ท้องพระโรง วังหลวง แคว้นต้าเฉวียน
“บังอาจยิ่งนัก!! ต่อหน้าพระพักตร์ เหตุใดเ้าจึงไม่ยอมตอบคำถามข้า?" เสนาบดีเฒ่าชี้นิ้วเหี่ยวๆ ของตนไปที่ลู่เฟยเหยียนอย่างเอาเื่
เสียงถอนหายใจและสายตาเหยียดหยามจากเหล่าขุนนางนับร้อยคู่ พุ่งเป้าไปที่ร่างของลู่เฟยเหยียน บัณฑิตกำพร้าผู้ไร้หัวนอนปลายเท้า ผู้ซึ่งกำลังคุกเข่าหมอบนิ่งอยู่กับพื้นไม่ไหวติง
'เวรละ! นี่ฉันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในยุคจีนโบราณงั้นเหรอ?!' ลู่เฟยเหยียนในร่างใหม่ก่นด่าในใจ ขณะที่ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมกำลังไหลบ่าเข้ามาไม่หยุด
ย้อนกลับไปในการสอบจอหงวนครั้งใหญ่ ทั้งบทความวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และคำตอบทุกข้อของลู่เฟยเหยียน และ เว่ยอวี่ซวน บุตรชายของเว่ยสิงเสนาบดีฝ่ายซ้าย มีข้อความเหมือนกันแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว!
แคว้นต้าเฉวียนไม่เคยมีเื่อัปยศเช่นนี้มาก่อน! มีคนหนึ่งลอก และอีกคนคืออัจฉริยะ ซึ่งผู้คุมสอบได้ตัดสินไปแล้วว่า เว่ยอวี่ซวนคือจอหงวนตัวจริง ส่วนไอ้เด็กกำพร้าสันดานหยาบลู่เฟยเหยียน ก็คือคนลอกข้อสอบที่ต้องโทษจำคุก!
นักโทษลู่เฟยเซียน ถูกกลั่นแกล้งรังแกและถูกทรมานสารพัดมาตลอดหกเดือนในคุกหลวง จนกระทั่งใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายพาตัวเองมาเข้ารับการสอบสวนใหม่ในท้องพระโรง แต่โชคร้ายที่เขาหมดลมหายใจไปก่อนที่จะมีการสอบสวนใหม่ แล้วลู่เฟยเหยียน ชายหนุ่มขี้โรคชื่อแซ่เดียวกันจากยุคปัจจุบันที่เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนก็ทะลุมิติเข้ามาในร่างนี้เข้าพอดี!
ลู่เฟยเหยียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
ต่อให้มีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ครบถ้วน แต่ในสถานที่แปลกใหม่ แถมตัวเขายังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยังคาดเดาไม่ได้ จะไม่ให้หัวใจดวงน้อยๆ ของตนอดสั่นไหวไม่ได้อย่างไรกัน!
เื่ของเื่ก็คือ หลังจากคว้าตำแหน่งจอหงวนมาได้ เว่ยอวี่ซวนก็ได้รับแต่งตั้งเป็ซิวจื๋อประจำสำนักฉงเหวิน ซึ่งเป็ตำแหน่งอันทรงเกียรติที่เป็ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับผู้ได้อันดับหนึ่ง
เขามีหน้าที่สำคัญในการเรียบเรียงประวัติศาสตร์ศาสตร์ ร่างราชโองการเบื้องต้น และบันทึกพงศาวดารแผ่นดิน ทว่าตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ผลงานของเว่ยอวี่ชวนกลับหลอกลวงสายตาคนไม่ได้เลย!
ร่างราชโองการที่เขาเขียนเต็มไปด้วยคำกลวงๆ สละสลวยแต่ไร้ความเฉียบแหลม บันทึกพงศาวดารก็ผิดพลาดจนขุนนางาุโในสำนักฉงเหวินพากันส่ายหน้า แม้แต่ตัวอักษรง่าย ๆ บางตัวจอหงวนคนใหม่ก็ยังเขียนผิด!
กระแสข่าวลือหนาหูแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ว่าบางทีจอหงวนตัวจริงอาจจะเป็ลู่เฟยเหยียนที่ถูกขังลืมอยู่ในคุก ส่วนคนบนเก้าอี้ซิวจื๋อตอนนี้เป็แค่ไอ้ทึ่มที่ลอกข้อสอบมา!
“คำพูดเ่าั้ก็แค่คำนินทาเพราะความอิจฉาพ่ะย่ะค่ะ! ในเมื่อคำตอบเหมือนกัน ย่อมไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าใครลอกใคร แต่บัณฑิตเว่ยมาจากตระกูลผู้มีฐานะ มีอาจารย์เป็ผู้สั่งสอนชัดแจ้ง ส่วนลู่เฟยเหยียนเป็แค่เด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้า จะเอาปัญญาที่ไหนมาเขียนบทความชั้นยอดนั้นได้ด้วยตัวเอง?” ขุนนางฝ่ายสนับสนุนตระกูลเว่ยรีบก้าวออกมาแก้ต่าง
“ที่เว่ยซิวจื๋อทำงานพลาดบ่อยๆ เป็เพราะงานในสำนักฉงเหวินมันหนักหนานัก ขนาดบัณฑิตตระกูลใหญ่ยังแทบรับไม่ไหว แล้วถ้าเป็ไอ้เด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ล่ะก็ แคว้นเราไม่พังพินาศยิ่งกว่านี้หรือพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงสนับสนุนตระกูลเว่ยดังเซ็งแซ่ ขุนนางนับสิบต่างพากันกดดันให้ฮ่องเต้รีบสั่งลากตัวลู่เฟยเหยียนกลับไปจุดเดิม เพื่อปิดปากกระแสข่าวลือที่ทำให้ราชสำนักเสียหน้า
ลู่เฟยเหยียนที่คุกเข่าอยู่ นิ่งฟังกระแสลมการเมืองรอบตัวด้วยรอยยิ้มเ็าที่มุมปาก ความทรงจำในหัวประมวลผลเสร็จสิ้นเรียบร้อย ซีรีส์เกาหลีสุดเดือดเื่หนึ่งที่เขาเพิ่งดูจบไปใน Netflix พลันแล่นเข้ามาในหัว
เนื้อเื่เกี่ยวกับพระเอกที่ใช้กฎหมายและอำนาจดิบดัดนิสัยพวกเด็กเส้นและพวกผู้ใหญ่กังฉินที่ใช้ระบบอุปถัมภ์ทำลายอนาคตคนอื่น ช่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ไม่มีผิด!
'ในเมื่อ์ส่งฉันมาอยู่ในร่างที่โดนระบบเฮงซวยรังแก... งั้นฉันจะขอสวมบทเป็พระเอกซีรีส์ ล้างบางไอ้ระบบเส้นสายขุนนางถ่วงความเจริญนี่ให้ดู!'
เหนือแท่นบัลลังก์ั ฮ่องเต้จ้าวิเจ๋อ ทอดพระเนตรลงมาด้วยแววตาเรียบเฉย พระองค์ทรงเบื่อหน่ายกับความฟอนเฟะของขุนนางเหล่านี้เต็มทน และรอจังหวะที่จะล้างไพ่ในราชสำนักมาเนิ่นนาน
แม้เขาจะเป็ถึงโอรส์ แต่ราชสำนักก็มีกฏระเบียบ ขุนนางที่มีเสียงข้างมากย่อมได้เปรียบกว่า บางครั้งตนยังต้องยอมลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งเอาไว้ เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองดำเนินต่อไปได้
เขารอมานานที่จะได้เห็นขุนนางน้ำดีสักคนกล้าออกมาโต้แย้งหรือยืนหยัดเพื่อเป็ที่พึ่งพิงให้กับขุนนางตัวเล็กๆ ที่ไร้เส้นสาย แต่หลายปีมานี้ก็ยังไม่เคยมีใครหลุดพ้นจากขั้วอำนาจเกมการเมืองที่ผูกพันกันจนกลายเป็เครือญาติเต็มแคว้นไปหมด
แต่ลู่เฟยเหยียนผู้นี้..ดูเหมือนเขาจะถูกขังจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว เหตุใดจึงไม่โต้แย้งอันใดออกมาสักประโยคกันเล่า!
"ลู่เฟยเหยียน... เ้ามีอะไรจะโต้แย้งหรือไม่ ใต้เท้าทั้งหลายบอกว่าเ้าไร้ความสามารถ ลอกข้อสอบผู้อื่น แต่ข้าเป็ฮ่องเต้ผู้มีเมตตา ข้าจะให้โอกาสเ้าพิสูจน์ความจริงให้เห็นเสียตอนนี้เลยว่าเ้ามีดีอะไร!"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น สบพระพักตร์ฮ่องเต้โดยตรง ไม่มีแววตาของเหยื่อที่ยอมจำนนอีกต่อไป
‘ให้มันได้อย่างนี้สิ! คนกำลังง่วงนอนก็มีคนส่งหมอนมาให้!’ ชายหนุ่มคิดในใจอย่างลิงโลด
ฮ่องเต้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้เขาในเวลาที่เหมาะเจาะเสียจริง!
"ทูลฝ่าพระบาท หากขุนนางทุกท่านเห็นว่าเว่ยอวี่ซวนทำหน้าที่ซิวจื๋อได้ดีอยู่แล้ว กระหม่อมก็ยินยอมรับความจริงพ่ะย่ะค่ะ แต่หากฝ่าาจะทรงเมตตามอบโอกาสให้กระหม่อมได้พิสูจน์ความสามารถ ก็โปรดมอบหมายหน้าที่สักหน้าที่ให้กระหม่อมได้ทำ แล้วรอดูผลงานก่อนค่อยตัดสินโทษของกระหม่อมใหม่อีกครั้งก็ได้พ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นคำกราบทูล เสียงหัวเราะเยาะหยันก็ดังก้องไปทั้งท้องพระโรง
"ฮ่าๆๆ! เพ้อเจ้อสิ้นดี!" ขุนนางเฒ่าฝ่ายตระกูลเว่ยสำรอกเสียงหัวเราะ
"จะมีเื่ดีๆ แบบนี้ตกจากฟากฟ้ามาได้อย่างไร? จากนักโทษลอกข้อสอบ แต่อยากจะชุบตัวก้าวข้ามหัวผู้อื่นมาเป็ขุนนางงั้นรึ! ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาเสียเลย!"
ลู่เฟยเหยียนแอบกัดลิ้นตัวเองเบาๆ เพื่อสะกดอารมณ์ตื่นเต้น คำพูดถากถางเ่าั้ไม่ได้ทำให้เขาเ็ปเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เขาอินและรู้สึกสะใจ! เพราะทุกอย่างกำลังเข้าทางแผนการในหัวอย่างสมบูรณ์แบบ
"กระหม่อมมิได้มักใหญ่ใฝ่สูงถึงเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะ ไม่จำเป็ต้องมอบตำแหน่งขุนนางที่มีอยู่แล้วในราชสำนักให้กระหม่อมก็ได้พ่ะย่ะค่ะ"
พวกขุนนางกังฉินยิ่งะเิหัวเราะลั่นกว่าเดิม มองร่างสกปรกซูบผอมตรงหน้าด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
"ที่แท้เ้านี่ก็โง่เง่าเต่าตุ่นจริงๆ! ตำแหน่งขุนนางในราชสำนักทุกกรมกองมีขุนนางประจำตำแหน่งครบถ้วนไม่เคยขาด หากจะให้มอบตำแหน่งที่ไม่เคยมีอยู่ในทำเนียบขุนนางแคว้นต้าเฉวียน เ้าก็คงเป็ได้แค่ขุนนางเทกระโถนในเรือนพักเท่านั้นกระมัง!"
ในจังหวะนั้นเอง แววตาของลู่เฟยเหยียนพลันสว่างวาบ ประกายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนเล็บฉายชัดออกมา
และแววตากับรอยยิ้มนั้น... ก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของจ้าวิเจ๋อ!
โอรส์ประเมินในใจทันทีว่าคนผู้นี้ไม่ได้โง่! และหากเขาเป็จอหงวนตัวจริงที่ถูกรังแก ลู่เฟยเหยียนผู้นี้ก็จะมีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๋รอบด้าน เหมาะนักที่จะเป็แขนและขาให้ตน!
ฮ่องเต้ทรงตัดสินใจเสี่ยงเดิมพันครั้งใหญ่... คนผู้นี้อาจเป็หมากเปลี่ยนเกมที่เข้ามาเปลี่ยนชะตาราชสำนัก หรืออย่างน้อยที่สุด ก็อาจเป็แรงบันดาลใจให้ขุนนางน้ำดีที่ไร้อำนาจได้เห็นแนวทางในการต่อสู้ก็เป็ได้!
*จอหงวน: ผู้ที่สอบได้อันดับที่หนึ่งในการสอบขุนนางขั้นสูงสุดต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิ ถือเป็ตำแหน่งเกียรติยศสูงสุดของบัณฑิตในจีนโบราณ เทียบได้กับผู้ที่สอบได้ที่หนึ่งของประเทศ
*ซิวจื๋อ: ตำแหน่งขุนนางแรกรับประจำสำนักฉงเหวิน แห่งแคว้นต้าเฉวียน (แคว้นสมมติในนิยายเื่นี้) เป็ตำแหน่งเฉพาะสำหรับจอหงวนป้ายแดงเพื่อฝึกงานราชการก่อนก้าวสู่ตำแหน่งบริหารในอนาคต
*สำนักฉงเหวิน: หออัครบัณฑิตหรือสำนักราชวิทยาลัยขั้นสูงของแคว้น มีหน้าที่ดูแลคลังตำราหลวง บันทึกพงศาวดาร ร่างพระราชโองการ และเรียบเรียงประวัติศาสตร์แผ่นดิน ถือเป็ศูนย์รวมของอัจฉริยะและขุนนางสายวิชาการชั้นยอด ผู้ที่ได้เข้ามาทำงานในสำนักนี้จึงเปรียบเสมือน “หน้าตาและสมองของแผ่นดิน”