เช้าวันถัดมาที่โรงเรียน
“นี่จ้ะ!!” แองจี้ยื่นบางสิ่งมาให้
เป็ของที่ขอให้เธอช่วยเตรียมมาให้เมื่อวาน
ซึ่งก็คือกระดาษเปล่า 3 แผ่น
ผมรับมาแล้วถาม
“ได้พรมน้ำหอม‘เออร์เนสหมายเลข 5’ ตามที่ขอแล้วใช่มั้ย”
“ใช่จ้ะ”
ผมดมกระดาษพิสูจน์
“จะเอาไปทำอะไรเหรอ”
“วาดรูป...แค่นั้นแหละ”
“แต่ทำไมถึงต้องพรมน้ำหอมด้วย?”
“ไม่มีอะไรหรอกแค่จะเล่นกับ ‘กล่องของสกินเนอร์’ เท่านั้น อยากจะลองใส่บางอย่างเข้าไปแล้วดูว่าอะไรจะออกมา”
“หือ?...กล่องสกิน?”
ผมยิ้มให้กับท่าทางสงสัยของแองจี้
แต่ก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนชุดเธอ
ผมจึงถามเธอออกไป
“แองจี้เธอเลี้ยงหมาด้วยเหรอ”
“เอ๋!? ทำไมถึงรู้ได้”
[ภาพหมาสองตัวลอยเข้ามาในหัวพันธุ์ซามอยสีขาว กับ เซนต์เบอร์นาร์ดสีน้ำตาล กำลังพุ่งมาเลียแก้มของเธอ]
ผมเอื้อมมือไปหยิบขนสีน้ำตาลเข้มกับสีขาวบนไหล่ข้างลำคอของเธอ
“จากขนของหมาพวกนี้ไง”
“เอ๋? โกหกน่า รู้ได้เลยเหรอว่าเป็ขนสุนัข”
“ก็ดูจากขนาดขนความละเอียดของขน ตำแหน่งของขนที่อยู่ข้างลำคอ คงเป็หมาพันธุ์ตัวใหญ่ ถ้าอิงจากสารานุกรมภาพสัตว์โลกของพ่อและจากภูมิประเทศของเมืองที่เป็แถบหนาว น่าจะเป็ เซนต์เบอร์นาร์ด กับ ซามอยล่ะมั้ง”
“ถูกเผงเลย!! อย่างกับมีตาทิพย์งั้นแหละ”
“แค่การสันนิษฐานจากการสังเกตเอง[อันที่จริงก็อ่านใจมานั่นแหละ] แต่ว่าตาทิพย์เหรอ...มันเป็พลังแบบไหนเหรอแองจี้”
“ก็พลังที่ทำให้เห็นความคิดของผู้คนได้ไม่ใช่แค่นั้นนะ ยังมองเห็นชีวิตในอดีตของคนๆนั้นอีก รวมถึงความลับของคนผู้นั้นและบางทีก็มองเห็นอนาคตด้วย ว่าง่ายๆคือ รู้ในเื่ที่ไม่ควรรู้...คุณยายเคยเล่าให้ฟังน่ะ”ผมสังเกตเห็นว่า พอพูดถึงคุณยาย เธอจะมีสีหน้าเศร้าเล็กน้อย บางทีคงไม่อยู่แล้ว...
แต่ว่า...ตาทิพย์เหรอ...มองเห็นอดีตของผู้คนมันก็เป็ทักษะที่เราทำได้อยู่แล้ว ถ้าสังเกตบนตัวผู้คนให้ดีก็จะมีเื่ราวออกมาเสมอ เพราะอดีตหล่อหลอมคนเราให้มีตัวตนในปัจจุบันมันจึงมักทิ้งเื่ราวเอาไว้เสมอโดยที่เราไม่อาจสังเกต
ในอดีตชาติเราก็สามารถรู้ถึงอดีตของคนที่พบได้ว่าเขาดำเนินชีวิตมาแบบไหน ลำบาก สุขสบาย มีพ่อแม่แบบไหน รักใคร่ หย่าร้าง ทารุณทอดทิ้ง หรือแม้แต่ในปัจจุบันของเค้าก็บอกได้ว่าเค้าทำอาชีพอะไร สถานะโสดหรือเปล่าจากการแต่งกาย น้ำหอม เครื่องประดับ ลักษณะของมือ ยังมีอีกหลายอย่าง...เอาเป็ว่าผมสังหรณ์ใจว่า ผมสามารถพัฒนา ‘มาสเตอร์มายด์’ของผมให้มีความสามารถ ‘มองเห็นชีวิตในอดีต’ขึ้นมาได้ เหมือนกับที่การอ่านใจของผมมองเห็นภาพได้แล้วไม่แน่ผมอาจมองเห็นภาพทั้งชีวิตผู้คนขึ้นมาในพริบตาทั้งๆที่เพิ่งพบหน้ากับคนนั้นก็ได้...น่าสนใจจริงๆ
“แต่เมื่อวานผมไม่เห็นหมาของเธอเลยนี่”ปกติหมาต้องออกมารับเ้านายนี่นา
“คุณพ่อเพิ่งพากลับมาจากคลีนิคน่ะ”
“งั้นหรอกเหรอ”
ผมขอบคุณเธอแล้วแยกย้ายกับเธอ
เพราะเวลาตอนนี้กำลังจะเริ่มคาบแรกคาบวิชาพื้นฐาน
คาบที่ผมไม่ต้องไปเข้าเรียนร่วมกับเด็กคนอื่นๆ...แต่ดูเหมือนครูใหญ่อดัมจะกังวลกับเื่นี้
ครูใหญ่เค้ามาพูดว่าผมควรไปนั่งเรียนกับเด็กคนอื่นซักหน่อยเพราะกังวลว่าเด็กคนอื่นๆอาจอิจฉาไม่พอใจ เกรงว่าอาจมีผมกระทบกับผมคงกังวลเื่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูงของผมสินะ...และผมสามารถจัดการได้อยู่แล้ว
ผมเลยบอกไปว่าไม่ต้องห่วง ผมรับมือได้ และครูใหญ่ก็ดูจะสงบลงราวกับไว้ใจในตัวผม...สะดวกดีจริง ‘อดาจิโอ’ นี่
ผมกลับมานั่งที่มุมเดิม
นั่งพิงต้นไม้ต้นเดิม...ต้นสนซีดาร์ที่ให้กลิ่นไอของเปลือกสนลอยออกมา ชวนให้ใจสงบ
ผมหยิบกระติกน้ำร้อนกับห่อคุกกี้ที่ขอให้เฟรอร์เตรียมให้ออกมาจากเป้พาดสะพายเทน้ำชาร้อนๆลงฝาแล้วจิบดื่ม... “ฮ่า...” พ่นลมหายใจ ตามด้วยหยิบคุกกี้เข้าปากคุกกี้ช็อคโกแลตผสมอัลมอนด์ ความหวานของขนมผสมกับรสและกลิ่นของชาเอิร์ลเกรย์ช่างผสมผสานกันได้ดีจริงๆ
“โอ้!!” ผมทอดสายตามองไปที่ริมอ่าวแล้วก็ใกับบางอย่างที่เห็น สิ่งนั้นคือหมี หมีตัวใหญ่สีน้ำตาลคาดว่าน่าจะหมีกริซลี่
ตอนนี้เป็ฤดูใบไม้ผลิอากาศอบอุ่น หมีก็ออกมาจากจำศีลพอดี
หมีตัวนั้นกำลังเดินไปที่ริมอ่าวไปยืนบนโขดหินก้อนหนึ่ง แล้วเริ่มตะกุยน้ำจับปลาเป็อาหาร
หมีเองก็กำลังทานอาหารยามเช้าเหมือนกัน
ในขณะที่เ้าหมีกำลังกินปลาอย่างมูมมามอยู่นั้น...
ก็มีไวเวิร์นบินมาขย้ำเ้าหมีตัวใหญ่
หมีกริซลี่กลายเป็อาหารอันโอชะของัทมิฬ(ไม่รู้ว่าตัวเดิมหรือเปล่า)
โชคร้ายสำหรับหมี...แต่โชคดีสำหรับั
“ปลาใหญ่กินปลาเล็กนี่นะ”
ผมจ้องมองสารคดีสัตว์โลกแฝงปรัชญาที่เห็นอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับป้อนคุกกี้เข้าปาก ตามด้วยจิบชาพลางๆ
“ฮ่า...”เอาล่ะ วันนี้พิเศษหน่อยที่มีกิจกรรมให้เราทำเพิ่ม
นั่นคือการวาดรูปด้วยกระดาษที่แองจี้เตรียมมา
อันที่จริงผมปิดบังเอาไว้กับทุกคนรอบตัว...ว่าผมสเก็ตช์ภาพได้เก่งกว่าวัยมาก
เพราะอยู่บ้านไม่มีอะไรทำเลยจึงจับดินสอฝึกสเก็ตช์ภาพอิงจากความทรงจำไปเรื่อย มือซ้ายบ้าง มือขวาบ้าง ตอนนี้มือขวายังไม่เข้าที่ต้องรออีกหน่อยแต่ภาพวันนี้ไม่ได้วาดเล่นๆ ค่อนข้างจริงจังหน่อย...ถึงจะวาดเอาสนุกก็เถอะ คาดว่า3 แผ่นน่าจะเสร็จไม่เกินตอนเย็น ถ้ามีเวลาเหมือนทุกวัน...
...ในระหว่างที่ผมกำลังจมดิ่งลงไปในผืนน้ำแห่งสมาธิอยู่นั้น
“พอกันที!! ไม่ทนแล้ว!!”
ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลังเป็เสียงของแชซ เด็กชายร่างโย่ง ทาเลนท์ ‘มีดอากาศ’นั่นเอง
ผมเหลือบไปมองด้านหลังที่มาของเสียง เห็นภาพแชซเดินฟืดฟาดโมโหออกมาทางประตูหันมามองหน้าผมอยู่แวบหนึ่งแล้วก็เดินต่อไปเลียบด้านข้างของอาคารหายไปจากสายตาของผม
“เดี๋ยวสิ!! แชซ!!”ครูใหญ่รีบเดินออกมาร้องเรียกแชซ ครูเพตราตามออกมาอีกคน แล้วบอกว่าจะไปตามให้เองจากนั้นก็วิ่งไปทิศทางเดียวกับแชซ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”ผมถามครูใหญ่ที่ยืนทำหน้าผากย่น มุมปากตก ใบหน้ากังวล พร้อมกับยกมือลูบตาตนเองอยู่
“...แชซเค้าไม่พอใจเื่เธอน่ะสิที่ได้ออกมานั่งเล่นอยู่คนเดียว” ครูใหญ่ตอบและเดินเข้ามาหา
“ก็เลยโวยวายใส่ครูใหญ่แล้วก็เดินฉุนเฉียวออกไปสินะครับ”
“เฮ้อ...ครูไม่น่าอนุญาตเธอเลยกะแล้วว่าต้องทำให้เด็กคนอื่นไม่ชอบใจแน่...เป็ความผิดครูเอง”
“ไม่หรอกครับมันไม่ใช่ทั้งความผิดครู หรือแม้แต่ความผิดผมเลย”
“หือ!?”
“เริ่มจากคนที่เหมือนเป็ต้นเหตุอย่างผมถ้าผมผิดจริงแล้วแชซโทษผมทำไมเ้าตัวไม่เดินมาโวยวายหรือหาเื่ใส่ผมทันทีที่เดินออกมาจากอาคารล่ะ?”
“เอ...”
“เด็กก้าวร้าวอย่างเค้าต้องอยากระบายใส่ผมแน่ถ้าโทษผมจริงแต่ก็ไม่ทำ เค้าแค่เดินออกมา ชำเลืองมองผมแวบหนึ่ง แล้วก็เดินหนีไป”
“แต่...เด็กก้าวร้าวเลยเหรอ”
“ครูใหญ่ไม่สังเกตเหรอครับเวลาแชซมองบรรดาครูผู้ชายหรือผู้ใหญ่เพศชายในโรงเรียนนี้ทุกคนน่ะ”
“ทำไมเหรอ”
“เวลามองคิ้วจะขมวด กรามจะขบแน่น จะทำสีหน้าแบบนี้ออกมาทุกครั้ง แม้จะพริบตาเดียวก็ตาม...สีหน้านี้เป็ใบหน้าที่แสดงความเป็ศัตรูครับ”
“เอ๋!? ศัตรูเลยเหรอ ทำไมล่ะ”
“และนั่นคือเหตุผมที่มันไม่ใช่ความผิดของครูครับ ใจจริงเ้าตัวไม่ได้โทษครูหรือโทษผมหรอกก็แค่หาข้ออ้างอยากโมโหใส่ครู อยากก้าวร้าวใส่ก็เท่านั้นเอง”
“เพราะอะไรล่ะ?”
“หึหึ...”ผมหัวเราะเบาๆในลำคอ
“นั่นสิเพราะอะไรนะ...คงมีเื่อัดอั้นอยากระบายล่ะมั้ง เลยมาลงที่ครูใหญ่แทน”
“เื่อัดอั้นเื่อะไร?”
“เื่นั้น...”ผมชะโงกมองไปด้านหลังครูใหญ่ ครูใหญ่มองตาม แชซถูกครูเพตราจูงมือกลับมา
“เมื่อเ้าตัวพร้อมก็คงจะเล่าให้ฟังเองครับ”
ผมหวนนึกถึงเมื่อวานตอนเย็น่ที่กำลังแยกย้ายกับพวกเบนโน แชซทำสีหน้ากังวลออกมา และภายในหัวก็นึกภาพๆหนึ่งเป็ภาพของ พ่อที่ไว้หนวดเครา ทำหน้าตาถมึงทึงน่ากลัวใส่กำลังจับตัวเองมัดติดกับเก้าอี้อยู่