เขานั่งลงที่ม้านั่งหินใต้ต้นไม้แล้วเอ่ยปากถามขึ้นสีหน้าคล้ายว่ายิ้มแต่ไม่ใช่ "คนในครอบครัวของน้องเฟิงเสียชีวิตได้อย่างไร?"
จวินหวงไม่คาดคิดว่าฉีเฉินจะเอ่ยถามถึงเรื่องนี้ตอนแรกนางนึกว่าพวกเขาพบว่ามีคนลอบเข้ามาในจวนอ๋องเมื่อคืนนางได้คิดคำแก้ต่างไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว มาตอนนี้นางจึงไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรจึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ฉีเฉินเห็นท่าทางลังเลของจวินหวงก็แค่นเสียงคำรามอยู่ในใจ 'ฮึ! ที่แท้เขาก็มีเรื่องปิดบังข้าอยู่จริงๆ'
"พวกเขาตายในสงคราม..."
วันนั้นเมืองหลวงซีเชว่ถูกข้าศึกยึดครอง ทั่วทั้งเมืองราวกับแดนอสูรกลายเป็นสนามรบที่มีแต่การฆ่าฟัน แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแต่ทุกครั้งที่นางคิดถึงเรื่องนี้ก็ยังนึกพรั่นพรึงไม่หายรู้สึกปวดที่ขมับทุกคราไป
เมืองหลวงที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต เพียงชั่วข้ามคืนทั่วทุกหนแห่งกลับถูกอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
ฉีเฉินจ้องมองจวินหวง เขาเห็นความเจ็บปวดวูบไหวในดวงตาของนางแม้จะรู้สึกว่าตนเองไม่ควรจะถามต่อไปอีก แต่คนที่ขี้ระแวงมาแต่ไหนแต่ไรอย่างเขาจะไม่ถามจนรู้เรื่องชัดเจนได้อย่างไร เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามออกไป
"เป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ไม่ใช่ว่าคิดเหตุผลแบบนี้ออกมาเพื่อปฏิเสธหว่านเอ๋อร์หรืออย่างไร?"
ภายในสวนเงียบงัน จวินหวงเงยหน้าขึ้นทันทีนกน้อยที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ยังตระหนกจนกางปีกบินถลาหนีไปนางยกมุมปากขึ้นหัวเราะเหยียดหยันด้วยความเจ็บปวด"บิดามารดาคือผู้ให้กำเนิดจึงก่อเกิดมาเป็นครอบครัวไม่ว่าอย่างไรผู้น้อยก็ไม่มีทางนำเรื่องความเป็นความตายของบิดามารดามาเป็นข้ออ้างเพื่อหลบเลี่ยงเรื่องอื่นๆหรือว่าในพระทัยของฝ่าพระบาท เห็นผู้น้อยเป็นคนถ่อยไร้สามัญสำนึกเช่นนี้?"
คำถามของจวินหวงทำให้ฉีเฉินราวกับเป็นใบ้ ไม่รู้ควรจะตอบอย่างไรจริงๆชั่วขณะนั้นเขามองเห็นน้ำใสใจจริงของจวินหวง คำพูดที่กล่าวมาล้วนไม่มีคำลวงเขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง "เปิ่นหวางไม่ใช่ไม่เชื่อใจเจ้าเพียงแต่ฟังคำใส่ร้ายของผู้ไม่ประสงค์ดี หวังว่าเจ้าจะไม่เก็บเอามาใส่ใจ"
นางพยักหน้ารับ พอดีว่าในตอนนั้นมีคนมาแจ้งว่าหนานกู่เยว่ตื่นแล้วกำลังรอเขากลับไปรับประทานอาหารด้วย ฉีเฉินรู้สึกว่ากล่าวมากความไปก็ไร้ประโยชน์จึงหันไปหาจวินหวงแล้วยกมือขึ้นให้นางกลับไปก่อนหลังจากที่คารวะอำลาแล้วก็ถอยออกไปจากศาลา
ดวงตะวันทอแสงทาบลงมายังมวลไม้เขียวขจีที่หัวเราะเริงร่ากับบุปผาสีแดงจวินหวงเดินเข้าไปในอ้อมกอดของมวลบุปผชาติ ในลมหายใจที่สูดดมเข้าไปมีกลิ่นหอมอ่อนๆนางหลับตาลงก็รู้สึกราวกับว่าตนเองได้กลับไปอยู่ในอุทยานของวังหลวงซีเชว่ที่นั่นมีกลิ่นหอมสดชื่นอบอวลตลอดทั้งปี
ทันใดนั้นนางรู้สึกมึนเมาเล็กน้อย มึนเมาทั้งที่ไม่ได้ดื่มสุราเรือนผมดำขลับที่ยาวเคลียบ่าพลิ้วไปตามสายลม ดวงตาของนางงดงามบริสุทธิ์สดใสมองจากไกลๆ ดูคล้ายเทพเซียนที่หนีลงมาจุติในโลกมนุษย์และพร้อมจะจากไปเมื่อไรก็ได้
แต่ทว่าในหัวใจของนางกลับมิได้ไร้กังวลไร้ความกลัดกลุ้มเช่นดังเทพเซียนความขื่นขมของนางเกินกว่าคณานับหากจะให้นางยิ้มแย้มหัวเราะก็คงได้เพียงยิ้มแบบระทมทุกข์ยิ่งถูกฉีเฉินระแวงครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดหย่อนนางก็ยิ่งเหนื่อยใจ
นางถอนใจเงียบๆ คิดว่าต่อไปต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ นางรู้ดีว่าถ้าเดินพลาดไปแม้เพียงก้าวเดียวก็อาจไม่เหลือแม้แต่ชีวิตต้องจ่อมจมวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏตลอดกาล
เมื่อกลับไปถึงเรือนข้าง จวินหวงไม่มีความรู้สึกอยากอาหารสักนิดนางให้บ่าวทุกคนออกไป ตนเองก็นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว จู่ๆก็นึกถึงหนานสวินที่พบกันเมื่อคืน อาภรณ์สีอ่อนแบบนั้นทำให้เขาดูอ่อนโยนยิ่งนักใบหน้าแข็งกร้าวราวกับรูปสลักก็ดูอบอุ่นภายใต้แสงเทียน มิได้เย็นชาขนาดนั้นอีก
ฉับพลันก็นึกถึงสาเหตุที่หนานสวินมาเยือนกะทันหันเมื่อคืนทุกคำทุกประโยคล้วนกล่าวถึงหว่านเอ๋อร์ ในใจก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที นางย่อมรู้ว่าองค์ชายองค์หญิงเหล่านี้ล้วนดีแต่เปลือกนอกนอกจากนี้หนานสวินก็เป็นเพียงอ๋องที่มิใช่เชื้อพระวงศ์เขาเป็นผู้กุมกำลังทหารย่อมทำให้คนหวาดระแวงแต่นางคิดไม่ออกว่าเพราะเหตุใดหว่านเอ๋อร์ถึงสนิทสนมกับหนานสวินใช่ว่านางจะไม่รู้ว่าฉีเฉินพี่ชายของนางหวาดระแวงหนานสวินอยู่
ข้อสงสัยนี้นางพยายามขบคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกในที่สุดก็ตัดสินใจไปถามหนานสวินให้รู้แจ้งไปเลยขณะที่กำลังจะออกไปก็ถูกคนกักไว้ที่หน้าประตูเรือนข้าง
จวินหวงไม่พอใจอย่างมาก นางรู้สึกว่าคนในจวนอ๋องยิ่งน่าโมโหมากขึ้นทุกวันตอนนี้นางจึงตีสีหน้าบูดบึ้งใส่คนเหล่านั้น
เหล่าคนรับใช้ที่มาต่างรู้ว่าการกระทำของตนเองค่อนข้างอุกอาจแต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะฉีเฉินเป็นผู้สั่งการพวกเขามาในสายตาของพวกเขาจวินหวงก็เป็นเพียงแขกเล็กๆ ในจวนคนหนึ่งเท่านั้นแม้ว่าจะมีความสามารถวางแผนกลยุทธ์ให้กับฉีเฉินแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะความเป็นแขกไปได้
ใช่ว่าจวินหวงจะไม่รู้ความคิดของพวกเขาพวกขี้ข้าสอพลอนายแบบนี้นางเจอมาเยอะจึงเอ่ยถามเสียงด้านชา"นี่พวกเจ้าจะทำอะไร?"
ผู้เป็นหัวหน้าเห็นได้ชัดว่าอ่านสีหน้าคนออก เขาหัวเราะออกมาสีหน้ายิ้มแย้ม"คุณชายอย่าเพิ่งโมโหไปพวกเราเพียงแค่ทำตามคำสั่งของเบื้องบนให้มาบอกกล่าวกับคุณชายเท่านั้นเมื่อครู่ไท่จื่อทรงรับสั่งว่าองค์หญิงหว่านเอ๋อร์จะเสด็จไปแก้บนที่วัดแต่ไท่จื่อทรงติดภารกิจไม่สามารถเสด็จไปด้วยได้จึงทรงรับสั่งให้คุณชายไปกับองค์หญิงแทนขอรับ"
จวินหวงตะลึงไปเล็กน้อย นางนึกว่านางพูดไปอย่างชัดเจนแล้วไม่คิดว่าฉีเฉินยังจะสร้างโอกาสให้นางกับหว่านเอ๋อร์ได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังอีกแต่นางก็ไม่มีทางปฏิเสธได้ จึงได้แต่พยักหน้ารับและบอกว่าอีกสักครู่ตนเองจะตามไป
สุดท้ายก่อนที่คนผู้นั้นจะไป ยังกล่าวเสริมอีก "ไท่จื่อยังบอกอีกว่าให้คุณชายพูดกับองค์หญิงหว่านเอ๋อร์ให้ชัดเจนทางที่ดีคุณชายควรโน้มน้าวให้องค์หญิงหว่านเอ๋อร์ตัดใจจากคุณชายเองจะดีที่สุด"พูดจบก็เดินอาดๆ ออกไป ปล่อยให้จวินหวงตะลึงค้างแน่นิ่งอยู่กับที่
หว่านเอ๋อร์ไม่รู้ว่าคนที่จะไปวัดกับตนเองคือจวินหวงดังนั้นนางจึงนั่งกระดิกเท้าเซ็งๆ อยู่บนรถม้ามุ่ยปากยื่นออกมาคิดถึงจวินหวงอยู่ในใจตอนที่จวินหวงปรากฏตัวขึ้นในรูปลักษณ์ของสุภาพบุรุษผู้สงบเสงี่ยมดวงตาของนางก็เป็นประกายเจิดจ้า หัวใจเต้นแรงเขินอายจนหน้าแดงพูดจาแทบไม่ออกมาเป็นคำ นางกระโดดลงมาจากรถม้าเหล่าขันทีและนางกำนัลที่อยู่ด้านข้างตกใจแทบสิ้นสติ กลัวว่าองค์หญิงที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุดจะหกล้มและหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ หัวของพวกเขาคงต้องหลุดออกจากบ่าเป็นแน่
หว่านเอ๋อร์ปัดฝุ่นออกจากร่างกายของตนเอง กระทืบเท้าให้คนรับใช้ที่เกะกะเหล่านั้นถอยออกไป"นี่! พวกเจ้าไสหัวไปอยู่ข้างหลังให้หมดอย่ามาอยู่ตรงนี้ให้เกะกะขวางตาข้า"
ในเวลานั้นจวินหวงก็เดินมาถึงหน้านางพอดีความเรียบง่ายบนอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาวที่สวมอยู่บนร่างกายของนางแม้ดอกไม้ใบหญ้ายังต้องหลีกทางให้นางค้อมกายคารวะและกล่าวทักทายกับหว่านเอ๋อร์ รอยยิ้มอ่อนๆที่ดูสุภาพแต่ห่างเหินระบายอยู่บนใบหน้า
"ผู้น้อยรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบกับองค์หญิงอีกครั้งนับเป็นวาสนาที่สั่งสมมาสามชาติภพโดยแท้"
หว่านเอ๋อร์เห็นเฟิงไป๋อวี้แสดงท่าทางสุภาพนอบน้อมก็รู้เจ็บแปลบที่หัวใจนางรู้สึกว่าเขาแสดงมารยาทตามธรรมเนียมต่อนางทุกครั้งในขณะที่นางยอมละทิ้งธรรมเนียมมารยาททั้งหมดเพื่อเขาในเวลานี้เขายืนอยู่ต่อหน้านางเขาบอกว่าการได้พบนางถือเป็นวาสนาที่สั่งสมมาสามชาติภพแต่กลับดูเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างกั้นขวางให้เขากับนางอยู่ห่างกันไกลแสนไกลต่อให้ตลอดชีวิตก็ไม่อาจสัมผัสเขาได้
แต่คนเราก็มักจะเป็นเช่นนี้ ของอะไรที่เอามาไม่ได้ก็ยิ่งอยากได้ตลอดชีวิตของหว่านเอ๋อร์ต้องการสิ่งใดล้วนแต่ต้องได้มีเพียงเฟิงไป๋อวี้คนเดียวเท่านั้นที่นางครอบครองเขาไม่ได้ นางไม่ยอมนางขอสาบานด้วยชีวิตว่าอย่างไรก็จะต้องแต่งงานกับเฟิงไป๋อวี้และอยู่ด้วยกันตราบจนแก่เฒ่าผมขาวไปด้วยกันให้ได้
จวินหวงขมวดคิ้วเครียด เห็นหว่านเอ๋อร์จ้องนางไม่วางตาแววตาเปิดเผยตรงไปตรงมาเยี่ยงนั้น ทำให้นางรู้สึกหวั่นใจไม่น้อยโชคดีในเวลานั้นมีขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาพูดกับหว่านเอ๋อร์ "องค์หญิงพวกเราออกเดินทางกันเร็วหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ นี่ก็สายมากแล้วหากไปล่าช้า ตอนเย็นกลับมาไม่ได้จะยิ่งเป็นการสร้างความยุ่งยากให้คุณชายท่านนี้นะพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีผู้นี้เป็นคนช่างสังเกตอ่านสายตาคนเป็นเพียงเห็นสายตาที่หว่านเอ๋อร์มองเฟิงไป๋อวี้ก็รู้ว่านางชอบเขา เพียงแต่… บุปผามีใจแต่สายน้ำไร้รักเท่านั้น
ตอนแรกหว่างเอ๋อร์คิดจะต่อว่าขันทีผู้นั้นแต่พอมาคิดอีกทีก็รู้สึกว่าคำพูดของเขาก็มีเหตุผล จึงไม่ได้ต่อว่าอะไรนางชี้ไปที่รถม้าและพูดกับจวินหวง "คุณชายขึ้นรถม้าไปกับข้าเถอะถนนสายนี้เส้นทางขรุขระ..."
"ไม่จำเป็นหรอกพ่ะย่ะค่ะ ผู้น้อยขี่ม้ามาเอง"จวินหวงกล่าวปฏิเสธเรียบๆ แล้วก็หมุนกายเดินไปยังสถานที่ที่ตนเองผูกม้าไว้หลังจากแก้เชือกแล้วก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้า แล้วมองมาที่หว่านเอ๋อร์จากที่ไกลๆรอจนกระทั่งพวกเขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยจึงออกเดินทาง
ในระหว่างการเดินทาง จวินหวงไม่ต้องการใกล้ชิดกับหว่านเอ๋อร์มากนักเขาจึงขี่ม้าขึ้นไปอยู่หน้าสุดของหัวขบวนหว่านเอ๋อร์เกาะขอบหน้าต่างของรถม้ามองเงาหลังของเขานางไม่คิดว่าในโลกนี้จะมีบุรุษที่เย็นชาไร้หัวใจแต่กลับมีผลต่อหัวใจของผู้อื่นทำให้นางคะนึงหาเจียนคลั่งเช่นนี้
ตลอดทางทั้งสองคนไม่ได้คุยกัน จนกระทั่งถึงวัดมีคนจูงม้าที่เทียมรถและม้าที่จวินหวงขี่มาไปให้อาหารที่ด้านหลัง จึงเหลือเพียงจวินหวงและหว่านเอ๋อร์หว่านเอ๋อร์กางแขนออกขวางหน้าจวินหวงเอาไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองจวินหวง
จวินหวงถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อให้มีระยะห่างกับหว่านเอ๋อร์สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เพียงแค่มองนางอย่างเรียบเฉยและรอให้นางเป็นคนเริ่มสนทนาก่อน
ท่าทางที่นางแสดงออกมาทำให้หว่านเอ๋อร์รู้สึกปวดใจแต่ก็ยังคงพยายามยิ้มแย้มนางขบริมฝีปาก ก่อนพูดกับจวินหวง"ข้าได้ยินคำตอบสุดท้ายของคุณชายจากปากของพี่รองแล้วคุณชายมีใจจะเข้าเป็นขุนนางเป็นเรื่องที่ดี หว่านเอ๋อร์ไม่คัดค้านเลยซ้ำยังเต็มใจจะช่วยคุณชายให้ได้ตำแหน่งขุนนาง..."
"องค์หญิงไม่ทรงคิดบ้างหรือว่าหากผู้น้อยต้องการเป็นขุนนางยิ่งไม่สามารถรับความเมตตาจากองค์หญิงได้?" จวินหวงไม่รอให้หว่านเอ๋อร์พูดจบ ก็ย้อนถามขึ้นเสียงแข็ง
คำพูดของจวินหวงทำให้หว่านเอ๋อร์ตกตะลึง เป็นใบ้ไปชั่วขณะจนเมื่อรู้ตัวได้สติกลับมาก็ก้มหน้ามองพื้นอย่างเขินอาย
"หว่านเอ๋อร์ยินดีจะรอให้คุณชายประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงก่อนหลังจากนั้นค่อยมาแต่งงานกับหว่านเอ๋อร์ ขอเพียงแค่คุณชายไม่รังเกียจหว่านเอ๋อร์ยินดีจะรอ"
แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความรักลึกซึ้ง ระมัดระวังคำพูดเป็นอย่างมาก ลดตัวลงมาจนจวินหวงไม่รู้จะกล่าวอย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วของหว่านเอ๋อร์ จวินหวงก็รู้สึกจนใจ
"ไยองค์หญิงจึงต้องทรมานตนเองเช่นนี้ยิ่งไปกว่านั้นผู้น้อยยังต้องไว้ทุกข์แสดงความกตัญญูต่อบุพการีภายในสามปีนี้ไม่สามารถแต่งงานกับองค์หญิงได้แน่ เหตุใดองค์หญิงจึงไม่ตัดใจเสียแล้วไปหาคู่หมายที่เหมาะสมเล่า? ผู้น้อยมิได้คู่ควรกับองค์หญิงเลยขอองค์หญิง..."
ไม่รอให้จวินหวงพูดจบหว่านเอ๋อร์ก็ละทิ้งความรักนวลสงวนตัวและเกียรติอันภาคภูมิใจของตนเองไปเสียสิ้นแล้วถลันตัวเข้าไปกอดจวินหวงไว้
หว่านเอ๋อร์ซบลงในอ้อมแขนของจวินหวง สูดกลิ่นหอมอ่อนๆที่ออกมาจากตัวของนาง แล้วค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากหางตาหยดลงบนหลังมือที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนของจวินหวง น้ำตาหยดนี้ร้อนลวกมือเหลือเกินราวกับว่าเจ็บปวดไปถึงหัวใจ
หว่านเอ๋อร์เตี้ยกว่าจวินหวงเพียงเล็กน้อยจึงสามารถซบลงบนไหล่ของจวินหวงได้พอดี ตัวของนางสั่นสะท้านแต่นางไม่อาจหยุดอาการสั่นไหวของตนเองในอ้อมแขนของจวินหวงได้
นี่ถือเป็นการลบหลู่เกียรติยศของหว่านเอ๋อร์อย่างยิ่งใหญ่จวินหวงกลัวว่าหากมีผู้ไม่หวังดีมาเห็น แล้วนำความไปบอกกับฉีเฉินหากเขาจะใช้เหตุผลนี้มาบังคับให้นางแต่งงานกับหว่านเอ๋อร์นางก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรเช่นกัน จึงยื่นมือออกไปหมายจะผลักหว่านเอ๋อร์ออกไป
"คุณชาย ขออีกสักครู่ ให้ข้ากอดท่านอีกสักครู่เถิด"นางพูดอย่างระมัดระวัง ไม่เหลือเค้าขององค์หญิงหว่านเอ๋อร์ผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นอยู่เลยราวกับว่านางเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่ลุ่มหลงในความรักอย่างบ้าคลั่งคนหนึ่งชวนให้คนรู้สึกปวดร้าวใจยิ่งนัก
"ท่านอย่าปฏิเสธข้าเลย ข้าจะคอยท่านข้าจะคอยจนกว่าท่านจะมาแต่งกับข้าในภายหน้า"