เมื่อได้แผนการแล้ว หลินซีจึงเปลี่ยนกลยุทธ์การร้องขายทันที
“มาจ้า มาเลือกซื้อผักป่าจ้า! ผักป่าหายากที่ทุกท่านอาจไม่เคยลิ้มลอง! ไม่เพียงรสชาติอร่อยถูกใจ แต่ยังมีคุณค่าทางยาหลากหลาย บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย ได้อย่างดีเลยนะจ๊ะ! มาจ้ามาจ้า”
ท่านลุงท่านป้าที่นั่งอยู่ถัดไป เห็นดังนั้นก็ยิ่งปักใจเชื่อว่าแม่หนูคนนี้คงไม่มีทางขายผักป่าของนางออกแน่ ๆ จึงต่างได้แต่ลอบถอนหายใจพร้อมส่ายหน้าระอา ‘แม่หนูคนนี้ เหตุใดถึงดื้อรั้นไม่ฟังคำทักท้วงของผู้ใหญ่เอาเสียเลยนะ?’
คิดแล้วพวกเขาก็หันหน้ากลับ และเริ่มสนใจแผงผักของตนตามเดิม ไม่คิดจะใส่ใจหญิงสาวดื้อรั้นอีก
หลินซีหาได้ใส่ใจสายตาหรือความคิดของผู้อื่นไม่ นางยังคงมุ่งมั่นะโร้องขายต่อไป ถึงกระนั้น แม้จะมีผู้คนหันมามองแผงผักแปลกตาของนางมากขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดตัดสินใจเดินเข้ามาเลือก หรือหยุดซื้อเลยแม้แต่คนเดียว
ท่านลุงท่านป้าข้าง ๆ แอบเหล่ตามองเป็ระยะ พลางทำสีหน้าประมาณว่า ‘ข้าบอกแล้วไม่เชื่อ’
แต่หลินซีก็ยังไม่ท้อถอย ขณะที่ร้องขายเสียงดัง นางก็ถือโอกาสแจกแจงสรรพคุณทางยาอันแสนวิเศษของผักแต่ละชนิดไปด้วย
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ในที่สุดก็มีสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามา บนแขนข้างหนึ่งคล้องตะกร้าที่เต็มจนล้น ดูท่าทางคงเพิ่งจะจับจ่ายซื้อสิ่งของจำเป็เสร็จเรียบร้อย
เมื่อเดินผ่านมาถึงแผงผักของแม่นางคนหนึ่งตรงมุมทางเดิน ก็ได้ยินเสียงร้องขายผักประหลาดหูดังอยู่ไม่หยุด ที่สำคัญ ชื่อผักไม่คุ้นเคยยังมาคู่กับสรรพคุณทางยา? ด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ สตรีวัยกลางคนจึงชะงักเท้าแล้วเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ
“แม่หนู นี่เ้าขายผักป่าอะไรกันรึ?” สตรีผู้นั้นเอ่ยถาม
‘ผักพวกนี้... คนแถวนี้ไม่รู้จักเลยจริง ๆ หรือนี่?’ หลินซีคิดในใจ
หลินซีรีบชี้ชวนพลางอธิบายด้วยรอยยิ้ม “นี่เรียกว่าผักขมเตียนเ้าค่ะ ส่วนนี่คือหญ้าเอ็นยืด นี่คือผักชีใบเล็ก แล้วก็นั่น…”
สตรีผู้นั้นฟัง ๆ ไปก็ขมวดคิ้วสงสัย จึงถามอย่างใคร่รู้ “มีผักป่าชื่อเช่นนี้ด้วยรึ? เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยเล่า?”
ไม่รู้ว่าเพราะโลกในนิยายใบนี้แตกต่างจากโลกที่นางจากมา หรือเป็เพราะในยุคสมัยนี้ พวกมันยังไม่เคยถูกผู้ใดค้นพบมาก่อน จึงทำให้ไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับพืชพรรณเหล่านี้… แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนเป็ผลดีต่อหลินซีทั้งสิ้น!
หลินซีหรี่ตาลงพลางคิดอย่างตื่นเต้น ‘ในเมื่อไม่มีใครรู้จัก ก็หมายความว่าคุณค่าที่แท้จริงของผักป่าเหล่านี้ยังไม่เคยถูกนำมาใช้ประโยชน์ นี่…คือช่องทางทำเงินชั้นดีสำหรับนาง!’
คิดดังนั้นได้ แพทย์สาวในร่างใหม่ก็ฉีกยิ้มจนตาหยี เอ่ยกับลูกค้าเสียงหวาน “ฮูหยินเ้าขา ท่านไม่รู้จักก็ไม่แปลกหรอกเ้าค่ะ เพราะผักพวกนี้น่ะ ข้าอุตส่าห์ปีนขึ้นเขา เข้าไปเก็บมาจากในป่าลึกบนเขาพยัคฆ์คำรามโน่นเลยนะเ้าคะ”
“อะไรนะ?!” หลังได้ยินชื่อสถานที่ สตรีผู้นั้นก็อุทานเสียงหลง “เขาพยัคฆ์คำรามที่ร่ำลือว่าอันตรายนักหนานั่นน่ะรึ?”
หลินซีรีบพยักหน้ารับ “ใช่แล้วเ้าค่ะ! อาจเป็เพราะไม่ค่อยมีคนกล้าเข้าไปที่นั่นลึกนัก ผักพวกนี้จึงไม่มีใครเคยพบเห็น จริงอยู่ที่เขาพยัคฆ์คำรามเต็มไปด้วยภยันตราย แต่เื่ที่ป่าแถบนั้นอุดมสมบูรณ์มาก ก็นับเป็เื่เล่าลือที่ยอมรับกันไปทั่วไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
ฮูหยินวัยกลางคนฟังแล้วพยักหน้าเล็กน้อยอย่างคล้อยตาม
หลินซีได้ทีไม่รอช้า รีบกล่าวเสริม “เพราะอย่างนั้น ของป่าที่เก็บมาจากแถบเขาพยัคฆ์คำราม ก็รับรองว่าทั้งสดใหม่ทั้งกรอบและฉ่ำกว่าที่อื่น ฮูหยินลองดูใกล้ ๆ สิเ้าคะ อย่างต้นนี้ เพียงดูด้วยตาก็น่ากินแล้ว ลำต้นอวบหนาใบก็ใหญ่ ดก สีสันดูสดใสเป็พิเศษเลยใช่หรือไม่เ้าคะ?”
สตรีผู้นั้นพอได้ฟังก็เคลิบเคลิ้ม ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ใช้ปลายนิ้วเขี่ย ๆ พลิกดูผักบนแผงอย่างพิจารณา ก็เห็นว่าผักทั้งหมดดูสดใหม่เต่งตึงจริงอย่างที่แม่ค้าอ้าง
ทว่านางก็ยังลังเลอยู่บ้าง “แต่... ผักพวกนี้ไม่มีคนรู้จัก ก็คงไม่มีผู้ใดเคยกินมาก่อน เช่นนั้น ใครเล่าจะไปรู้แน่ว่ามันกินได้จริงหรือไม่?”
หลินซียิ้มมาดมั่น กล่าวรับรองหนักแน่น “กินได้แน่นอนเ้าค่ะ! ที่บ้านข้าก็นำผักพวกนี้มาปรุงอาหารกินกันทั้งเช้า-เย็น รสชาติยอดเยี่ยม ถูกใจทั้งเด็ก-ผู้ใหญ่ อีกอย่าง ที่บ้านข้าบังเอิญมีผู้รู้เคยเรียนรู้วิชาแพทย์พิสดารตำราหนึ่งมา ตำรานั้นกล่าวว่า ผักป่าที่ข้านำมาขายเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าทางยาสูง ช่วยบำรุงธาตุ ดีต่อสุขภาพมากเลยนะเ้าคะ!”
“จริงรึ?” ฮูหยินถือตะกร้ายังคงมีสีหน้าสงสัย ไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว
หลินซีจึงชี้มาที่ใบหน้าตัวเอง “ฮูหยินลองดูข้าสิเ้าคะ ดูไม่ออกเลยใช่หรือไม่ว่าข้าเพิ่งจะป่วยหนักถึงกับนอนซมไม่ได้สติ แล้วเพิ่งมาลุกขึ้นได้เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง นี่ข้าทั้งกินยา ทั้งกินผักพวกนี้เสริมเข้าไปด้วย ร่างกายถึงได้ฟื้นกลับมาแข็งแรงอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นยังมีกำลังปีนเขาขึ้นไปเก็บผักป่าลงมาขายได้ด้วยนะเ้าคะ!”
แม้จะฟังดูกล่าวเกินจริงไปบ้าง แต่กลับคล้ายจะมีผลอยู่ไม่น้อย
สตรีวัยกลางคนมองสำรวจร่างกายหลินซีขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่หลายรอบ ประหนึ่งนึกอยากจะหาข้อโต้แย้งแต่หาไม่ได้ สุดท้ายจึงคล้ายจะจำใจยอมรับคำอธิบายนั้นไป นางเอ่ยถามขึ้น “แล้ว... ขายกำละเท่าใดเล่า?”
หลินซีบอกราคาทันที “สิบอีแปะเ้าค่ะ”
“แพงขนาดนี้เชียว!” สตรีผู้กำลังจะซื้ออุทานเสียงสูง
แม่ค้าหน้าใสรีบกล่าว “แหม ฮูหยินเ้าขา ท่านลองคิดดูเอาเถิด ผักเหล่านี้เก็บมาจากเขาพยัคฆ์คำรามโน่นเลยนะเ้าคะ เพียงจะเดินทางเข้าไปก็ยากลำบากและเสี่ยงอันตรายมากแล้ว ไหนจะต้องขนลงมา จัดการทำความสะอาด แล้วต้องคัดแยกอย่างดีอีก กว่าจะได้มาแต่ละกำมันไม่ง่ายเลยจริง ๆ…
เอาอย่างนี้ไหมเ้าคะ ในเมื่อท่านยังไม่เคยลองชิม ก็ลองซื้อกลับไปชิมสักครึ่งกำก่อน ข้าจะแบ่งขายให้ ถือเสียว่าได้ลองของใหม่ จ่ายเท่านี้เพื่อแลกกับการลิ้มลองความแปลกใหม่ก็ย่อมไม่เสียหายอะไร…จริงหรือไม่เ้าคะ? หากกินแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็ไร แต่หากติดใจ พรุ่งนี้ข้าก็จะมาตั้งแผงขายอีก ท่านค่อยกลับมาซื้อเพิ่มก็ได้ ถึงตอนนั้นท่านก็จะรู้เองว่ามันคุ้มค่ากับราคาหรือไม่”
ได้ฟังวาจาหว่านล้อมพร้อมข้อเสนอเช่นนั้น สีหน้าลังเลของสตรีวัยกลางคนก็ค่อย ๆ คลาย “เช่นนั้นก็ได้ ข้าขอลองสักครึ่งกำก็แล้วกัน”
ว่าแล้วนางก็ก้มลงเลือกแล้วเลือกอีกอยู่นานสองนาน สุดท้ายจึงหยิบผักขมเตียนกำหนึ่งขึ้นมา ส่งเงินห้าอีแปะให้หลินซี
เมื่อเปิดการขายกับลูกค้ารายแรกสำเร็จแล้ว การค้าหลังจากนั้นก็เริ่มราบรื่นขึ้นมาก
ภายใต้การะโร้องขายพร้อมทั้งสาธยายสรรพคุณอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของหลินซี ก็มีลูกค้าอีกหลายคนทยอยเดินเข้ามา แม้จะไม่ต่างจากสตรีคนแรกที่กังขาว่าผักป่าหน้าตาแปลก ๆ เหล่านี้จะกินได้จริงหรือ แต่หลังได้ฟังคำอธิบายสรรพคุณคูณด้วยความยากลำบากในการแสวงหา บวกกับเงื่อนไขการหั่นราคา จากวาจาน่าเชื่อถือของแม่ค้าลิ้นทอง สุดท้ายพวกเขาก็ยอมควักเงินซื้อกลับไปลอง บ้างหนึ่ง บ้างครึ่งกำ
และอาจเป็เพราะเริ่มมีผู้คนมามุงดูหน้าแผงผักป่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ลูกค้าคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาพบเห็นพลอยคิดไปว่าผักป่าแผงนี้ต้องมีดีอะไรสักอย่างเป็แน่ จึงยิ่งมีคนสนใจแวะเวียนเข้ามาสอบถามมากขึ้น หลินซีก็ยิ่งสนุกกับการตอบคำถามและขายของมากขึ้นเรื่อย ๆ
ลูกค้าหลายคนแม้ฟังคำอธิบายแล้วก็ยังดูไม่เต็มใจจะซื้อเท่าใดนัก แต่พอถูกแม่ค้าช่างเจรจาเอ่ยชมเชยด้วยถ้อยคำหวานหูที่ไม่ซ้ำแบบแต่ก็ไม่เกินจริงเข้าหน่อย ก็พากันเคลิบเคลิ้มจนสุดท้ายเผลอใจอ่อนยอมซื้อติดไม้ติดมือกลับไปลองชิมอยู่ดี
‘ก็นะ ในโลกที่นางจากมามีศาสตร์ว่าด้วยเื่จิตวิทยาการค้ามากมายให้เรียนรู้ รวมไปถึงการดึงดูดใจผู้คนด้วย’
ท่านลุงท่านป้าที่นั่งขายผักอยู่ข้าง ๆ จากที่เคยส่ายหน้าระอา ก็เปลี่ยนมาเป็นิ่งอึ้ง ถึงกับมองตาค้างด้วยความตื่นตะลึง พวกเขาค้าขายในตลาดนี้มานานหลายปี ไม่เคยพบเคยเห็นแม่ค้าคนใดมีลูกล่อลูกชนในการขายของแพรวพราวได้เท่านังหนูแผงผักป่านี่มาก่อน!
เมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยง หลินซีที่นำผักป่ามาทั้งหมดสามสิบกำ บัดนี้ขายออกไปจนเหลือเพียงสองกำสุดท้ายเท่านั้น ได้เงินทองแดงมารวมทั้งสิ้นสองร้อยแปดสิบอีแปะ
แม่ค้าหน้าใหม่ค่อนข้างพอใจในผลลัพธ์สำหรับการค้าครั้งแรกของตน… ‘หวังว่าพรุ่งนี้จะขายดีอีก’
เมื่อเห็นว่าไม่มีลูกค้าเดินเข้ามาเพิ่มอีกแล้ว นางจึงเก็บข้าวของที่วางขายอยู่บนพื้นใส่ลงตะกร้า สะพายขึ้นหลัง แล้วเดินออกจากตลาดไป
นางเดินหาร้านขายอาหารริมทางใกล้ ๆ แถวนั้น ซื้อซาลาเปาไส้หมูสองลูกมารองท้อง เดินไปกินไป พลางมองหาป้ายโรงหมอในตัวอำเภอ
หลินซีระลึกได้จากความทรงจำของเ้าของร่างคนเดิมว่า ในตัวอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้มีโรงหมออยู่สองสำนัก สำนักแรกคือ—- ‘หุยชุนถัง’ มีชื่อเสียงเลื่องลือ ได้รับความไว้วางใจจากทั้งตระกูลเศรษฐีมั่งคั่ง และตระกูลผู้ดีมีหน้ามีตาหลายตระกูล ส่วนอีกที่คือ—- ‘โรงหมอตระกูลหลัว’ แม้จะดูเก่าซอมซ่อกว่าที่แรกมาก แต่เพราะเก็บค่ารักษาย่อมเยา จึงเป็ตัวเลือกอันดับแรกของบรรดาชาวบ้านร้านตลาดและครอบครัวผู้มีรายได้น้อยทั้งหลาย ที่สำคัญ ชื่อเสียงในด้านการรักษาก็นับว่าดีเยี่ยมไม่แพ้กัน
เพราะเป้าหมายหลักของหลินซีในตอนนี้คือการหาเงินให้ได้มากที่สุด ตัวเลือกแรกในใจของนางย่อมต้องเป็หุยชุนถังอย่างไม่ต้องสงสัย—-เป้าหมายที่จะเอาสมุนไพรไปขาย
อันที่จริง หากเป็ไปได้ นางก็อยากจะกลับไปทำอาชีพเดิมที่คุ้นเคย คือการเป็หมอเปิดโรงหมอรักษาผู้คน แต่หากยังไม่อาจหาทุนรอนมาปรับปรุงชีวิตความเป็อยู่ของตนเองและครอบครัวใหม่นี้ให้ดีขึ้นได้…ความฝันอื่น ๆ ก็ล้วนเป็เื่ห่างไกล
นางเดินมองหาป้ายโรงหมอไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ทันจะพบหุยชุนถัง นางกลับเดินผ่านมาถึงหน้าภัตตาคารใหญ่โตโอ่อ่าซึ่งมีป้ายชื่อแขวนเด่นหราว่า ‘เค่ออวิ๋นโหลว’ เสียก่อน
ยามนี้เป็่เวลาอาหารเที่ยงพอดี ภัตตาคารนี้จึงดูคึกคัก มีลูกค้าเข้าออกขวักไขว่ หลินซีพลันได้กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสนานาชนิดลอยออกมาจากด้านใน จนอดใจไม่ไหวต้องกลืนน้ำลายลงคอดัง *เอื๊อก*
‘ไม่ได้การ! ขากลับวันนี้ ต้องซื้อเนื้อหมูติดมือกลับบ้าน จะมามัวน้ำลายไหลกับอาหารที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด แต่…*ฟุดฟิด* ฮือ…อาหารของภัตตาคารหอมน่ากินเหลือเกิน ฮือ~ อยากกินใจจะขาดแล้ว!!!’
ขณะที่สตรีหิวโหยก้าวเดินช้า ๆ เพราะกำลังสูดความหอมพร้อมเถียงกับตนเองอยู่นั้น เสียงตวาดลั่นอย่างร้อนรนของคนผู้หนึ่งก็ดังแว่วมาจากบริเวณหน้าภัตตาคาร
“นี่มันเื่บัดซบอะไร?! ไม่ใช่ว่าตกลงนัดหมายกันดิบดีแล้วรึว่าจะส่งผักสดมาให้ทัน?! แล้วคนส่งของหายไปไหน! เหตุใดถึงยังไม่โผล่หัวมาอีก!”
หลินซีได้ฟังแล้วชะงัก เท้าที่กำลังก้าวหยุดกึก ราวกับมีบางอย่างดลใจ นางหันไปมองตามเสียง…
เห็นชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐาน ท่าทางคล้ายเป็เถ้าแก่ของร้าน กำลังยืนเท้าสะเอวต่อว่าลูกจ้างหนุ่มคนหนึ่งอยู่ตรงมุมบันไดด้านนอกประตูทางเข้า
เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก เอ่ยตอบเสียงสั่น “หนะ นั่น...นั่นข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ! ท่านลุงจ้าวขอรับ เมื่อวานข้าน้อยยืนยันเวลาส่งของกับเขาแล้วจริง ๆ นะขอรับ ถะ…แถมก่อนกลับยังอุตส่าห์กำชับซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งหลายหน”
“แล้วเหตุใด จนป่านนี้พวกมันถึงยังไม่มาส่งของอีกเล่า?! รู้หรือไม่ว่าตอนนี้แขกผู้สูงศักดิ์ในห้องอักษร์กำลังรออยู่ เขาเจาะจงมาั้แ่จองว่า้าลิ้มลองรายการผักสดจานนั้นให้ได้! ไม่รู้แล้ว! หากยังหาผักมาปรุงไม่ทันการณ์ ข้าจะถือว่าเื่นี้เป็ความผิดของเ้าทั้งหมด!”
เถ้าแก่จ้าวตวาดเสียงกร้าวด้วยความโมโห
ลูกจ้างหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดขาวราวไก่ต้ม ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดหวั่น
เถ้าแก่จ้าวยังคงด่าไม่หยุด “ยังจะมัวยืนบื้ออะไรอยู่อีก?! ยังไม่รีบออกไปตามหาคนส่งผักอีกหรือ!”
“ขอรับ ขอรับ!” ลูกจ้างหนุ่มลนลานรับคำแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
หลินซีลอบมองเถ้าแก่จ้าวที่กำลังยืนกุมขมับ ความคิดหนึ่งพลันสว่างวาบ นางจึงตัดสินใจก้าวเปลี่ยนทิศ มุ่งหน้าเข้าไปหาเถ้าแก่ผู้กำลังหัวเสียพร้อมรอยยิ้มการค้า “เถ้าแก่ ขออภัยที่เสียมารยาทเ้าค่ะ แต่ข้าได้ยินว่าภัตตาคารของท่านกำลัง้าผักสดอยู่ พอดีข้ามีผักป่าสด ๆ เขียวน่ากิน ท่านจะสนใจดูสักหน่อยไหมเ้าคะ?”
จ้าวเต๋อเฉวียนกำลังหงุดหงิดถึงที่สุด วันนี้ช่างเป็วันที่ย่ำแย่เสียจริง! เขาซวยซ้ำซวยซ้อนมาั้แ่เช้า อุตส่าห์มีแขกคนสำคัญระดับสูงมาเยือนถึงที่ แต่จานผักที่แขกระบุว่า้าลิ้มลองให้ได้ วัตถุดิบกลับขาดตลาดไปเสียอย่างนั้น! พ่อค้าผักเ้าประจำที่ให้เสี่ยวเอ้อร์ไปติดต่อไว้ั้แ่เย็นวานก็เบี้ยวนัด ไม่นำผักมาส่งตามที่สัญญาไว้เสียดื้อ ๆ
แม้รายการผักดังกล่าวจะไม่ใช่อาหารจานเด่นจานหลัก เป็ที่เชิดหน้าชูตาของภัตตาคาร แต่หากทำให้แขกระดับสูงไม่พอใจขึ้นมา เพียงแค่ลมปากเบา ๆ วาจาบ่นว่าไม่กี่คำจากคนระดับนั้น ก็อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชื่อเสียงของ ‘เค่ออวิ๋นโหลว’ ของพวกเขา กระทั่งถึงกับรับผลที่ตามมาไม่ไหวก็เป็ได้!
ขณะที่จ้าวเต๋อเฉวียนกำลังร้อนรุ่มกลุ้มใจ ก็พลันได้ยินเสียงหวานใสของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้น เขาเพียงเหลือบตามองอย่างขอไปที เห็นเป็เพียงหญิงชาวบ้านแต่งตัวมอซอที่ไม่คุ้นเคย จึงโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ “ไม่้า ๆ ไปให้พ้นเลยไป!”
ดูคล้ายเถ้าแก่จะไม่ได้ใส่ใจคำพูดของคนแปลกหน้าเลย
ทว่าแม่ค้ามืออาชีพมีหรือจะถือสาหรือแสดงท่าทีโกรธเคืองว่าที่ลูกค้า นางยังคงแย้มยิ้ม “แต่ผักของข้าเป็ผักสดชนิดพิเศษ รับรองว่าทั่วทั้งตัวอำเภอนี้ไม่มีขายที่ใดแน่ เถ้าแก่ไม่สนใจจะลองดูก่อนจริง ๆ หรือเ้าคะ?”
จ้าวเต๋อเฉวียนซึ่งกำลังจะหมุนตัวกลับเข้าไปด้านในเพื่อหาทางถ่วงเวลาแขกพิเศษ เมื่อได้ยินคำว่า ‘ทั่วทั้งอำเภอนี้ไม่มีขาย’ ก็ถึงกับหยุดชะงัก หันหลังกลับมามองหญิงแม่ค้าอีกครั้ง ตาหรี่แคบเต็มไปด้วยแววสงสัยใคร่รู้
“หืม? ผักแบบใดกันที่ทั่วทั้งอำเภอนี้ไม่มีขาย? แม่หนู ผู้ที่พูดจาโอ้อวดเกินไปอาจทำให้ผู้คนหมั่นไส้ แต่แม่ค้าที่กล่าวอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริงให้คนหลงซื้อ คือจอมโกหก เป็คนคดโกง ต้องรับโทษกับทางการ รู้หรือไม่?!”
หลินซีเพียงยิ้มรับคำคล้ายขู่อย่างไม่สะทกสะท้าน นางค่อย ๆ ปลดตะกร้าบนหลังลงวางกับพื้น แล้วผายมือเชื้อเชิญ “หากท่านไม่เชื่อ ลองดูให้เห็นกับตาสักหน่อย ดีไหมเ้าคะ?”
.
.
.