 น็อตที่ได้ยินขอบเขตการสำรวจของแอชเชอร์ที่ออกไปในช่วงตีห้ากลับมาในช่วงเกือบเย็น เขาถึงกับอึ้งไปในทันทีเพราะมันไกลกว่าที่หน่วยสำรวจก่อนหน้าทำ


    “ร้อยตรีแอชเชอร์ อธิบายได้ไหมครับว่าที่นี่เป็นที่ไหน”


    น็อตเปิดภาพที่ได้ขึ้นมาให้แอชเชอร์อธิบาย เขาได้รับหน้าที่จากผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 ให้ช่วยเหลือแอชเชอร์ 


    “อ๋อ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งแรกที่ผมเดินทางไปถึง”


    แอชเชอร์เริ่มอธิบายรายละเอียดรูปภาพ ส่วนน็อตทำการเขียนรายงานจุดสำรวจของแอชเชอร์ ปรากฎว่าข้อมูลที่แอชเชอร์หามาได้นี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องขึ้นไปสำรวจด้านบนเลย เนื่องจากว่ามันครอบคลุมด้านบนของเขต F 47 ทั้งหมด


    “สรุปแล้วก็คือ  ไม่สามารถตรวจสอบหามอนสเตอร์ที่คล้ายกับมอนสเตอร์ในเขต F47 ได้เลยสักตัว”


    “ถ้าอย่างนั้นผมขอส่งเอกสารการสำรวจนี้ให้กับผู้บัญชาการและทางค่ายทหารแห่งนี้นะครับ”


    “ได้เลยครับ”


    หว๋อ~~!


    เสียงไซเรนแจ้งเตือนดังขึ้นไปทั่วค่าย ทำเอาแอชเชอร์ตกใจ เสียงแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น น็อตที่อยู่ภายในค่ายนี้มาสักระยะหนึ่งจึงได้บอกกับแอชเชอร์เกี่ยวกับเสียงไซเรน


    “ร้อยตรีครับ ดูเหมือนว่าจะมีคนในหน่วยสำรวจหายไปอีกแล้วนะครับ”


    “หายไป”  แอชเชอร์ทำหน้าสงสัย เขาตรวจสอบตลอดเวลาแต่ก็ยังไม่พบวิธีการและรูปแบบพลังที่ทำให้คนหายไปได้ ทันใดนั้นก็มีนายทหารวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยใบหน้าเร่งรีบ


    “ร้อยตรีครับ ผู้พันเจมส์เรียกเข้าประชุมด่วนครับ”


    “ผมเข้าใจแล้ว”


    แอชเชอร์หันมองน็อตพลางบอกให้รีบเปลี่ยนข้อต่อ ชุดเกราะของเขาจำเป็นต้องรีบซ่อมเพราะอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น น็อตที่เรียบเรียงข้อมูลของแอชเชอร์เสร็จจึงเริ่มซ่อมชุดเกราะในส่วนข้อต่อที่พังเสียหาย


    “นี่มันอะไรกัน”


    ความสงสัยหลายอย่างเผยออกมาบนใบหน้าของน็อต จากความเสียหายของข้อต่อที่เกิดขึ้น แอชเชอร์จะต้องใช้งานชุดเกราะหนักหน่วงอย่างแน่นอน หากเป็นการวิ่งก็ต้องวิ่งอย่างดุเดือด เพียงแต่ว่ากลับมีบางอย่างไม่สัมพันธ์กับความเสียหายบนชุดเกราะเลย สิ่งๆนั้นก็คือพลังมานา มันถูกใช้งานไปเพียง 30 % เท่านั้น แทนที่ 30 % จะเป็นพลังงานที่เหลืออยู่หลังจากแอชเชอร์กลับมาที่ฐาน 


    30 % ที่เขาตรวจพบกลับเป็นพลังงานที่ถูกใช้ไป ไม่เพียงแค่พลังงานที่ใช้ไปน้อยมาก ข้อต่อที่พังเสียหายมันก็เป็นเรื่องยากที่จะสวมใส่ชุดเกราะจนกลับมาถึงค่ายได้


    “เขาขับรถไปเหรอ ไม่น่าใช่ แต่ซ่อมก่อนแล้วกัน”

    คล้ายกับเรื่อง[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว ที่คุณอ่าน