ตอนที่ 122
สองขั้วหลอมรวม
หลังจากที่เสวี่ยหมิงเรียกสติกลับคืนมาได้แล้ว เปลวเพลิงที่ร้อนแรงก็กลับมาลุกโชติช่วงปกคลุมร่างของของเสวี่ยหมิงเพื่อต้านทานไอเย็นเสียดกระดูกที่แทรกซึมเข้ามาทันที แต่เพราะพลังไอเย็นของฉีปิงในครั้งนี้นั้นหนาหนักเป็นอย่างยิ่งทำให้ผู้ชมที่มองดูจากเบื้องนอก เห็นราวกับเสวี่ยหมิงนั้นเป็นตะเกียงไฟริบหรี่ที่ส่องสว่างอยู่ภายใต้พายุหิมะที่โหมกระหน่ำรอเพียงเวลาที่จะมอดดับเท่านั้น
แต่แล้วแสงไฟริบหรี่ที่ลอดผ่านออกมาสู่สายตาของคนดูก็พลันมอดดับลง ผู้คนต่างแตกตื่นสงสัยว่าเสวี่ยหมิงพ่ายแพ้แล้วหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าการโจมตีของฉีปิงจะยังไม่ยุติลง
...เราจำต้องใช้ดวงตาเทพมารบรรพกาลช่วยคำนวณระดับพลังของปราณเย็นเยียบในการโจมตีครั้งนี้ของฉีปิงให้ชัดเจน เพราะหากผิดพลาดการประลองครั้งนี้คงจบลงด้วยความพ่ายแพ้
เสวี่ยหมิงลดพลังป้องกันลงและใช้เพียงกายเนื้อต้านรับพลังไอเย็นที่แทรกซึมรุนแรงเข้าสู่ภายในร่าง หมายใช้ร่างกายรับรู้พลังที่จู่โจมเข้ามาให้ใกล้เคียงมากที่สุดเพื่อสร้างสู่เส้นทางการโต้กลับที่วาดหวังเอาไว้...สองขั้วหลอมรวม
แม้จะเกิดบาดแผลมากมายบนร่างของเสวี่ยหมิงแต่แววตาและการแสดงออกของเสวี่ยหมิงยังคงมั่นอกมั่นใจไม่แปรเปลี่ยน พลังเพลิงที่รวมรั้งกลับมาอยู่ในร่างค่อย ๆ ก่อนตัวเป็นลูกกลมขนาดเท่ากำปั้นจุกอยู่บริวเณหน้าอกของเสวี่ยหมิง ความร้อนที่แผ่ออกมาเข้มข้นกว่าการกางกั้นเกราะกำบังก่อนหน้า และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนความเข้มข้นของพลังให้ใกล้เคียงกับพลังที่ร่างกายของเสวี่ยหมิงรับรู้ได้ แต่จุดมุ่งหมายหลักของเสวี่ยหมิงหาใช้ปราณเย็นที่โจมตีเป็นวงกว้างแต่สิ่งที่เสวี่ยหมิงหมายตาเอาไว้คือปราณเหมันต์ที่ห่อหุ้มดาบวิเศษในมือของฉีปิง ซึ่งลอยตัวสงบนิ่งรอคอยช่วงเวลาที่สะสมพลังจนถึงจุดสูงสุด ก่อนที่จะลงมือจู่โจมปิดฉากในจังหวะสุดท้าย
...ได้แล้ว
เมื่อปรับลมปราณเพลิงในกายให้เท่าเทียมกันกับไอเย็นรอบ เสวี่ยหมิงก็ค่อย ๆ แผ่พุ่งพลังเพลิงร้อนมาปกคลุมร่างอีกครั้ง ซึ่งผลของการกระทำในครั้งนี้ก็ทำให้เสวี่ยหมิงเปิดประตูสู่เส้นทางของเต๋าสุดขั้วหยินและหยางได้ในที่สุด
เสียง...ชี่ ชี่...ดังขึ้นเมื่อปราณร้อนและเย็นเริ่มปะทะกันอีกครั้ง แต่แล้วเมื่อเสวี่ยหมิงปรับพลังเพลิงร้อนในกาย จนทำให้ปราณทั้งสองเข้าสู่สภาวะสมดุล...หนึ่งร้อนหนึ่งเย็น
บรรยากาศรอบ ๆ กายเสวี่ยหมิงพลันนิ่งค้าง ภาพพายุหิมะที่เบื้องหน้าพลันขยายออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาผสานรวมเข้ากับเปลวเพลิงร้อนแรงที่พุ่งทะยานเข้าไปเป็นแกนกลางของพลังงานความเย็น ประตูแห่งเต๋าพลันรู้แจ้งเข้าสู่จิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงโดยตรง สมองพลันรับรู้เรื่องราวของธรรมชาติแห่งสองขั้วแตกต่างหนึ่งหยินหนึ่งหยาง ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นคู่แต่หยินเย็นเยียบและหยางร้อนแรงของไฟและน้ำนั้นถือเป็นที่สุดของปลายด้านแหง่สมดุล เส้นทางที่เสวี่ยหมิงค้นพบจึงถูกเรียกขานกันในทวีปอันไกลโพ้นว่า...เส้นทางเต๋าแห่งหยินหยางสุดขั้ว
แม้คำสุดขั้วจะระบุถึงความสุดปลายของทั้งสองด้าน แต่ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มของเส้นทางนี้นั้นหาใช่ความสุดปลายแต่หากเป็นความสมดุลต่างหาก...สมดุลแห่งหยินและหยางเท่านั้นที่เป็นกุญแจเริ่มต้นในการไขออกสู่เส้นทางนี้
เรื่องราวปรากฏในสมอง สองมือพลันร่ายรำออกไปใช้ร้อนดึงดูดเย็น ใช้เย็นเป็นแกนกลางของพลังร้อน ใช้ร้อนเป็นแกนกลางของพลังแห่งความเย็น สองขั้วหลอมรวมกันจนกลายเป็นทรงกลมสีส้มและฟ้าที่ด้านหน้าของเสวี่ยหมิง เปลวเพลิงที่ประทุขึ้นจากน้ำแข็ง และน้ำแข็งเย็นเยียบก่อเกิดอยู่กลางเปลวไฟ ความพิสดารของท่วงท่าเกินที่จะจินตนาการ แต่ผู้คนโดยรอบสนามประลองต่างไม่อาจเห็นเหตุการณ์การปะทะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า เพราะหลังจากที่เสวี่ยหมิงกลับมาเร่งใช้พลังเพลิงอีกครั้ง ม่านควันขาวของไอระเหยที่เกิดจากพายุหิมะและเปลวไฟร้อนแรงก็ขยายออกดปกคลุมเวทีอีกครั้ง จากเดิมที่มีเพียงพายุหิมะพลางตาเมื่อผสานเสริมด้วยม่านควันขาวเข้าไปทุกอย่างก็กลายเป็นขาวโพลนไปหมด
พลังงานหนึ่งร้อนหนึ่งเย็นมีสภาพคล้ายหลุมดำขนาดย่อมมันดึงรั้งพลังจากไอเย็นของฉีปิงเข้ามาผสานรวมกับพลังเพลิงร้อนที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของเสวี่ยหมิงอย่างรวดเร็ว เร็วจนทำให้พลังลมปราณของฉีปิงที่กำลังรวบรวมเพื่อใช้ออกด้วยท่วงท่าหมาป่าเดียวดาย ท่าสังหารที่ทรงอานุภาพที่สุดของฉีปิงในตอนนี้ถูกกระชากดึงออกจนเสียสมดุลก่อนที่จะได้ใช้ออก
เมื่อเสียสมดุลร่างที่ลอยตัวอยู่ก็พลันกระตุกวูบคล้ายกำลังจะร่วงหล่น แต่ฉีปิงนั้นมีประสบการณ์ต่อสู้มาไม่น้อย ยามเสียหลัก ใช้สองเท้าแผ่พุ่งพลังเย็นสร้างเสาน้ำแข็งพุ่งปักสร้างที่หยั่งเท้าลงบนพื้นเวที ก่อนจะใช้สองเท้าเหยียบย่างลงอย่างมั่นคง แม้พลังจะสะดุดเสียสมดุลแต่ท่วงท่าที่สะสมลมปราณเอาไว้ก่อนหาได้รับผลกระทบ ดาบสีเงินยวงพลันเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้า พร้อมกับภาพวิญญาณของจิ้งจอกน้ำแข็งที่เบื้องหลังพลันอ้าปากกว้างแยกเขี้ยวออกอย่างดุดัน ดวงตาของจิ้งจอกน้ำแข็งพลันเจิดจ้าด้วยแสงฟ้าดุจเดียวกับดาบในมือของฉีปิง
เสวี่ยหมิงที่ตื่นตะลึงกับพลังที่เพิ่งเรียนรู้สมองพลันขาวโพลน แม้มีพลังมหาศาลอยู่ในมือแต่กลับไม่รู้วิธีใช้ออก ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าพลังที่ฉีปิงแผ่พุ่งออกมาหลังจากที่มันเสียหลักตกวูบลง จะสั่นสะเทือนและมีผลต่อพลังงานแห่งสมดุลที่อยู่ตรงหว่างอกของเสวี่ยหมิง ลูกบอลพลังที่ตอนนี้กลายเป็นสีขาวเจิดจ้าดูเหมือนจะกำลังสั่นสะเทือนเพราะเสียสมดุลพลังงานไป และค่อย ๆ สั่นหนักเข้าเรื่อย ๆ จนเสวี่ยหมิงที่พยายามถ่ายเทพลังของตัวเองลงไปเริ่มจะอึดอัดและอ่อนล้าเพราะใช้พลังงานมากเกินกว่าขีดจำกัดของตัวเองไปแล้ว
แม้เหตุการณ์ของพลังงานแห่งสมดุลจะคับขัน แต่ดูเหมือนว่าคู่ต่อสู้ของเสวี่ยหมิงจะไม่เหลือเวลาให้เสวี่ยหมิงแก้ปัญหาอีกแล้ว ท่าดาบจิ้งจอกเดียวดายที่อัดแน่นด้วยพลังสิบสองส่วนฟาดกระหน่ำเข้าใส่เสวี่ยหมิงทันทีที่พลังของท่วงท่าซึ่งฉีปิงรวบรวมเอาไว้ถึงขีดสุด
แสงสีฟ้าสว่างจ้าแลบลอดออกมาจากม่านควันในทุกทิศทางพร้อมกับคมดาบอันเกรี้ยวกราดที่ตามติดสังหารเหยื่อราวกับจิ้งจอกเดียวดายที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อการล่า คมดาบเย็นสะท้านกระแทกเข้าใส่เสวี่ยหมิงในพริบตาก่อนที่อันตรายอันแท้จริงเบื้องหลังจะตามติดมาถึง
เสวี่ยหมิงที่ใกล้จะหมดเรี่ยวแรงและสติหลุดลอยเพราะอัดลมปราณเข้าไปจนเกินขอบเขตเพื่อคงสภาพของพลังแห่งสมดุลตรงหน้า พลันได้สติฟื้นตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บปวดจากท่าโจมตีนำหน้าของฉีปิง ทำให้ยามสะดุ้งตกใจพลันปล่อยพลังความร้อนออกไปจนสุดรั้ง จนสองข้าอ่อนล้าล้มลงไปกับเวทีสติที่ประคองไว้ได้อย่างยากลำบากพลันหลุดลอยล้มตัวลงนอนราบคว่ำหน้าแนบชิดไปกับพื้นเวที
แม้เสวี่ยหมิงจะล้มลงแล้ว แต่การประลองยังคงไม่จบสิ้น ท่าโจมตีสังหารอันร้ายกาจของฉีปิงไม่ได้ชะงักค้างหรือใจอ่อนเมื่อเห็นเป้าหมายของมันล้มลง แต่กลับทะยานออกไปอย่างดุดันหมายโจมตีซ้ำเติมให้ศัตรูของผู้เป็นนายแหลกสลายสิ้นซาก
แต่แล้วเรื่องราวไม่คาดฝันก็พลันเกิดซ้อนขึ้นมา เพราะพลังเพลิงเฮือกสุดท้ายที่เสวี่ยหมิงปล่อยออกนั้นรุนแรงกว่าปราณไอเย็นรอบ ๆ ข้างอย่างมากจนลูกบอลพลังนั้นเสียสมดุลหนักเข้าจนคล้ายจะแตกระเบิด แต่เพราะร้อนเย็นดึงดูดอันเป็นเคล็ดความสำคัญของเต๋าสุดขั้ว เมื่อพลังหยางมากเกินจำต้องแสวงหาหยินที่เท่าเทียมเพื่อปรับสมดุล ซึ่งหากไม่มีหยินที่เท่าเทียมมาเติมเต็มแล้วพลังงานทั้งหมดที่รวบรวมไว้ก็จะแตกระเบิดออก เพียงแต่ว่าในวินาทีที่เสวี่ยหมิงล้มลงพลันปรากฏหยินแข็งแกร่งขึ้นที่ด้านหน้าพอดี...พลังของท่าดาบจิ้งจอกเดียวดาย
บอลพลังงานที่ไร้การควบคุมพลันถูกดูดเข้าหาท่าดาบจิ้งจอกเดียวดายในวินาทีเดียวกันนั้น และแน่นอนว่าพลังที่ไร้เสถียรภาพของบอลพลังงานย่อมแตกระเบิดออกแทบจะทันทีที่มันสัมผัสกับท่าจู่โจมของฉีปิง
บรึ้มมมมมมมมมมมมมม !!!
เสียงแตกระเบิดดังพวยพุ่งไปถึงชั้นฟ้า ม่านที่ปกป้องเวทีพลันแตกสลายออกผู้ชมที่ระดับพลังอ่อนด้อยล้วนได้รับบาดเจ็บไปตามกัน เหตุการณ์กลายเป็นโกลาหลวุ่นวายอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วเมื่อฝุ่นควันจางลงทุกผู้คนก็ลืมเลือนความเจ็บปวดและความวุ่นวายก่อนหน้าจนหมดสิ้น ทุกการเคลื่อนไหวล้วนนิ่งค้าง สายตาทุกคู่เหม่อมองจับจ้องลงไปยังเวทีประลองเป็นตาเดียวกัน