ตอนพิเศษ 1
ท่ามกลางความสงบสุขของรัชสมัยใหม่ ทุ่งหญ้ากว้างหลังพระราชวังฤดูร้อนถูกย้อมด้วยสีเขียวขจีของใบไม้ผลิ
กลิ่นหอมของดอกไม้ป่านานาพรรณลอยมาตามลม ผสมกับเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ ที่ดังแว่วมาจากศาลาริมน้ำ
หนิงเสวี่ยเวยในฐานะฮองเฮาแห่งแผ่นดิน นั่งมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความละมุน
วันนี้ไม่ใช่เพียงวันพักผ่อนธรรมดา แต่เป็วันที่องค์รัชทายาทโจวอี้เฉินในวัยเก้าขวบ ต้องเผชิญกับบททดสอบกิริยาและไหวพริบครั้งแรกจากเหล่าขุนนางซึ่งเป็อาจารย์
ที่ลานฝึกธนู องค์รัชทายาทตัวน้อยยืนนิ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไป มือที่เล็ก ทว่ามั่นคงดึงสายธนูจนตึง
แววตาของเขาเฉียบคมดุจัหนุ่ม ทันทีที่ปล่อยมือ ลูกธนูพุ่งทะยานผ่านอากาศปักเข้ากลางเป้าอย่างแม่นยำ
“ยอดเยี่ยมมากพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท!” เสียงขุนนางอาจารย์สรรเสริญ
ทว่าเด็กชายกลับไม่ได้มีสีหน้าดีใจนัก เขาลดธนูลงแล้วเดินตรงมาหาหนิงเสวี่ยเวยที่นั่งรออยู่
“เสด็จแม่... ลูกยิงถูกเป้าก็จริง แต่ทำไมลูกถึงไม่รู้สึกถึงชัยชนะเหมือนที่เสด็จพ่อเคยตรัสเล่าตอนที่ทรงออกศึกเลยเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
เสวี่ยเวยวางจอกชาลง นางกวักมือเรียกบุตรชายเข้ามาใกล้แล้วลูบศีรษะเขาเบาๆ
“อี้เฉิน... ชัยชนะบนเป้าไม้นั้นเป็เพียงทักษะ แต่ชัยชนะที่แท้จริงคือการที่เ้าสามารถ ‘ชนะใจ’ ตนเองและผู้คนได้ ลูกธนูที่ปักลงไปนั้นทำลายเพียงเป้าหมาย แต่คำพูดและกระทำของเ้าในฐานะผู้นำ จะสร้างหรือทำลายชีวิตคนนับหมื่นได้ในพริบตา”
นางโน้มตัวลงกระซิบ
“ในอดีต เสด็จแม่เคยใช้ธนูและพิษเพื่อทำลายศัตรู แต่นั่นเป็เพราะแม่ไม่มีทางเลือก แต่สำหรับเ้า... เ้ามีอำนาจที่เหนือกว่าแม่ คืออำนาจแห่งการ ‘ให้โอกาส’ และ ‘เมตตา’ จงใช้มันให้เป็อาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด”
อี้เฉินนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ลูกจะจำไว้พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ลูกจะดึงสายธนูด้วยความยุติธรรม และปล่อยลูกธนูด้วยความเมตตา”
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากัน โจวเสวี่ยเอ๋อร์ องค์หญิงน้อยวัยเจ็ดขวบก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับตุ๊กตาผ้าเก่าๆ ตัวหนึ่งที่นางไปพบในคลังเก็บของเก่าของวังหลัง
“เสด็จแม่เพคะ! ลูกพบตุ๊กตาตัวนี้ มันมีชื่อเขียนไว้ที่ชายผ้าด้วยเพคะ...” โจวเสวี่ยเอ๋อร์ชูตุ๊กตาขึ้น
เสวี่ยเวยชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นชื่อที่ปักอยู่บนนั้น... ‘หราน’
มันคือตุ๊กตาของหนิงเสวี่ยหราน พี่สาวฝาแฝดของนางที่ถูกทิ้งไว้เมื่อครั้งที่นางยังเป็เด็ก ความทรงจำเกี่ยวกับความริษยา การทรยศ และความตายในชาติก่อนแวบเข้ามาในหัวดุจภาพหลอน
ทว่า ในตอนนี้ ความรู้สึกเ่าั้กลับจางบางราวกับควันไฟ
“เสด็จแม่... ทรงเป็อะไรไปเพคะ? ทำไมพระองค์ถึงดูเศร้านัก?” โจวเสวี่ยเอ๋อร์ถามด้วยความกังวล
หนิงเสวี่ยเวยรับตุ๊กตาตัวนั้นมาถือไว้ นางมองมันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
“แม่ไม่ได้เศร้าหรอกลูกรัก แม่เพียงแต่คิดถึง ‘บทเรียน’ อย่างหนึ่งที่ตุ๊กตาตัวนี้เคยสอนแม่... มันสอนให้แม่รู้ว่า ความสวยงามภายนอกนั้นไร้ค่า หากจิตใจข้างในเต็มไปด้วยหนามแหลม”
นางส่งตุ๊กตากลับให้ลูกสาว
“เอาไปให้นางกำนัลนำไปเผาเสียเถอะเสวี่ยเอ๋อร์... สิ่งของที่มีความแค้นติดอยู่ ไม่ควรอยู่ในมือของเ้าที่เป็ลูกรักของแม่”
ยามเย็นมาถึง โจวเฉิงอวี้ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มเดินเข้ามาในอุทยาน เขาดูเหนื่อยล้าจากราชการแต่ทันทีที่เห็นภรรยาและลูกๆ แววตาของเขาก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
เขานั่งลงข้างเสวี่ยเวยและโอบไหล่นางไว้
“อี้เฉินบอกข้าว่า วันนี้เ้าสอนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ให้เขา... บทเรียนเื่การดึงสายธนูด้วยความเมตตา”
“หม่อมฉันเพียงไม่อยากให้เขาต้องเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยเืเหมือนพวกเราเพคะ” เสวี่ยเวยซบหน้าลงบนไหล่ของสามี
“หม่อมฉันอยากให้ลูกๆ ของเราโตมาในโลกที่เขาสามารถยิ้มได้อย่างเต็มหัวใจ”
เฉิงอวี้กุมมือนางไว้
“เ้าทำได้แล้วเสวี่ยเวย... แผ่นดินนี้สงบสุข ลูกๆ ของเราร่าเริง และที่สำคัญที่สุด... เ้ามีข้า และข้ามีเ้า”
เขามองออกไปที่ขอบฟ้าที่กำลังเปลี่ยนเป็สีม่วงอมส้ม
“ข้าแอบสั่งให้คนเตรียมจุดพลุไฟพิเศษที่เมืองหลวงคืนนี้ เพื่อฉลองครบรอบปีที่สิบเอ็ดที่เราได้ครองคู่กัน... เ้ารู้ไหมเสวี่ยเวย ข้ายังจำวันแรกที่เจอเ้าในตรอกเล็กๆ นั่นได้แม่นยำ เด็กหญิงตัวน้อยที่กล้าดีมาซ่อนตัวข้าไว้จากมือสังหาร”
เสวี่ยเวยหัวเราะเบาๆ
“ตอนนั้นหม่อมฉันก็แค่เด็กดื้อคนหนึ่งเพคะ”
“ไม่ใช่เด็กดื้อ... แต่เป็ ‘หงส์’ ที่มาช่วยชีวิตัอย่างข้าต่างหาก”
คืนนั้น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกประดับด้วยพลุไฟหลากสีสัน ราวกับเป็คำอธิษฐานที่ส่งถึง์ว่า รัชสมัยนี้จะเปี่ยมไปด้วยความสุขตราบนานเท่านาน
หนิงเสวี่ยเวยหลับตาลงรับฟังเสียงพลุและเสียงหัวเราะของครอบครัว นางรู้แล้วว่าชีวิตที่สองนี้ไม่ได้ถูกมอบให้เพื่อการแก้แค้นเพียงอย่างเดียว แต่ถูกมอบให้เพื่อให้ได้ััว่า ‘การถูกรักและได้รักอย่างแท้จริง’ นั้นงดงามเพียงใด