ความทรงจำใหม่ของเขา แม้เยี่ยเฟิงจะเป็คนเสเพล แต่เขาเคยถูกเยี่ยอู๋เซิงบังคับให้ท่องตำรามากมาย จึงท่องจำหลายอย่างได้บ้าง
การแบ่งลำดับพลังการฝึกฝนในดินแดนนี้ค่อนข้างแตกต่างจากดินแดนอวิ๋นซวี
แรกเริ่มนั้นคือภพเปิดชีพจร แบ่งเป็สามลำดับขั้น ทุกลำดับขั้นแบ่งย่อยเป็่ต้น ่กลาง ่สูงสุด หลังจากนั้นเป็ภพรวมลมปราณ ระดับภพนี้แบ่งเป็สามลำดับขั้นเหมือนภพเปิดชีพจร ทุกลำดับขั้นแบ่งย่อยเป็่ต้น ่กลาง ่สูงสุด ใน่สูงสุดของระดับภพนี้มีชื่อว่า ‘ขั้นมหายาน’
แต่ในภพเปิดตันเถียนหลังจากนี้กลับแตกต่างกัน ภพนี้พลังจะแตกต่างไปตามตัวบุคคล มีเหตุผลอ้างอิงแตกต่างกันออกไป
เปิดชีพจร รวมลมปราณ เปิดจุดตันเถียน ในภพเปิดตันเถียนนี้ ตามตำนานเล่ากันว่ามีสิบลำดับขั้น ในทุกครั้งที่พลังทะลวงขึ้น ตันเถียนจะค่อยๆ ขยายตามไปด้วย พลังลมปราณที่ร่างกายรองรับได้ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับขั้นของพลัง เพียงแต่ผู้ฝึกฝนทั่วไปบางคนสามารถฝึกได้ถึงขั้นเจ็ดเท่านั้น โดยส่วนใหญ่ผู้ฝึกฝนจะฝึกได้ถึงขั้นแปด แต่ก็มีผู้ฝึกฝนบางคนที่มีพร์ดีเลิศ สามารถทะลวงพลังไปจนถึงขั้นที่เก้า
พลังในระดับภพนี้ มีการพูดถึงตันเถียนในแต่ละขั้นแตกต่างกันออกไป ผู้ที่ฝึกจนถึงขั้นเจ็ดคือผู้ฝึกภพเปิดตันเถียนทั่วไป ผู้ที่ฝึกจนถึงขั้นแปดคือผู้ฝึกภพเปิดตันเถียนโดยสำเร็จ ส่วนผู้ที่ฝึกจนถึงขั้นเก้าคือผู้ฝึกภพตันเถียนโดยสมบูรณ์
ตามตำนานเล่าว่ามีสิบขั้น ส่วนผู้ที่ฝึกฝนจนถึงขั้นที่สิบคือผู้ฝึกภพเปิดตันเถียนในตำนาน
แต่ว่าในขั้นที่สิบมีข้อห้ามมากมายสำหรับผู้ฝึกฝน ต่อให้มีความสามารถ ผู้ฝึกฝนที่มีพร์ก็ไม่กล้าเปิดจุดตันเถียนให้ขึ้นมาจนถึงขั้นนี้
ลำดับขั้นของจุดตันเถียนยิ่งสูงก็จะทำให้พลังการต่อสู้แข็งแกร่งในระดับภพเดียวกัน แต่กลับมีข้อจำกัดในการฝึกฝนมากมาย ไม่ใช่แค่การฝึกฝนไปจนถึงระดับภพที่สูงขึ้นจะทำให้ทะลวงพลังยากกว่าที่ผ่านมาเท่านั้น สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือยิ่งจุดตันเถียนมีลำดับขั้นที่สูงมากเพียงใด จะเพิ่มความยากในการทะลวงพลังขึ้นไปให้ยากกว่าเดิม การรองรับพลังลมปราณที่มากเกินไป ทำให้การทะลวงพลังในระดับภพต่อไปยากขึ้นหลายเท่าตัว
นี่คือเหตุผลที่ผู้ฝึกฝนจนถึงขั้นเจ็ดหรือขั้นแปดเลือกทะลวงพลังเพียงขั้นนี้เท่านั้น ตอนนี้ขั้นเก้าถือเป็สิ่งต้องห้าม เคยมีผู้ฝึกที่พร์โดดเด่นสามารถเปิดจุดตันเถียนไปจนถึงขั้นเก้า พลังการต่อสู้ในขั้นนี้ถือได้ว่าไร้เทียมทาน ทว่าพลังของพวกเขากลับหยุดอยู่ที่ขั้นนี้ ยากที่จะก้าวหน้าขึ้นไปในระดับภพถัดไปได้อีก
ในตอนนี้มีผู้ฝึกมากมายที่เลือกทะลวงพลังไปถึงขั้นแปดเท่านั้น ไม่เช่นนั้นการฝึกฝนต่อจากนี้จะยากลำบากเกินไป ผู้ฝึกบางคนที่พร์ไม่โดดเด่นก็เลือกที่จะทะลวงไปถึงแค่ขั้นเจ็ด
ลำดับขั้นที่สูงในภพเปิดตันเถียน ไม่ได้แสดงว่าต่อไปจะประสบความสำเร็จเสมอไป เคยมีเื่เล่าว่า หลายปีก่อนมีผู้ที่ฝึกฝนเปิดตันเถียนจนถึงขั้นสิบ กลายเป็ผู้แข็งแกร่งภพเปิดตันเถียนในตำนาน ในขั้นนี้แม้พลังจะยังไม่ทะลวงไปถึงระดับภพพิศวง แต่กลับสามารถต่อกรกับผู้ฝึกในภพพิศวงขั้นหนึ่งได้ เพียงแต่ฝึกฝนตันเถียนจนถึงขั้นนี้ ต่อไปคงไม่สามารถทะลวงพลังขึ้นไปได้อีก
แน่นอนว่าเื่ทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องกันเสมอ ยิ่งฝึกฝนตันเถียนให้อยู่ในระดับภพที่สูงขึ้น การทะลวงพลังขึ้นไปถึงขั้นพิศวงจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
“ท่านปู่คือผู้แข็งแกร่งในภพเปิดตันเถียนขั้นเจ็ด หากเป็เช่นนี้เขาคงอยากจะเปิดตันเถียนไปจนถึงขั้นแปด ไม่อย่างนั้นคงทะลวงพลังไปในระดับภพที่สูงขึ้นได้ทันที!”
“เปิดชีพจร รวมลมปราณ เปิดจุดตันเถียน...”
ในความทรงจำ ระดับภพของการฝึกฝนมีถึงแค่ภพพิศวงเท่านั้น ระดับภพที่สูงขึ้นไปคือภพใด เยี่ยเฟิงเองก็ยังไม่รู้ แต่กว่าจะฝึกฝนไปถึงระดับภพพิศวงได้ถือเป็เื่ที่ยากมาก ‘อวิ๋นจ้านเฉิน’ องค์ฮ่องเต้ในปัจจุบันก็ดูเหมือนฝึกตนอยู่ที่ระดับภพพิศวง
ร่างกายที่น่าสงสารนี้ พลังอยู่เพียงระดับภพเปิดชีพจรขั้นสามเท่านั้น หากว่ากันตามจริง ภพเปิดชีพจรนั้นง่ายที่สุด มีคนไม่น้อยเลยที่สามารถทำสำเร็จได้ภายในสองปี แต่เ้าของร่างเดิมกลับใช้เวลานานถึงสิบปีกว่าถึงจะฝึกฝนจนถึงขั้นสาม
ในใจเยี่ยเฟิงหมดคำพูด เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ในตอนนั้นเอง ด้านนอกประตูเกิดเสียงดังกุกกัก ประตูห้องถูกเปิดออก ร่างของเยี่ยอู๋เซิงปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู
เมื่อเห็นท่านปู่ เยี่ยเฟิงรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรท่านปู่ผู้นี้ก็เป็คนโมโหร้าย ก่อนหน้านี้เคยลงโทษเ้าของร่างมาไม่น้อย
“หลานสารเลว เ้าหลบทำไม กลัวข้าจะกินเ้าหรืออย่างไร!”
เยี่ยอู๋เซิงเพิ่งเข้ามาในห้องก็เห็นเยี่ยเฟิงะโขึ้นเตียง แล้วมุดเข้าไปหลบในผ้าห่ม ทำให้เขาโมโหจนพูดไม่ออก จึงได้ถลึงตาแล้วเอ่ยปากตำหนิ
ตอนนี้เขายังไม่ได้สังเกตว่าเยี่ยเฟิงควรนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ เขายังไม่ตระหนักถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเยี่ยเฟิง
“เอ่อ ท่านปู่ ข้าไม่ได้หลบ เพียงแต่ข้าลงจากเตียงไปดื่มน้ำเท่านั้น!” เยี่ยเฟิงเอ่ยปากอย่างหมดสิ้นหนทาง เขาแอบโทษร่างกายนี้ เพราะการกระทำมันเป็ไปโดยธรรมชาติ เมื่อเห็นเยี่ยอู๋เซิงปรากฏตัว ร่างกายนี้ก็รีบหลบหลีกตามสัญชาตญาณ
“เ้าเด็กเหลือขอ เ้ายังรู้จักหาน้ำมาดื่ม ถูกหลานชายไม่เอาไหนทั้งสองคนของหวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวเล่นงานเข้าให้แล้วยังไม่รู้ตัวอีก...” เยี่ยอู๋เซิงด่าอย่างคล่องปาก เหมือนการด่าหลานชายตัวเองจนกลายเป็ความเคยชินไปแล้ว แต่วันนี้เขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เขานึกสงสัยในใจ ปกติเขารู้เช่นเห็นชาติหลานชายคนนี้ดี ไม่เห็นผู้ใหญ่อยู่ในสายตา หากไม่ใช่เพราะก่อเื่หรือไปทำความเดือดร้อนใหญ่หลวงเอาไว้ ไม่มีทางเรียกเขาว่าท่านปู่แน่ แต่วันนี้กลับเรียกไปหลายครั้ง หรือว่าพิษหยางยังมีสรรพคุณยาด้านอื่นอีกหรือ?
เมื่อนึกถึงพิษหยาง เยี่ยอู๋เซิงชะงักไปทันที เขารีบเดินมาที่เตียง คว้ามือขวาของเยี่ยเฟิงเพื่อจับชีพจร แววตาตกตะลึงไม่น้อย ขณะนี้ร่างกายของเยี่ยเฟิงไม่ได้แตกต่างจากยามปกติเลย ต่อมาเขาเหมือนฉุกคิดบางอย่างได้ จึงไม่รีรอ รีบเปิดผ้าห่มของเยี่ยเฟิงออกทันที
พบว่าส่วนที่เดิมทีควรจะชี้โด่หายไปแล้ว นายท่านเยี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาลงมือคว้าหมับทันที
“โอ๊ย... ท่านปู่ ท่านทำอะไร” ในใจเยี่ยเฟิงอยากจะบ้าตาย วิธีการของท่านปู่คนนี้ไม่ต้องพูดกล่าวอะไรเลย แต่กลับลงมือทันที
“เกิดเื่ใดขึ้น?” หลังจากคว้าลงไปตรงจุดต้องห้าม เยี่ยอู๋เซิงพบว่าเยี่ยเฟิงกลับมาเป็ปกติแล้ว เขานึกสงสัย จึงถามเยี่ยเฟิงออกไปตรงๆ
ก่อนหน้านี้หมอเทวดาหลอเคยบอกว่า ปริมาณพิษหยางในร่างเยี่ยเฟิงมีมาก เขารู้ดีว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะสลายไปในเวลาอันสั้น แต่ในตอนนี้เยี่ยเฟิงปกติดีทุกอย่าง ลมหายใจสม่ำเสมอ อุณหภูมิและชีพจรล้วนปกติ
“เื่นี้... ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด ก่อนหน้านี้รู้สึกง่วงจึงนอนหลับไปตื่นหนึ่ง พอตื่นมาร่างกายก็ดีขึ้นแล้ว” เยี่ยเฟิงพูดได้เพียงเท่านี้ เพราะเื่คัมภีร์จักรพรรดิแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจแน่ชัด
หลังเยี่ยอู๋เซิงได้ยินก็ขมวดคิ้ว เขาพยักหน้า รู้สึกเบาใจได้สักที ก่อนหน้านี้เขายังครุ่นคิดอยู่ว่าเื่นี้จะจัดการแก้ไขอย่างไรดี ตอนนี้เมื่อเยี่ยเฟิงหายดีแล้ว แม้เขาจะนึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามให้มากความ เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้ถามเยี่ยเฟิงไปก็คงไม่ได้คำตอบอะไรอยู่ดี เขารู้ดีว่าเยี่ยเฟิงเป็คนอย่างไร
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเยี่ยอู๋เซิง เยี่ยเฟิงเอ่ยปาก
“ท่านปู่ พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”
เยี่ยอู๋เซิงขมวดคิ้วและมองเยี่ยเฟิงอย่างประหลาดใจ ความโกรธและสิ่งที่อยากต่อว่าหายไปไม่น้อย จากนั้นเขายิ้มจางๆ บนใบหน้ามีความปลื้มปีติ ริ้วรอยที่ยับย่นคลายลงไม่น้อย
ไม่ว่าอย่างไรเยี่ยเฟิงก็เป็หลานชาย ในความทรงจำของเขา แค่นั่งกินข้าวด้วยกันเพียงสองคนก็ทำให้เยี่ยเฟิงกลัวเขาได้ และดูเหมือนอีกฝ่ายไม่เคยอยากเป็ฝ่ายอยู่กับเขาเลย
ปู่หลานสองคนเดินออกจากประตูห้อง โดยคนหนึ่งเดินด้านหน้า คนหนึ่งเดินด้านหลัง ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิท บนท้องฟ้าปรากฏพระจันทร์เต็มดวงกับหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ
“เฟิงเอ๋อร์ อีกสองเดือนจะเป็งานเสกสมรสของเ้าและองค์หญิง จำไว้ว่าอย่าทำตัวเหลวไหล แม้เ้าจะเสเพล แต่องค์ฮ่องเต้กลับไม่รังเกียจ เฮ้อ ต่อไปเ้าต้องปรับปรุงตัวเอง รอให้ผ่านไปสัก่หนึ่งข้าจะหารือกับฮ่องเต้ หลังจากแต่งงานแล้ว จะให้เ้าย้ายเข้าไปอยู่ในพระราชวัง”
เยี่ยอู๋เซิงทำท่าอึกอักอยู่หลายครั้ง คำพูดเต็มไปด้วยความกังวล เดิมทีหลานชายตัวเองแต่งงานเขาควรจะดีใจ แต่จากคำพูดของเขา เยี่ยเฟิงรู้สึกว่าเยี่ยอู๋เซิงมีเื่ให้คิดหนัก ในความทรงจำของเยี่ยเฟิง เยี่ยอู๋เซิงไม่ใช่คนเช่นนี้
“ท่านปู่ ข้าเข้าใจแล้ว แต่ข้าไม่อยากไปอยู่ในพระราชวัง” เยี่ยเฟิงหยุดเดิน แล้วหันมองเยี่ยอู๋เซิง
“เ้าหลานสารเลว ไม่อยากไปก็ต้องไป” เยี่ยอู๋เซิงพูดมาถึงตรงนี้ เสียงของเขาเบาลง น้ำเสียงก็โอนอ่อนลงไม่น้อย เขาถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า “ไม่ต้องเป็ห่วง หลังจากเ้ากับองค์หญิงแต่งงานกัน นางคงไม่ทำให้เ้าลำบากใจเหมือนแต่ก่อน เฮ้อ ตอนนี้ชายแดนเมืองอวิ๋นอู่ไม่ค่อยสงบนัก าใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว ศึกนี้...” เยี่ยอู๋เซิงถอนหายใจอีกครั้ง เขาหันมองเยี่ยเฟิง แต่ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ
เขาไม่ได้กลัวตาย เพียงแต่ไม่วางใจเื่เยี่ยเฟิงเท่านั้น
แม้เยี่ยเฟิงจะเพิ่งมาถึงโลกใบนี้เป็วันแรก แต่ในใจเขากลับรู้สึกสลดอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็เย่เฟิงหรือเยี่ยเฟิง พวกเขาล้วนมีท่านปู่ที่ดีคนหนึ่ง ตอนนี้เขาคือเยี่ยเฟิง เขาไม่อยากเห็นคนในครอบครัวจากเขาไปอีก
“ท่านปู่ไม่ต้องเป็ห่วง ท่านเป็ขุนพลอันดับหนึ่งในเมืองอวิ๋นอู่ ไม่ว่าเวลาใดก็เอาชนะศัตรูได้เสมอ จะต้องนำชัยชนะกลับมาแน่นอน!”
เยี่ยอู๋เซิงมองเยี่ยเฟิงอย่างประหลาดใจแวบหนึ่ง หรือหลานชายคนนี้จะสำนึกได้แล้ว? ตอนนี้กลับรู้จักปลอบเขาแล้ว แต่เมื่อนึกถึงเื่ราวต่างๆ ที่เยี่ยเฟิงเคยทำมา เขาถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ แต่ในใจก็รู้สึกปลาบปลื้มไม่น้อย
เขาพยักหน้า ยิ้มและบอกว่า
“เฟิงเอ๋อร์พูดถูก”
จากนั้นเยี่ยเฟิงเงียบไป ตอนนี้เขายังเป็เพียงสวะเท่านั้น เขารู้ดีว่าก่อนที่ตัวเองจะแข็งแกร่ง เขาพูดสิ่งใดก็ไม่มีประโยชน์
เขาเงยหน้ามองดูดวงดาวที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ใจเหม่อลอย ความคิดล่องลอยไปไกล
แววตาของเยี่ยอู๋เซิงเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าหลานชายตัวเองเหมือนคนแปลกหน้า หรือว่าหลายปีที่ผ่านมา เขาห่วงใยหลานชายน้อยเกินไป? ไม่ได้เข้าใจเขาอย่างแท้จริง?... หรือว่าเขาคิดมากเกินไป?
ผ่านไปสักครู่ เยี่ยเฟิงเอ่ยปาก
“ท่านปู่ ข้าง่วงแล้ว อยากกลับไปพักผ่อน ท่านก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”
เยี่ยอู๋เซิงมองเยี่ยเฟิงเดินจากไปเงียบๆ แววตาพลันสับสนเล็กน้อย
เยี่ยเฟิงกลับไปถึงเรือนหลังเล็ก รอบด้านมีแต่ความเงียบสงบ เขาไม่รู้ว่ารอบด้านของเรือนหลังเล็กมีองครักษ์ชุดดำหลายสิบคนคอยดูการกระทำ และปกป้องเขาอยู่
เขานั่งลงบนเก้าอี้หิน สงบจิตสงบใจรวบรวมสมาธิ ก่อนจะััเคล็ดวิชาในคัมภีร์จักรพรรดิที่อยู่ในหัวของเขา
ภายในหัวของเขามีเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำแวบผ่าน เยี่ยเฟิงกำลังพินิจพิเคราะห์ ผ่านไปสักครู่ เขาก็ได้แต่ตกตะลึงอยู่ในใจ