เมื่อได้รับอนุญาตจากหานลี่กันทั้งหยางชุนและเฟิงซีหยางต่างเรียกหานลี่กันว่า “มามี้” ด้วยกันทั้งคู่ และหญิงสาวเองก็รักและเอาใจใส่ทั้งคู่เท่า ๆ กัน มีเพียงบุรุษในเงามืดเท่านั้นที่รู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้
“หากเจ้าไม่พอใจเรื่องนาง เหตุใดเจ้าถึงไม่รีบแต่งนางเข้าจวนเสีย”
“แล้วเจ้าคิดหรือว่าข้า...ไม่อยากหรือไง”
หยางเฟยหย่านั้นอยากจะจับแมวน้อยของเขาเข้ากรงมากเสียยิ่งกว่าใคร แต่เขาเองก็รู้ดีว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในที่สว่างและไม่รู้ว่าใครอยู่ในที่มืดที่แอบลอบแทงข้างหลังเขา ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อยากพาแมวน้อยของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย
“เช่นนั้นเจ้าก็หมั่นไปเยี่ยมนางหน่อยก็ไม่เสียหาย”
“อื่ม”
บุรุษในอาภรณ์ดำเอ่ยตอบซูซินหยางเพียงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปจากห้องในทันที
“นี่เจ้าจะไปไหน”
“ไปพบตาแก่ชุดทอง”
“ตาแก่..ชุด...ทอง.”
ซูซินหยางคิดตามคำพูดของหยางเฟยหย่าก่อนจะร้องเสียงหลงออกมา
“นะนั่น...ฮ่องเต้เชียวนะ ไม่มีใครกล้าเรียกเช่นนั้นมาก่อน”
“แล้วอย่างไร ในเมื่อไม่มีใครเคยเรียก งั้นข้าก็จะเรียกเป็นคนแรกเองก็แล้วกัน”
หยางเฟยหย่าพูดโดยไม่เหลียวหันกลับมามองแม้สักน้อย บุรุษในอาภรณ์น้ำตาลเองแม้ยามกลับมาเมืองหลวงแล้วเขาจะมีงานติดพันกับงานของตระกูล แต่เขาก็พอจะมีหูตาที่กว้างไกลและมักจะปลีกเวลามาหาหยางเฟยหย่าเสมอ
ขณะที่หานลี่กันกำลังเตรียมของว่างไว้รอเด็ก ๆ อยู่นั้น จู่ ๆ อาหมิงได้เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ หน้าตาดูตกใจไม่น้อย
“คุณหนู”
“มีเรื่องอันใดงั้นหรือ”
“ดูเหมือนหน้าจวนจะมีเรื่องเจ้าค่ะ”
“มีเรื่อง”
“เจ้าค่ะ เมื่อสักครู่บ่าวได้เดินไปทางเรือนหน้า บ่าวได้ยินเสียงคนตะโกนร้องโอดครวญเสียงดังอยู่หน้าจวน ฟัง ๆ ไปดูคล้ายเสียงของ....คุณชายฉินเจ้าค่ะ”
“ฉินมู่หวังงั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
หานลี่กันคำนวณเวลาในใจ ‘คงถึงเวลาที่หนึ่งชายโฉดจะร้องและหนึ่งหญิงเลวจะรำแล้วสินะ หากไม่ติดว่าเป็นพี่น้องแล้วล่ะก็ ข้าจะเอาคืนให้สาสมกับที่เจ้าก่อเรื่องให้ข้าปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน’ หานลี่กันถอนหายใจเบา ๆ
“จวนเว่ยเป็นอย่างไรบ้าง”
“ตอนนี้ดูเหมือนเหล่าไท่ไท่ โหวฮูหยิน ฮูหยิน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองต่างออกไปหน้าจวนเพื่อดูแล้วเจ้าค่ะ”
“แล้ว....”
“ท่านโหว คุณชายใหญ่เว่ย นายท่านและคุณชายใหญ่ต่างก็ออกไปราชการจึง...”
“ไม่เป็นไร ว่าแต่เมื่อกี้ที่เจ้ายืนฟังคุณชายฉินคร่ำครวญนั้น เขากำลังคร่ำครวญเรื่องใดกัน”
“เรียนคุณหนู ดูเหมือนคุณชายฉินกำลังตัดพ้อคุณหนูใหญ่ที่ทอดทิ้งตนเพื่อไปหาบุรุษอื่นเจ้าค่ะ”
“อื่ม..ข้ารู้แล้ว ตอนนี้เจ้าช่วยทำเรื่องหนึ่งให้ข้าก่อน”
หานลี่กันซุบซิบบางอย่างแก่อาหมิงและอาหมิ่น ทั้งคู่พยักหน้าช้า ๆ แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็รีบเดินออกไปเพื่อทำตามอย่างรวดเร็ว
“อาซื่อ”
“ขอรับ”
เสียงจากองครักษ์เงาดังขึ้นทันที หานลี่กันยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะดึงปิ่นปะการังสีเลือดบนหัวออกมาแล้วยื่นให้อาซื่อก่อนจะกดเสียงให้ต่ำลงเพื่อให้ได้ยินเพียงสองคน
“เมื่ออาหมิงกับอาหมิ่นนำของมาแล้ว เจ้าให้คนไปจัดการเรื่องนี้ต่อที.........จัดการตามนี้”
“ขอรับ”
ชายหนุ่มในชุดดำมองตามสตรีในอาภรณ์ชมพูที่เดินออกไปอย่างไม่เร่งรีบด้วยแววตาที่อดชื่นชมไม่ได้ ‘เรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้นหน้าจวน แต่นายหญิงกลับใจเย็นและคิดแผนการได้อย่างรวดเร็วและรอบคอบถึงเพียงนี้...ช่าง....สมกับที่เป็นนายหญิงของข้าจริง ๆ’ เพียงพริบตาเดียวร่างของอาซื่อได้หายไปอย่างรวดเร็ว
ด้านหน้าจวนบุรุษหนุ่มนั่งร้องไห้ฟูมฟายพร้อมตีอกชกตัวโอดครวญถึงความรักที่มีต่อเว่ยซีซวนจนชาวบ้านและผู้คนต่างมามุงดูจนเต็มหน้าจวน เมื่อประตูจวนเปิดออกชายหนุ่มรีบคลานเข่าไปหาเหล่าไท่ไท่ในทันที
“เหล่าไท่ไท่ ได้โปรดเห็นแก่ความรักที่ข้าและคุณหนูใหญ่มีต่อกันด้วยเถิด ได้โปรดอย่าพรากเราออกจากกัน ชีวิตของข้าขาดนางไม่ได้จริง ๆ”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”
สตรีมากอายุเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะมองไปทางกงเยว่และเว่ยซีซวนที่ยืนอยู่ด้วยกัน
“ท่านย่าคงจะไม่รู้ ครั้งที่ท่านพี่ฉินอาศัยอยู่ในจวนนั้นพี่หญิงใหญ่และท่านพี่ฉินดูเหมือน....”
เว่ยซิ่วพูดเพียงเท่านั้นพลันทำให้ผู้คนที่ยืนมุงต่างคิดต่อกันไปเอง เว่ยซีซวนนั้นถึงกับหน้าแดงและไม่สามารถโต้ตอบสิ่งใดได้นอกจากก้มหน้าหลบซ่อนความรู้สึกแค้นเคืองใจมิให้ใครเห็น แม้ว่าเรื่องที่เว่ยซิ่วพูดนั้นจะไม่เป็นเรื่องจริงก็ตามหญิงสาวทำได้แต่เพียงยืนนิ่งฟังเท่านั้น สตรีในอาภรณ์เหลืองขยิบตาให้กับฉินมู่หวังก่อนจะใส่เชื้อฟืนเข้าไปอีก
“หากข้าจำไม่ผิด พี่ฉินมู่หวังเคยเมาแล้วย่องไปเรือนพี่หญิงใหญ่...”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ทั้ง ๆ ที่เจ้าก็รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นยังไง แต่เจ้ากลับกล้าที่จะพูดเพื่อทำให้พี่สาวของเจ้าเสื่อมเสีย”
“ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านย่าไม่รู้มาก่อน ข้าจึง...”
“ใช่เจ้าค่ะ! เรื่องนี้ท่านย่าไม่รู้มาก่อน”
เสียงหานลี่กันดังขึ้นมาจากด้านหลัง เว่ยซิ่วและทุกคนจึงหันไปมองตามสตรีอาภรณ์ชมพูที่กำลังเดินเข้ามา
“นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน”
“เห็นไหมขอรับ แม้แต่คุณหนูหานเองก็พูดเช่นเดียวกันกับข้าและคุณหนูรองเว่ย”
ฉินมู่หวังรีบเอ่ยสำทับเพื่อให้ชาวบ้านเชื่อ แต่หานลี่กันกลับมิได้สนใจ หญิงสาวเดินเข้าไปประคองเว่ยซีซวนที่ตอนนี้ก้มหน้า มือและตัวของนางสั่นเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองมู่หนิงหวงที่มองมาทางนางอย่างสงสัย
“เรื่องที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงนะเจ้าคะท่านย่า พี่.....”
หานลี่กันมองไปทางเว่ยซิ่วด้วยแววตาเย็นชาจนเว่ยซิ่วถึงกับหยุดพูดไปด้วยยังจำรสตบของหานลี่กันได้อย่างชัดเจน
“ดูเหมือนพี่หญิงรองจะยังคงจำรสชาติมือข้าในวันนั้นได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างเงียบลงเพื่อฟังเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ
“คุณหนูหาน แม้เจ้าจะรักข้า แต่ใจของข้านั้นเป็นของซวนเออร์คนเดียว...ชาตินี้…..”
ยังมิทันที่ฉินมู่หวังจะพูดจบเท้าน้อย ๆ ของหานลี่กันได้เตะเข้าปลายคางชายหนุ่มในทันที
“นี่คือรางวัลตอบแทนที่เจ้ากินบนเรือนแล้วยังขี้รดหลังคาจวนพวกเรา ทุกคนต่างรู้ว่าข้านั้นมีใจมั่นคงให้กับท่านแม่ทัพหยางเพียงใด เจ้ายังกล้าพ่นน้ำลายเน่า ๆ ของเจ้าเพื่อทำลายชื่อเสียงพี่หญิงใหญ่และข้าอีกหรือ”
ชายหนุ่มใช้มือลูบคางที่ถูกเตะก่อนจะแสยะยิ้มแล้วล้วงเข้าไปในอกเสื้อของตัวเอง
“นี่ไงหลักฐาน ปิ่นของซวนเออร์ที่มอบให้แก่ข้าเพื่อเป็นของแทนใจก่อนที่ข้าจะถูกไล่ออกมา เป็นเพราะข้ากับซวนเออร์มีใจให้แก่กันถึงถูกโหวฮูหยินกีดกันและไล่ข้าออกมาเช่นนี้”
ปิ่นราคาแพงที่หลาย ๆ คนเคยเห็นเว่ยซีซวนสวมใส่ยามออกงานปรากฏอยู่ในมือของฉินมู่หวัง เว่ยซีซวนตัวสั่นจนหานลี่กันตบมือน้อยที่นางกุมไว้อย่างอ่อนโยน
“ข้าไม่รู้ว่ามันไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นพวกเราทุกคนต่างรู้ดี”
หานลี่กันและเว่ยซีซวนกระซิบพูดคุยกันเบา ๆ ท่านกลางสายตาของชาวบ้านที่มามุงดูนั้น มู่หนิงหวงมองไปทางกงเยว่และเว่ยเหลียนเพื่อขอคำตอบ ตอนนี้ทั้งสามไม่สามารถกล่าวสิ่งใดได้เพราะปิ่นที่ฉินมู่หวังชูขึ้นนั้นพวกนางต่างจำได้ดีว่าเป็นของเว่ยซีซวนจริง ๆ
“พี่หญิง ในเมื่อมาถึงขึ้นนี้แล้ว พี่ก็ยอมรับกับท่านย่าและท่านแม่ไปเถอะเจ้าค่ะ”
เว่ยซิ่วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มร้ายจนหานลี่กันต้องท่อง 1 – 100 เพื่อข่มอารมณ์ของตนเพื่อมิให้กระโดดเข้าไปตบหน้าของเว่ยซิ่วที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงนั้น