“คุณชอบแช่น้ำเหรอ”
ภูริชมองอีกคนที่กำลังวางกล่องถุงยางอนามัยซีลพลาสติกใหม่และน้ำยาหล่อลื่นขวดเล็กใกล้ๆอ่างล้างหน้าและวกกลับมาเล่นฟองโฟมหอมกุหลาบต่อ
“ชอบนะ ผมอยู่ได้ทั้งวัน”
อีกคนเดินมาใกล้แล้วแต่ยังยืนนิ่งมองเขา
“ลงมาสิคุณ”
ธีทัตปลดผ้าขนหนูออก และทรุดตัวนั่งอีกขอบของอ่าง หันหน้าเผชิญก่อนจะพบกับรอยยิ้มมองตามไม่ห่าง
แต่ยิ่งมองก็ยิ่งห้ามใจไม่ให้พุ่งใส่คนตรงหน้ายากขึ้นเรื่อยๆ
“อ่อ ผมลืมไปเลย เดี๋ยวผมมา”
ยังดีที่นึกได้ ภูริชรีบลุกออกไปและกลับมาพร้อมกับเบียร์กระป๋องที่ให้อีกคนเลือกมา
“ผมไม่เคยกินยี่ห้อนี้เลยแฮะ”
หยิบยื่นเซอร์วิสให้อีกคนและเปิดดื่มของตัวเองบ้างหลังกลับลงมานั่งในอ่าง กลิ่นความเป็เบียร์ก็ยังคงเดิม แต่ความฝาดหวานลงตัวกลมกล่อมเล่นเอาก้มมองกระป๋องหลายรอบ อ่านส่วนผสมจรดฉลากละเอียดถี่ถ้วน
ธีทัตนึกเอ็นดูท่าทีเป็ธรรมชาติก็เล่าต่อ
“ผมกินครั้งแรกตอนไปญี่ปุ่น พอเห็นว่ามันมีขายในเซเว่นก็เลยลองซื้อมากิน แต่ในเซเว่นราคาเอาเื่อยู่คนเลยไม่ค่อยซื้อกัน”
พยักหน้ารับและดื่มอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีของภูริชค่อนพร่องครึ่งกระป๋อง
“แล้วมันต่างกับที่ขายในไทยไหม”
“สำหรับผมต่างนิดหน่อยครับ อาจจะเพราะคนละโรงผลิตด้วย”
ผลิตภัณฑ์มากมายที่ขายตามต่างประเทศและแผ่ขยายมาในไทย ธีทัตพบว่ารสชาติมันเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย นอกเหนือจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ตอนนั้นไปเที่ยวกับเพื่อนเหรอ?”
ครู่เดียวเท่านั้นที่ผู้ชายตรงหน้าภูริชซัดเบียร์จดหมดก่อนจะโยนลงถังขยะไม่ใกล้ไม่ไกล
“ครับ ไปกับเพื่อนสนิท”
ในชีวิตทุกวันนี้ธีทัตคิดว่าสิบนิ้วก็พอสำหรับการนับ ‘เพื่อน’ จริงๆที่เขามี นอกเหนือจากนั้นก็เป็เพียงผิวเผิน
ยิ่งโตยิ่งค้นพบว่าตัวเองเข้ากับคนได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
“แล้วคุณไปเที่ยวกับเพื่อนบ่อยไหม”
พอเป็กับภูริช…ช่างน่าประหลาดที่เขาสามารถอยู่ได้โดยไม่แม้แต่จะคิดถึงความสัมพันธ์ที่มีอยู่
ทุกอย่างเป็ไปแบบธรรมชาติ
“อืม ไม่ค่อยบ่อยนะ ส่วนมากเวลาไปเที่ยวผมก็ไปคนเดียว ถ้ากับเพื่อนนับครั้งได้”
และส่วนมากที่ไปคนเดียว เพราะไม่สามารถหาเวลาไปเที่ยวตรงกันได้ ต่างคนต่างทำงานใช้ชีวิตตัวเองด้วยความจำเป็
นอกเหนือจากโอกาสสำคัญๆ
ทว่าการเที่ยวคนเดียวก็ไม่ใช่เื่แย่นัก ภูริชค้นพบหนทางในการเอนจอยกับการใช้ชีวิตแบบนี้เช่นกัน
“แต่เบ็ดเสร็จผมมีเพื่อนสนิทประมาณสี่คนเอง แต่สี่คนนี้ก็คือมีลูกมีครอบครัวหมดแล้วนะ จะได้ไปเที่ยวก็นานๆทีจริงๆ”
“ต้องแพลนล่วงหน้าเยอะเลยสิ”
“ใช่ฮ่าๆ แต่ก็ได้แค่แพลนนะส่วนใหญ่”
“ผมก็ไม่ได้มีเพื่อนเยอะเหมือนกัน แล้วก็ต่างคนต่างใช้ชีวิตจริงๆ”
น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนสมกับความเป็ตัวกระตุกใจภูริชได้หนึ่งเื่ ยกเบียร์ปริมาณสุดท้ายดื่มและโยนลงถังขยะตาม
“งั้นคุณนับผมเป็เพื่อนด้วยหรือเปล่า”
ชะงักเพียงนิดกับคำว่าเพื่อนนั่น
แม้ความสัมพันธ์ที่อาจจะเป็เพื่อนกันได้นี้จะดูเกินเลยพอควร แต่ขณะเดียวกันธีทัตกลับไม่เคยคิดเกี่ยงกับมัน
“ผมว่าเราก็ศีลเสมอกันอยู่นะ เข้ากันได้อยู่”
เหมือนจะซึ้งแต่ก็ซึ้งไม่สุด สบประสานั์เนตรแพรวพราว
“ผมเห็นด้วย”
สิ่งที่เป็อยู่ตอนนี้คือสิ่งที่ธีทัตไม่เคยคิดว่าจะได้ประสบพบเจอ แต่ใดๆก็ตามเขามีความสุขกับการได้เป็เพื่อนกับผู้ชายตรงหน้า
หลุบมองมือหนาที่กำหมัดยื่นมาจึงกำแตะแ่เบา
แต่ภูริชไม่ปล่อยจังหวะลอยทิ้ง คว้ามือนั่นไว้ดึงรั้งเข้าหาตัว แรงไม่ได้มากและผู้ชายตรงหน้าโอนอ่อนเอนตัวตามมา
“ผมว่าคุณเป็คนใจดีพอควร”
มือที่จับอยู่จมหายไปแตะน้ำก่อนจะหยุดนิ่งแนบเนื้ออุ่นที่อุ่นกว่าน้ำเล็กน้อย แข็งขึงพร้อมรบเต็มที่
“คุณคงพร้อมช่วยเพื่อนอย่างผมด้วย”
ธีทัตตึงคัดตัวตัว กอบกุมท่อนเนื้อแกร่งและขยับขึ้นลงอย่างไม่รีรอ
กดนิ้วเล่นทั่วหัวที่ขยายขนาดเต็มที่และเน้นหนักตรงกลางจนได้รับเสียงครางแ่เบากลับมา
“อืม”
ร่างหนาตรงหน้าภูริชขยับมาใกล้ ส่วนอีกมือควบคุมขยับขึ้นลงราวกับรู้ว่าเขาชอบส่วนไหน
ใบหน้าคมสันสบประสานตาครู่หนึ่งก่อนจะก้มไล่เลียข้างคอแกร่งดูดดึงขบกัดพอเป็พิธี
ภูริชเอื้อมมือไปกระตุกท้ายทอยอีกฝ่ายให้เงยขึ้นและก้มประกบจูบดูดดื่ม ตวัดดูดดึงลิ้นและครางฮือ ่หนึ่งผละหน้ามาเพราะมือหนารุนแรงกับกลางตัวขึ้นเรื่อยๆ เกร็งเท้าและมือเตรียมรับจุดสุขสม
…..แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับเข้าจังหวะนุ่มนวลดั่งกลั่นแกล้ง
“คุณอย่าหยุด”
พูดเสียงเข้มขณะที่ดวงตาหยาดเยิ้มไม่ปิดบัง ทว่าธีทัตกับยิ้มจางบีบเนื้ออุ่นในมือแรงๆหนึ่งที
“ใจเย็นครับ มีเวลาทั้งคืนนิ่”
มันเย็นบ้าเย็นบอได้ที่ไหน
คนใจร้อนเอื้อมมือลงไปใต้น้ำแตะกลางตัวของอีกคนรวดเร็ว นึกพึงใจที่ได้พบเจอของใหญ่เตรียมรบ คงทรมานพอกัน
จงใจบีบรัดและขยับขึ้นลง นึกอยากรู้ว่ามีอะไรอีกบ้างที่ผู้ชายตรงหน้าสามารถฟาดฟัดเขาได้
“ถ้ามีเวลามากกล้าเลียให้ผมไหมล่ะ”
“.........”
“Rimming น่ะรู้จักไหม”
ท้าทายอย่างไม่นึกกลัวจนไม่นึกถึงผลที่อาจจะตามมา วินาทีต่อมาตาเกือบทะลักกับความรวดเร็วฉับพลันยามถูกจับแขนลุกขึ้น
ฟองครีมลื่นน่าอันตรายยามก้าวเดินแต่ธีทัตพาอีกคนมายังห้องอาบน้ำอีกฝากในพื้นที่ร่วมสามสิบตารางเมตรได้
แผ่นหลังแกร่งตึงแน่นจากกล้ามเนื้อโดนดันเข้ากำแพงพร้อมฝักบัวเหนือหัวเปิดจนสาดกระจายทั่วร่าง ก่อนจะถูกจับใบหน้าให้แหงนเงยรับจูบที่เริ่มรุนแรงหนักขึ้นเช่นการััทั่วตัว ลมหายใจถี่ร้อนตีปะทะท่ามกลางเสียงน้ำดังก้องหู
“อืม”
ธีทัตกดสะโพกลงพร้อมตัวตนถูไถกัน วกมือไปบีบเนื้อก้นแน่นตามแรงปรารถนา ในคราที่สายน้ำชำระล้างฟองครีมออกหมด จึงพลิกชายหนุ่มให้หันหลังพร้อมนั่งคลุกเข่าลง
ภูริชเริ่มใจเต้นแรงเพราะไม่คิดว่าจะโดนจริง ท่อนขายาวแน่นถูกผละออกห่างแต่ยังไม่ได้พูดหรือห้ามใดๆ ใบหน้าหล่อๆที่เขาเฝ้าชื่นชมก็ฝังลงกลางตัวเรียบร้อย
…..อย่าบอกนะแฟนเก่าหมอนี่ก็คือผู้ชาย
“อือ อ่า!”
เท้าแขนทาบกำแพงพลางขบกัดเนื้อปากระบายความเสียวซ่าน แรงกดจากปลายนิ้วหรือการไล่เลียชำนาญมากกว่าปกติ
หนักเข้าหมอนี่กำลังขยับเลื่อนมือมาควบคุมกลางตัวเขา
“คุณไม่ อ่า!”
ขณะที่เหลียวหลังไปดันห้ามหลังก็ถูกผลักให้โค้งลงกลับที่เดิม มือแกร่งนั่นบีบรัดท่อนเนื้อรุนแรงอย่างเจตนา
ทั้งลิ้นทั้งมือ ตายพอดี
แต่ไม่ว่าจะมือที่ปัดป่ายหรือปากที่ห้ามปราม ผู้ชายที่เขาท้าทายไม่ยอมละทิ้งความพยายาม ลงแรงหนักหน่วงดั่งจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
ไม่กี่นาทีถัดมาภูริชตัวกระตุกและหยาดน้ำขาวขุ่นพุ่งลงพื้นละลายไปพร้อมสายน้ำ
“.......”
ธีทัตวนคลึงมือกับน้ำกามด้วยความพึงใจ ผละหน้าออกมาจากเนื้อที่ไล่ขบกิน สีแดงอ่อนระเรื่อจากแรงเมื่อครู่ยิ่ง….น่าตะบี้ตะบัน
ใช้มือบีบแยกส่วนเนื้อให้ผละออก สอดแทรกสองนิ้วชี้กับกลางเข้าไปทีละนิด
“คะ คุณ”
ร่างหนาที่พึ่งเสร็จสมไปหนึ่งรอบวกหน้ากลับมามองและพยายามห้าม แต่สายตาอัดแน่นด้วยความ้ายิ่งปลุกปั่นธีทัตให้หมดความอดทน
ไม่สนใจคำห้ามดันนิ้วจนจรดโคน ดันเข้าออกให้ปากหยักสีสดเปร่งเสียงออกมา หยาดน้ำใสในปากเขาชะโลมให้นิ้วเข้าออกได้คล่อง ท้ายที่สุดยอมลุกขึ้นจับท่อนเนื้อถูไถรอบรูเนื้อฉ่ำวาวอย่างอดกลั้น ถูไถดันปลายทีละนิด
“จะไปไหน?”
ภูริชเอ่ยเสียงสั่นๆและปิดฝักบัว จับมั่นที่ข้อมือหนาของคนที่ทำท่าจะเดินออกไป
“ถุงยาง คุณรอนี่ก่อน”
แต่รัดนั่นเท่าเดิมไม่ลด
“สดเลย”
“.......”
หน้าตาดูไม่ค่อยพอใจภูริชเลยวกตัวกลับมายืนตรง ตวัดผมเปียกปรกหน้าให้เสยขึ้น
“อายุเท่าไหร่แล้วคุณ หรือไม่กล้า”
เขารู้เช่นกันว่าไม่มีทางที่ผู้ชายคนนี้จะไม่กล้าทำเื่พวกนั้น
แต่ภาพความเย้ยหยันและขัดใจเวลาเขาพูดท้าทาย ยิ่งทำให้อยากแกล้งขึ้นอีกนิดและอีกหน่อย
ซึ่งมันก็ได้ผล ธีทัตเบียดเนื้อตัวเข้าหาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เผชิญหน้ากันชัดเจน ต้นขาแกร่งหนึ่งข้างเกี่ยวเอวพร้อมดันตัวตนเข้าส่วนกลาง
“อือ”
ขนาดมันไม่ได้เบา ภูริชจึงอึดอัดและร้าวทั่วสะโพกครู่นึง
ริมฝีปากปล่อยเสียงครางเป็ระยะโดนประกบปิดอีกคราขณะตัวตนแทรกซอนเข้ามิดโคน ขบดึงกัดเนื้อปากชมพูสดแรงๆและผละหน้ามาชื่นชมจุดประสานเชื่อม
เสียวชะมัด
“อืม”
“อ่า!”
แขนขาวแกร่งแน่นดันกำแพง อีกมือรั้งประคองขาของใต้ร่างไว้มั่น สะโพกสอบขยับดันเข้าออกนุ่มนวลแต่หนักแน่นจนภูริชเกร็งทุกการตอกอัด
เสียงทุ่มครางประสานสลับกับเสียงเนื้อหน้าขาปะทะรัว สองหนุ่มไม่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินแบบเดิม ปรับเปลี่ยนท่วงท่าต่อเนื่อง แต่ธีทัตช่างร้ายกาจ เน้นย้ำยามรู้จุดและย้ำจี้เช่นนั้นจนอีกคนครางเสียงหลง
ร่วมครึ่งชั่วโมงตำแหน่งก็เปลี่ยนเลื่อนมาที่เตียง ร่างหนาชื้นหยาดน้ำนอนคว่ำแนบที่นอนตัวเอง สะโพกส่วนหลังยังคงโดนด้วยท่อนเนื้อชิ้นใหญ่
ดึงออกจนเกือบมิดและดันกลับจนสุดโคน เป็เช่นนี้จนภูริชเสร็จสมสองรอบ
“อือ คุณ….”
ครานี้คนตัวโตพลิกมาประกบหลังเกี่ยวเข่าให้กางพับขึ้นและดันตัวตนเข้าออกด้านหลัง ย้ำเติมจุดที่ทำเขาเสียวซ่านซ้ำแล้วซ้ำแล่า
“อ่า!”
ธีทัตขบกัดเนื้อบ่ากว้างอย่างระมัดระวังสลับกับสะบัดท่อนล่างพลิ้วไหว จนจึงจุดที่ทนไม่ไหวกระแทกอัดเนื้อร่วมสี่ห้าทีแรงๆ ก่อนจะครางแหบพร่าชิดหลังซอกคอที่เริ่มชื้นด้วยเหงื่อนิ่ง
ล้าและร้าวทั่วหลัง ภูริชนั้นไม่มีแรงแม้แต่จะฝืนลืมตา แต่คนด้านหลังไม่ยอมหยุดยิ่งพลิกหน้าเขาให้หันไปหาพร้อมจูบลึกซึ้งอีกครั้ง
ครานี้นุ่มนวลจนเคลิ้ม ลิ้นอุ่นตวัดเกี่ยวเชื่องช้าและกวาดรอบโพรงปาก
“ไม่เจ็บใช่ไหม”
เสียงทุ้มพูดชิดข้างใบหู ขบกัดติ่งนิ่มเป็พิเศษ
มันเจ็บแค่ตอนแรกๆ หลังจากนั้นคือ์สำหรับเขา บอกแล้ว….เซ็กส์กับหมอนี่สนุกจะตาย
“ไม่เจ็บ”
“........”
“อยากไปไหนต่อ? ห้องนั่งเล่น?”
ธีทัตเปร่งเสียงหัวเราะคลอเคลียทั่วซอกคอแกร่งและเริ่มดำเนินกิจกรรมต่อทันที ซึ่งเซ็กส์ั้แ่หกโมงเย็นนี้จรดยาวนานยันสี่ทุ่ม
และยันที่ภูริชหลับคาที่เช่นกัน….
แสงแดดอ่อนสลับกับความมืดในห้องกระทบเปลือกตาหนาที่หลับพริ้มร่วมหลายชั่วโมง ประสาททั่วตัวเริ่มทำงานกลับมารู้สึกตัว เปิดตาขึ้นช้าๆปะทะเจอร่างสูงใหญ่สวมเสื้อยืดกางเกงผ้าขาวยาวกอดอกมองมานิ่ง
“ตื่นได้แล้วคุณ”
ธีทัตงัวเงียพลิกตัวนอนหงาย เหลือบมองนาฬิกาตรงผนังก็เห็นว่าเวลาพึ่งแตะ ‘06:30’
วันนี้เข้าสู่วันที่ห้าสำหรับทริปเชียงราย หลังจากที่เซ็กส์ในคืนที่สอง ทุกคืนหลังจากนั้นเขากับภูริชก็ขยันร่วมรักไม่ว่างเว้นดั่งขาดหายร่วมเดือน
และเขาก็เผลอไผลหลับคาเตียงของอีกคนเช่นกัน จวบจนตอนนี้
“ทำไมตื่นแต่เช้าคุณ”
“ไปตลาดกัน”
ตลาด? มันนานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ไปตลาดตอนรุ่งเช้า ล่าสุดก็คงเป็ตอนเด็กๆที่โดนแม่ลากไปด้วยกระมัง
ครั้นจะถามทำไมเขาก็ลืมว่าผู้ชายที่เข้าข่ายเพื่อนกันคนนี้ไม่ได้ปกติทั่วไป
ฝืนตัวลุกนั่งจนปลายผ้าห่มร่นไปคาที่เอวเปล่าเปลือย ทิ้งให้ภูริชมองตามอย่างเพลิดเพลิน
“ผมขออาบน้ำก่อน”
ร่วมเจ็ดโมงสองหนุ่มจึงได้ออกจากบ้าน ธีทัตมองรอบบริเวณชนบทอย่างชื่นชม มันให้ฟีลคนละแบบกับตอนเช้าชัดเจน ต้นไม้ป่าหญ้ากินพื้นที่ทุกตารางที่เดินไป เขียวขจีสบายตา
บ้านผู้คนหลังชั้นเดี่ยวริมถนนประปรายด้วยผู้เฆ่าผู้แก่ออกมาเดินเล่น หมาแมวหลายไซส์หลายขนาดวิ่งเล่น เสียงนกดังประสานบรรเลงเป็เสียงเพลง
ณ ตลาดเล็กๆแห่งหนึ่งที่ภูริชพาเดินมาถึง ถือว่าคนเยอะกว่าที่คิดไว้ นอกเหนือจากของกินของใช้มากมายให้เลือกสรร ธีทัตก็เฝ้าดูคนข้างตัวที่ดูตื่นเต้นกับ…
แผงผัก
“อันนี้ผักขี้หูดหรือครับ”
ซ้ำยังไตร่ถามแม้ค้าเป็ว่าเล่น
ั์เนตรสีเข้มอ่อนแสงจดจ้องใบหน้ายิ้มแย้มที่ตั้งใจฟังแม่ค้า ซ้ำยังมองเหล่ากลุ่มมัดผักตรงหน้าเหมือนของล้ำค่า ไม่คาดคิดมาก่อนเช่นกันว่าจะเห็นมุมนี้
ปกติในชีวิตประจำวัน ธีทัตนั้นทานข้าวมือแรก่ใกล้เที่ยง อาหารตามแผงขายที่เห็นเช้านี้จึงไม่ได้ยั่วน้ำลายเท่าไหร่ ทว่าคู่หูตัวโตกลับกอบโกยถุงกับข้าวนับสิบมาทานที่บ้าน
“อ่า! ขมขนาดนี้เลยเหรอ”
ร่างสูงที่ซื้อผักที่ไม่เคยชิมมาร่วมสี่ห้าชนิดเกือบจะคายผักลวกออกจากปาก ระหว่างนั้นก็นั่งไล่อ่านรายละเอียดในอินเตอร์เน็ตไปพลางๆ
ธีทัตลองหยิบมาชิมบ้าง และคนตรงข้ามก็ลวกทุกอย่างมาเรียงรายตรงหน้า
รสชาติขมนำแต่มีกลิ่นหอมเอกลักษณ์พลอยให้เผลอเขียวเพลิน พยิบจับเข้าปากทีละนิดและนั่งพิจารณากายภาพมันไปมา
“คุณชอบเหรอ?”
ภูริชมองอีกคนที่นั่งชิมผักร่วมกันระหว่างกรอกน้ำเข้าปากละล้างความขม ท่าทีดูไม่สะทกสะท้านขัดกับตัวเองสิ้นเชิง
เขาชอบทานขมในบางเมนูคาว แต่ผักนี้ขอยอมแพ้
“ได้อยู่นะ”
หลังจากนั้นก็เวียนทานจนครบ รสชาติที่ไม่เคยลิ้มลองเปิดประสบการณ์ใหม่ทันที ซ้ำยังได้ความรู้เพิ่ม เวียนมองคนตรงหน้าที่ยังอ่านบทความโทรศัพท์ไม่ห่าง
“คุณแค่อยากลองเหรอ”
“ใช่ ผมพอรู้จักผักพวกนี้อยู่บ้าง แต่ไม่เคยลองจริงๆ เลยอยากรู้ว่ามันอร่อยไหม”
หากพูดตามตรงภูริชเริ่มเหมือนหนุ่มอารมณ์ติสขึ้นมาทีละนิด แต่ทุกการกระทำช่างเหมาะกับความเป็ตัวตนไม่ผิดเพี้ยน
ที่กล้าคิดและกล้าทำทุกอย่างที่้า
“แต่ผมชอบลองของพวกนี้ บางทีถ้ามันว้าวมากๆผมก็ลองเอาไปใช้ที่ร้าน”
นั่นเป็หัวธุรกิจอย่างนึงที่เขาชื่นชม สายตาเผลอไผลค้างคาที่ดวงหน้าแกร่งโดยไม่รู้ตัว
ไล่ั้แ่ดวงตาคู่คม เรียงมาเป็จมูกโด่งสัน เนื้อแก้มเรียบเนียนจรดปากหยักสีสดที่ขยันพ่นวาจาท้าทายเขาเรื่อยไป รู้ดีว่าภูริชเป็คนที่สามารถใช้หน้าตาเพื่อให้ได้สิ่งที่้าเช่นกัน
และเขาก็คือหนึ่งในนั้น
“คุณชอบกินแกงขี้เหล็กไหม”
หลังอ่านสรรพคุณและแนวทางการนำมาประกอบอาหารเสร็จจึงได้ไอเดียหนึ่ง วกกลับไปหยิบขี้เหล็กหนึ่งกำมือขึ้นมาโชว์
ทว่าสายตารุกรี้รุกรนกำลังหลบหลีกหนีวุ่น
“ชอบครับ”
“เดี๋ยวเย็นนี้ผมต้มใส่หมูสามชั้นให้กิน”
เมนูพื้นบ้านธรรมดาทั่วไป พอตกเย็นมาภูริชกลับทำให้กลิ่นหะหลบอบอวนเรียกให้อีกคนน้ำลายสอ รสชาติขมผสมผสานไปกับเทคนิคการปรุงพอดิบพอดีอย่างไร้ที่ติ
ธีทัตเริ่มกลับมานั่งคิดว่าถ้ากลับกรุงเทพฯไปคงต้องได้หาซื้อสั่งร้านข้างนอกมากินอีกสักวัน ไถ่ถามเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆเผื่อได้ใช้เป็แนวทางเวลาอยากลองทำดูบ้าง
และค้นพบว่าหนึ่งในนั้นคือชูรสห่อเล็กที่ค่อนไปครึ่งถุง….
ครบหนึ่งอาทิตย์แล้วทริปเที่ยวเชียงรายปิดฉากจบลง ที่สำคัญไกด์นำเที่ยวอย่างภูริชพาเที่ยวจนธีทัตรู้สึกว่าตัวเองต้องกลับมาเยี่ยมเยียนอีกสักครั้งให้ได้
มีหลายที่มากมายก็พึ่งค้นพบว่ามีอยู่ น่าเที่ยวไม่ต่างกับจังหวัดชื่อดังอื่นๆ รวมๆแล้วมันทำให้เขาอยากลองไปเที่ยวมากขึ้น
“ปกติคุณเก็บ Forecast ไหม?”
“ไม่เคยเข้าไปดูเลยอ่ะ”
“แล้วเื่บัญชีคุณเป็คนทำเองเหรอ”
“ผมมีคนทำให้”
คำตอบสั้นๆที่เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรแม้แต่นิดเล่นเอานักเชี่ยวชาญด้านไอทีคลึงขมับ
วันนี้เป็วันแรกที่ธีทัตลองมาที่ร้านคาเฟ่ของคนที่ตกลงเป็เพื่อนกันในคราที่แล้ว ทว่าคำถามมากมายที่ตั้งขึ้น เพราะหวังว่าจะใช้เป็แนวทางในการปรับปรุงบางจุด ให้เข้ากับระบบของร้านนี้และต่อยอดต่อไป
ดูเหมือนจะไม่ใช่งานง่ายแล้ว
ธีทัตสละไอแพดหนึ่งเครื่องของตนมาให้ร้านลองใช้ พร้อมโน๊ตบุ๊คอีกเครื่องสำหรับมอนิเตอร์ข้อมูล ระหว่างนั้นภูริชอนุญาตให้เขาไปดูการทำงานของพนักงานแคชเชียร์เวลาคิดเงินหรือการใช้งานทั่วไป
“คุณกานต์อายุเท่าไหร่หรือคะ?”
คำถามนั่นเป็ของพนักงานเด็กสาวที่ยืนข้างๆเขา อีกคนก็เป็เด็กหนุ่มอายุไล่เลียกัน ระหว่างนี้ธีทัตได้ใช้เวลาพูดคุยและทำความรู้สึกไปพลางๆ เลยทราบมาว่าทั้งสองยังไม่พ้นยี่สิบและทำงานในตำแหน่งพาร์ทไทม์
เด็กสองคนนี้คุยกับเขาเพลินเพลินและสร้างคำถามขึ้นเรื่อยๆ
“สามสิบสองครับ”
“ห้ะ!? จริงเหรอคะ”
“หน้าเด็กจังครับ ผมคิดว่าพึ่งยี่สิบห้ายี่สิบหก”
ยิ้มรับเล็กน้อยด้วยความเขินอายพลางเหลือบมองอีกคนที่ยืนวนเวียนไม่ใกล้ไม่ไกล
แต่ภูริชที่บังเอิญมาได้ยินเริ่มไปไม่ถูก ได้ยินเต็มชัดสองสองหู….
32!