ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 6 หนึ่งแสน

    ตอนที่ 6 หนึ่งแสนไม่ว่าอารมณ์ของเขาจะดีแค่ไหน แต่ทำไมสายตาของเขาถึงได้เต็มไปด้วยการยั่วยุ นี่เกรงว่าจะเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านอย่างหนึ่งเด็กประเภทนี้ ยังไม่เคยแม้แต่จะออกมาเจอสังคมด้วยซ้ำ ตัวเองจะไปมีอะไรน่าเป็นห่วงล่ะอาหารถูกเตรียมไว้อย่างเยอะแยะมากมาย ในสมัยนั้นถ้ามีแขกมาก็จะต้องซื้อไก่ซื้อปลามาเพื่อเอาไว้เลี้ยงต้อนรับเป็นการเฉพาะ  และยังถือว่าเป็นการบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญต่อแขกผู้มีเยือนหวังเป่าหลงชอบดื่มเหล้า โดยปกติแล้วก็ชอบเก็บสะสมเหล้าขาวอู่เหลียงเย่กันอยู่แล้วซึ่งในเวลานั้นเหล้าขาวอู่เหลียงเย่ก็ยังไม่แพงเท่ากับสิบปีให้หลังถึงขนาดนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นเหล้าที่ดีเลยทีเดียว แถมยังเป็นเหล้าเก่าที่ถูกเก็บสะสมไว้เป็นเวลาสองปีอีกด้วย หวังเป่าหลงจึงไม่ค่อยกล้าที่จะเอามาดื่มสักเท่าไหร่ตอนนี้เศรษฐีคนนี้มาบ้าน  จึงรีบพูดกับหวังซินที่โต๊ะอาหารว่า : "ไปหยิบเหล้าพวกนั้นของพ่อออกมาซิ พ่อจะดื่มกับอาเฉินของลูกสักหน่อย""ฮ่าฮ่า คุณหวังก็ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก โดยปกติแล้วผมจะทำงานอยู่ข้างนอก ไม่ค่อยจะดื่มเหล้าอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเหล้าจะเป็นของดี แต่เวลาที่ทำธุระอยู่ ผมก็ยืนยันที่จะไม่ดื่ม " อ้วนเฉินปฏิเสธอย่างสุภาพหวังซินไม่แม้แต่จะขยับตัวสักนิด หยิบเหล้างั้นเหรอ? เพื่อต้อนรับคนหลอกลวงเนี่ยนะ? จะเป็นไปได้ได้ยังไงกันต่อให้เอาเหล้านี้ไปทิ้ง ก็ไม่มีทางเอามาเลี้ยงต้อนรับเศรษฐีแต่เปลือกนอกคนนี้หรอกพอบนโต๊ะอาหารไม่มีเหล้า หวังเป่าหลงและอ้วนเฉินก็คุยกันประเดี๋ยวพูดประเดี๋ยวหยุดคุยหวังซินกินได้ช้าเป็นอย่างยิ่ง เพื่อฟังบทสนทนาของสองคน หวังจวนรู้ก็ว่าอีกสักครู่เขาจะต้องคุยเรื่องสำคัญกันแน่นอน จึงอยู่ที่โต๊ะอาหารรอเศรษฐีอ้วนเฉินพูดถึงเรื่องสำคัญเมื่อรับประทานอาหารไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็จวนจะสามทุ่มแล้ว ในที่สุดอ้วนเฉินก็เข้าประเด็นสำคัญ โดยพูดกับหวังเป่าหลงว่า:“คุณหวัง ผมกับคุณพบกันครั้งแรกก็เหมือนกับสนิทกันมานาน ทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกัน คุณก็อย่าได้ว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ วันนี้ผมขอพูดความจริงหน่อยเถอะ ถ้าคุณยังทำงานอยู่ในองค์กรต่อ เกรงว่าการอยากจะเลื่อนตำแหน่งให้อยู่ในระดับที่สูงมากขึ้น ก็น่าจะไม่ได้แล้ว "“โอะ? ในความหมายของคุณ หรือว่ามีวิธีอื่นอีกงั้นเหรอ? " ก่อนหน้าที่เศรษฐีคนนี้จะเจอเขา ก็เห็นได้ชัดว่าต้องการที่จะลงร่วมทุนด้วย แต่ว่าตอนนี้ทำไมถึงเปลี่ยนความคิดไปแล้วล่ะ?“สมัยนี้คนก็นิยมออกไปทำธุรกิจของตัวเอง เมื่อก่อนเพื่อนผมหลายคนก็เคยเป็นคนในองค์กร ถึงแม้ว่าการอยู่ในองค์กรจะดี แต่พวกเขากลับยอมทิ้งงานที่ทำอยู่ เพื่อออกไปทำธุรกิจ ตอนนี้หลาย ๆ คนก็ร่ำรวยขึ้น คุณไม่รู้สึกว่าการออกไปทำธุรกิจตามกระแส จะดีกว่าการอยู่ในองค์กรเหรอ?” คำพูดนี้ของอ้วนเฉิน ทำให้หวังซินตื่นตัวขึ้นมาทันทีในปีนั้นจู่ ๆ พ่อของเขาก็ถูกตรวจสอบทรัพย์สินถึงสองครั้งสองครา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับชายอ้วนคนนี้ พอตอนนี้เขามาพูดถึงเรื่องนี้ ก็เกรงว่านี่จะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาในการมาที่นี่พอมานึกถึงเรื่องในปีนั้น ก็ยังนึกต้นตนที่เกิดเรื่องขึ้นไม่ออกแต่ว่าตอนนี้เขาเองก็อยู่ตรงนี้แล้ว จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ในปีนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกเป็นแน่เรื่องสนุกกำลังจะเริ่มแล้วสินะ? ในที่สุดคุณก็อดกลั้นมันไว้ไม่อยู่แล้วหวังซินก้มศีรษะลง พร้อมกับซ่อนรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ไม่ทันจะสังเกตเห็นได้ขึ้นที่มุมปากเมื่อหวังเป่าหลงได้ยินอ้วนเฉินพูดแบบนี้แล้ว เขาก็ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ในหัวการออกไปทำธุรกิจนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดมาก่อน ถ้าตอนนี้ไม่ติดเรื่องตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ เขาก็จะออกไปทำธุรกิจอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตามในสถานีโทรทัศน์ก็ยังต้องแบกรับภาระของแผนกอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าที่แผนกทั่วไปจะต้องขาดทุนย่อยยับในทุก ๆ ปี แต่ตอนนี้มีโอกาสในการแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้าไม่ไปแข่งดูสักหน่อย แล้วแบบนี้จะให้ออกไปทำธุรกิจงั้นเหรอ?ถ้าไม่ได้จริง ๆ หลังจากที่แข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้ว ก็ค่อยยื่นเรื่องลาออก เมื่อถึงเวลานั้นสถานีก็จะให้เงินชดเชยมาจำนวนหนึ่ง แล้วค่อยนำเงินก้อนนี้ไปทำธุรกิจ แบบนี้จะไม่ดีกว่าเหรอ?“คุณหวัง พูดตามตรงนะ การที่คุณทำงานอยู่ที่แผนกทั่วไปในสถานีโทรทัศน์ แม้ว่าในหนึ่งเดือนจะไม่มีปัญหาการทำงานอะไรให้กังวลใจเลย แต่ว่าในหนึ่งเดือนนั้นก็ได้แค่หนึ่งพันกว่าหยวนเอง อีกทั้งไม่มีค่าสวัสดิการอะไร การได้รับเงินเดือนแบบตายตัวมันจะมีประโยชน์อะไร? และในทางกลับกันก็ยังเป็นการใช้ความสามารถไปอย่างเปล่าประโยชน์อีกด้วย คุณเองก็จบจากมหาวิทยาลัยถึงได้เข้ามาทำงานที่สถานีโทรทัศน์ได้ ด้วยสติปัญญาระดับพวกคุณแล้ว การออกมาทำธุรกิจ นี่ก็ถือเป็นโอกาสครั้งหนึ่งเลยนะ !” เมื่อพูดถึงตรงนี้ อ้วนเฉินก็คอยสังเกตสีหน้าของหวังเป่าหลงอย่างละเอียดในขณะที่มองดูสีหน้าของหวังเป่าหลงที่มีสนใจขึ้นมาเล็กน้อย ก็รีบใช้โอกาสนี้ด้วยการพูดว่า :“หลายปีมานี้คุณทำงานที่สถานีโทรทัศน์ คุณก็รู้ว่าหลังจากคนที่ออกจากองค์กรไปแล้ว หันมาประกอบธุรกิจหาเงินนั้นเป็นยังไง แล้วตอนนี้ที่การแข่งชิงภายในองค์กรก็มีความกดดันค่อนข้างสูง คุณเองก็ถือว่ามีอายุพอประมาณ การอาศัยประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่สั่งสมมาในหลายปีนี้ หันมาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสถานีโทรทัศน์ ยังไงก็สามารถทำเงินได้อยู่แล้ว”ในช่วงต้นยุคเก้าศูนย์นี้ การออกมาทำธุรกิจก็ถือว่าเป็นที่นิยมมาก ในยุคนี้มีโอกาสมากมาย หวังซินนึกถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่านที่ทำเงินได้ในยุคหลัง ล้วนถูกกระตุ้นจากภายใต้ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ เมื่อคว้าโอกาสได้แล้ว จากนั้นภายในระยะเวลาอันสั้นก็สามารถทำกำไรที่มีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นล้านได้ พวกเขาเองก็ล้วนคว้าโอกาสตามยุคสมัย และประสบความสำเร็จด้วยตัวเองทั้งนั้นแต่ว่าตอนนี้เขาไม่สามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ และก็ไม่ยอมให้พ่อหลงกลอ้วนเฉินคนนี้แน่ ทันใดนั้นเขาก็ยังคงดูทีท่าของอ้วนเฉินต่อไปหวังเป่าหลงรู้สึกประหม่าแล้วจริง ๆ การออกมาทำธุรกิจนั้น สามารถเห็นได้ถึงความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง ส่วนการทำงานอยู่ในองค์กร ทำให้ศักยภาพของตัวเองถูกจำกัด มีเพียงแค่การออกมาจากองค์กรเท่านั้น ถึงจะสามารถเห็นทางออกได้ทันใดนั้นเอง เขาก็มองไปที่อ้วนเฉินแล้วพูดว่า :“ผมเองก็มีความตั้งใจแบบนี้อยู่ แต่ว่าคุณก็รู้ดีนี่ ว่าผมเองก็เป็นหัวหน้าแผนกคนหนึ่งในสถานีโทรทัศน์ ก็ยังได้รับเงินเดือนแบบตายตัวอยู่ ไม่มีเงินทุนมากพอที่จะเอาไปทำธุรกิจหรอก!”“ฮ่าฮ่า คุณหวัง เรื่องนี้คุณก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เงินทุนในการทำธุรกิจน่ะ ตอนนี้ผมสามารถสนับสนุนคุณได้ก่อนเล็กน้อย” ในขณะที่อ้วนเฉินพูด ก็เปิดกระเป๋าเอกสารของตัวเองออกเขาจงใจเปิดกระเป๋าเอกสารออก ซึ่งด้านในนั้นเต็มไปด้วยเงินทั้งหมดแล้วเขาจึงถือโอกาสนั้นหยิบเงินออกมาหนึ่งกอง ซึ่งหนาประมาณสิบเซนติเมตร วางไว้บนโต๊ะ และพูดกับหวังเป่าหลงว่า :“แสนนึง เอามาทำธุรกิจขนาดเล็กตอนนี้ ก็ยังพอได้อยู่”“แสนนึง!”เมื่อหวังเป่าหลงและหวังจวนทั้งสองคนเห็นเงินหนึ่งแสนที่วางอยู่โต๊ะนี้ ถึงกับใจเต้นระรัวทั้งสองคนล้วนทำงานที่สถานีโทรทัศน์ แต่พอเอาเงินทุกเดือนมารวมกัน เงินเดือนของทั้งคู่ก็ยังไม่ถึงสามพันหยวนเลย ตอนนี้เงินแสนนี้ก็ได้มาวางอยู่ตรงหน้าของตัวเองแล้ว นี่เกือบจะเทียบได้กับเงินเดือนของหวังเป่าหลงคนเดียวที่ต้องทำงานเจ็ดแปดปีเลยนะ!อีกทั้ง ในตอนนั้นภรรยาของตัวเองก็ยังสามารถทำงานที่สถานีโทรทัศน์ต่อได้ แล้วตัวเองก็ยังสามารถใช้เงินพวกนี้มาทำธุรกิจได้ นี่แทบจะเป็นการตัดสิ่งที่ตัวเองกังวลออกไปทั้งหมดเลย!“เป็นยังไงล่ะ เดิมทีผมมาหาคุณก็เพื่อจะลงทุนเรื่องเล็กน้อย แต่ว่าตอนนี้คุณกับผมก็ดูสนิทกันมากทั้ง ๆ ที่เพิ่งได้รู้จักกัน ผมก็จะแบ่งปันเรื่องดี ๆ สิ่งดี ๆ ให้กับคุณ เงินหนึ่งแสนนี้ผมสามารถให้คุณยืมเป็นการชั่วคราว คุณเอาไปทำธุรกิจ ถ้าขาดทุนก็ถือว่าเป็นของผม หากได้กำไรแล้ว คุณก็อย่าลืมเฉินคนนี้ล่ะ”สีหน้าของชายอ้วนจ้องไปที่หวังเป่าหลงอย่างจริงจังในเวลานี้หวังเป่าหลงได้ละทิ้งความคิดที่จะแข่งชิงรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์อะไรนั่นแล้วถ้านับว่าตัวเองได้เป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้ว เงินหนึ่งเดือนของตัวเองจะได้สักเท่าไหร่กัน?มีเงินหนึ่งแสนที่คุณเฉินให้ตัวเองยืมแล้ว และถ้าขาดทุนก็ให้คิดบัญชีที่เขา เมื่อมีข้อเสนอนี้แล้ว แต่ตัวเองยังไปแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ต่ออีก งั้นไม่ใช่ว่าไม่มีสติแล้วเหรอ?หวังซินยิ้ม แล้วเงยหน้ามองไปที่อ้วนเฉิน ด้วยแววตาที่เหน็บแนมจากรอยยิ้มในที่สุดหางจิ้งจอกก็โผล่ออกมาแล้วหนึ่งแสนงั้นเหรอ?คนที่พึ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แล้วมาทิ้งเงินแสนให้กัน ใครจะไปเชื่อล่ะ?ในเวลานี้หวังจวนกลับมีอาการใจเต้นมากกว่าหวังเป่าหลง จึงพูดกับหวังเป่าหลงทันทีว่า :“คุณคะ ข้อเสนอของคุณเฉินก็ไม่เลวนะ ฉันว่าคุณควรจะพิจารณาสักหน่อย”เมื่ออ้วนเฉินเห็นว่าหวังจวนมีอาการใจเต้น จึงพูดกับหวังเป่าหลงว่า :“คุณหวัง ยังไงตอนนี้ผมก็ถือว่าคุณเป็นเพื่อนผม ถึงได้ยินดีที่จะช่วยคุณขนาดนี้ คุณก็ลองเก็บไปคิดดูดี ๆ นะ”ในปีนั้นก็เหมือนจะเป็นเพราะว่าเรื่องนี้ พ่อถึงได้ลาออก หลังจากนั้นจึงถูกสอบสวนถึงสองรอบงั้นสินะ ?ดูเหมือนว่าในปีนั้นตอนที่พ่อยังไม่ถูกสอบสวน พ่อก็ได้ไปฝากเงินที่ธนาคาร ถึงได้รู้ว่าเงินมีปัญหา จึงรีบตามคณะกรรมการวินัยมา ด้วยเหตุนี้จึงถูกสอบสวน และโดนต้องสงสัยว่าทุจริตทางการเงินก็เพราะอ้วนเฉินคนนี้ทำให้เกิดเองนี่แหละยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ปรากฏ หวังซินเองก็คิดไม่ออก มีแค่การได้สัมผัสความจริงของเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตัวเองเท่านั้น ถึงจะสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้ นี่ถึงจะทำให้หวังซินเข้าใจว่าในปีนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่ถ้าหากอ้างอิงตามพัฒนาการของอดีตในปีนั้น เกรงว่าอีกไม่นานอ้วนเฉินคนนี้ก็จะให้วิธีการติดต่อปลอม ๆ ไว้ และหลังจากนั้นหากต้องการตามตัวเขา คนนี้ก็จะเหมือนกับอากาศที่ได้ล่องลอยหายไป จนในที่สุดก็ขาดการติดต่อไปโดยปริยายแต่ว่าครั้งนี้น่ะ ตัวข้ามีการเตรียมตัวมานานแล้ว!หวังซินมองไปที่อ้วนเฉิน ไม่ทันรอให้พ่อแม่พูด แล้วตัวเองก็กลับพูดขึ้นมาว่า :“คุณอาเฉิน เงินหนึ่งแสนนี้ก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลยนะครับ คุณอาจะให้พ่อผมยืมแบบนี้น่ะหรอ? แล้วไม่กลัวว่าพวกเราจะไม่คืนเงินเหรอ?”“ฮ่า ๆ ฉันก็พูดไปแล้วไง ให้เอาเงินนี้ไปทำธุรกิจ ถ้าขาดทุนก็ช่างมัน แต่ถ้าได้กำไรก็อย่าลืมเฉินคนนี้ก็พอแล้ว ก็แค่แสนเดียวเอง เฉินคนนี้ไม่แยแสหรอก”อ้วนเฉินปัดมืออย่างใจกว้าง เพื่อสื่อว่าหวังซินไม่ต้องพูดอะไรแล้วแต่หวังซินกลับไม่สนใจคำพวกนี้ แล้วถามต่อว่า :“คุณอาเฉิน คุณอาเองก็เพิ่งรู้จักกับพ่อผมได้ไม่นานนี้เอง ทำไมคุณอาถึงได้ยินดีช่วยพ่อผมขนาดนี้ล่ะครับ?”“หลานชาย เรื่องบางเรื่องหลานก็ไม่เข้าใจหรอก ความสัมพันธ์ระหว่างคนเราน่ะ การคบค้าสมาคมก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง ตอนอากับพ่อของหลานพบกันครั้งแรกก็ดวงสมพงศ์กันเลย อาเห็นถึงการขยันขันแข็งที่ต่อสู้กับการทำงานในตัวเขา จิตวิญญาณของเขาคุ้มค่าพอที่จะให้อาเลื่อมใส ดังนั้นอาจึงยินดีที่จะช่วยเขา ถ้าหากว่าพ่อของหลานไม่มีจิตวิญญาณแบบนี้ ก็เกรงว่าวันนี้จะคุยกับเขาแค่เรื่องธุรกิจเท่านั้น” อ้วนเฉินเสแสร้งแกล้งทำ หวังซินมองไปด้วยสีหน้าที่ซ่อนความรู้สึกไว้ลึก ๆ แทบอยากจะต่อว่าเขาไปในทันที“คุณคะ ฉันว่าคุณอย่าไปแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีอะไรนี่เลย ออกไปทำธุรกิจเถอะ เงินทุนก้อนนี้ก็มีแล้ว พวกเรายังต้องกลัวว่าเราจะหาเงินกันไม่ได้เหรอ? ”ในเวลานี้เอง หวังจวนก็ยอมพูดออกมาจนได้หวังเป่าหลงก็รู้สึกใจเต้น เช่นเดียวกับที่อ้วนเฉินได้พูดมาก่อนหน้านี้ การที่อยู่ในองค์กร ตัวเองจะเห็นถึงคุณค่าของศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองได้อย่างไร?มีก็แค่การออกมาทำธุรกิจ และทำเงินได้ ถึงจะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าในชีวิตของตัวเองในฐานะที่เขาเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง โดยธรรมชาติแล้วในใจก็มักจะมีความทะเยอทะยานอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว การที่มีโอกาสมาอยู่ที่ตรงหน้าของตัวเอง แท้จริงแล้วหวังเป่าหลงก็อยากจะสะท้อนคุณค่าในชีวิตของตัวเองออกมาเมื่อได้เห็นหวังเป่าหลงใจเต้น รอยยิ้มบนใบหน้าของอ้วนเฉินก็บ่งบอกถึงชัยชนะเงินหนึ่งแสนที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น ได้ดึงดูดสายตาสุดท้ายของหวังจวนและหวังเป่าหลง แต่เขากลับจุดบุหรี่หนึ่งมวน และไม่พูดอะไร พร้อมกับมองทั้งสองคนนั้นเขาชอบความรู้สึกแบบนี้ วางกับดัก แล้วมองดูคนที่ติดกับดัก ชอบจิตใจที่กระวนกระวายในการเลือกของพวกเขา แต่เขากลับใช้สายตาที่เย็นชามองดูอยู่ข้าง ๆ นี่จึงทำให้เขามีความรู้สึกว่ากำลังคุมสถานการณ์โดยรวมได้ ควบคุมความคิดของคน ๆ หนึ่งได้ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ที่ทำให้เขาเสพติดและเป็นเพราะเขาชอบที่จะเสพความรู้สึกแบบนี้ บวกกับความคิดความอ่านที่ทะลุปรุโปร่ง จึงสามารถทำให้เขาโลดแล่นอยู่ภายนอกได้มานานหลายปีโดยไม่ถูกจับได้...