แล้วคุณล่ะ เชื่อเื่ “การทรงเ้า” หรือ “คนมีองค์” หรือเปล่า?
ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านหรือความเข้าใจของคนทั่วไป การทรงเ้า ก็คือการสื่อสารกับเทพหรือภูตผี ผ่านคนที่มีความสามารถติดต่อกับสิ่งลี้ลับได้
โดยอาจใช้วิธีให้เทพหรือิญญามาเข้าร่าง แบบที่คุณอาจจะเคยเห็นบางรายการโทรทัศน์ที่เชิญคนทรงมาสัมภาษณ์แล้วอ้างว่ามีิญญามาประทับร่าง ซึ่งทำให้หน้าตาคนทรงนั้นนั่งเกร็งไปทั้งรายการ เสียงก็เปลี่ยนเป็แหบแห้งจนคนดูอยากเอายาอมแก้เจ็บคอไปให้
หรืออาจแค่พูดคุยกับเทพหรือิญญาแบบบางรายการก็ได้...
ส่วน คนมีองค์ ก็คือคนที่มีเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งคนทรงอาจจะมีองค์หรือไม่มีองค์ก็ได้ (องค์ที่แปลว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะ ไม่ใช่อย่างอื่น)
เอาเข้าจริงแล้ว เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนทรงคนนั้นสามารถติดต่อสื่อสารกับเทพหรือผีได้จริง หรือแค่หลอกลวงให้คนเชื่อว่าเขาทำได้ ซึ่งบางคนก็หลอกได้แเีดี บางคนก็ไม่...
เื่เหล่านี้อยู่คู่สังคมไทยมานาน และมีคนจำนวนมากที่เชื่อเื่นี้อย่างไม่มีข้อสงสัย
แต่ไม่ใช่กับ สมิทธิ์…
เด็กหนุ่มนักกีฬาหน้าตาคมเข้มกำลังเดินกลับจากการซ้อมวิ่งที่มหาวิทยาลัยเหมือนทุกวัน
เขาใส่ชุดนักศึกษาสีขาวเกือบเหลืองปล่อยชายออกนอกกางเกง กับเนคไทที่ผูกอย่างหลวมๆ
ดูภายนอก แม้ว่าสมิทธิ์จะมีรูปร่างกำยำแข็งแรง แต่หน้าตาท่าทางที่ดูอิดโรยของเขาตอนนี้เหมือนจะล้มพับไปได้ตลอดเวลา
เขาสะพายกระเป๋าที่ใส่ชุดซ้อมวิ่งและอุปกรณ์การเรียน (ซึ่งมีไม่มาก) ไว้บนบ่าข้างหนึ่ง แต่อย่าให้เขาเปิดกระเป๋าให้ดูเลย เพราะกลิ่นข้างในไม่ได้น่าดมนักหรอก
สำหรับสมิทธิ์แล้ว ไม่เพียงแต่เขาจะไม่เชื่อเื่พวกนี้ แต่ “การทรงเ้า” หรือ “คนมีองค์” สำหรับเขาแล้วเป็เื่ที่เหลวไหลสิ้นดี
เขาไม่เชื่อว่า “เทพ” หรือ “ผี” มีจริงเสียด้วยซ้ำ เพราะตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เขายังไม่เคยพบเจอกับตัวเองแบบจังๆ สักที ทั้งที่หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาและครอบครัวเอื้อต่อประสบการณ์เห็นผีได้ไม่ยากนัก
ข่าวใหญ่ที่ยิ่งตอกย้ำให้เขามั่นใจว่าคนทรงเป็แค่พวกหลอกลวง คือ “เหตุฆาตกรรมหมู่คนทรง” ทั้งประเทศเมื่อ 10 ปีที่แล้ว...
ผู้ที่ได้ชื่อว่า “คนทรง” หรือสามารถติดต่อสื่อสารกับสิ่งลี้ลับได้ราว 7 หมื่นคนทั่วประเทศไทย ได้ล้มตายอย่างลึกลับแทบจะพร้อมกัน สถานที่เกิดเหตุบางที่ถูกขนานนามว่าเป็ “ทะเลเืคนทรง” เลยทีเดียว
โดยเหยื่อคนทรงทั้งหมดมีความหลากหลายทั้งทางด้านชาติพันธุ์ เพศ วัย
ไม่ว่าจะเป็คนทรงเทพเ้าสัญชาติไหน ไทย จีน แขกหรือภูติผีิญญาต่างๆ
ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่กลางแจ้ง ในบ้าน หรือเทวสถาน แม้แต่ในสถานที่ที่เข้าถึงยาก หรือลึกลับซับซ้อนก็ตาม
ทุกคนจบชีวิตด้วยาแใหญ่ที่แทงทะลุจุดสำคัญของร่างกาย ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าอาวุธที่ใช้คืออะไร
แม้ว่าทางสื่อมวลชนจะมีข้อมูลว่าขณะเกิดเหตุมีผู้พบเห็นร่างของฆาตกรได้ลงมือและหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว และเรียกโศกนาฏกรรมนี้ว่าเป็การ “ฆาตกรรมหมู่” ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าฆาตกรเป็ใคร มีกี่คน และทำไปเพื่ออะไร จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ทฤษฎีที่เป็ไปได้มากที่สุดตามที่ทางตำรวจออกมาแถลงคือ ฆาตกรน่าจะเป็กลุ่มหรือขบวนการต่อต้านคนทรง ที่นัดวันเวลาก่อเหตุพร้อมกันเพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถอธิบายถึงแรงจูงใจหรือข้อเรียกร้องอะไรได้อยู่ดี
สมิทธิ์คิดว่า ถ้าคนทรงที่ตายไปเหล่านี้สามารถติดต่อกับเทพหรือมีเทพเ้ามาประทับร่างจริง ทำไมถึงได้โดนฆ่าแบบนั้น พวกเขาน่าจะใช้ความเป็ “คนทรง” รู้ล่วงหน้าหรือสามารถป้องกันตัวเองเพื่อเอาตัวรอดจากฆาตกรได้สิ
เหตุฆาตกรรมหมู่คนทรงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า หรือ “คนทรง” จะเป็เพียงเื่หลอกลวงจริงๆ จนทำให้ที่ผ่านมาเขากลายเป็คนที่ไม่เชื่อสิ่งลี้ลับ และถึงกับวางตัวอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคนที่เชื่อเื่เหล่านี้ไปเลย
ไม่มีอะไรที่ทำให้สมิทธิ์เปลี่ยนใจได้
ไม่มีวัน...
“เฮ้! นายเป็คนมีองค์นะ”
เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นตรงหน้า กระชากเขาให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ในทันที
