เล่มที่1 บทที่26 ปณิธานแรงกล้า
“ตายเสียเถอะ!” จั่วเฉินแทงดาบใส่ร่างของหมาป่าจันทราราตรี
ภายใต้พลังอันแข็งแกร่งที่ถาโถมเข้าใส่เพียงครู่เดียว หมาป่าจันทราราตรีก็ถูกจั่วเฉินปลิดชีพลงไปพร้อมกับความอาฆาต
ตอนที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นสามจั่วเฉินก็สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองได้แล้ว ยิ่งยามนี้มีพลังระดับหลอมรวมขั้นสี่อย่าว่าแต่หมาป่าจันทราราตรี ต่อให้เป็สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองที่มีสายเืแข็งแกร่งก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจั่วเฉิน
หลังจากสังหารหมาป่าจันทราราตรีได้แล้วจั่วเฉินก็รีบเก็บซากของมันเข้าไปในแหวนห้วงมิติ
“ได้เวลาไปจากที่นี่แล้ว”เขาพึมพำก่อนจะพุ่งตัวออกไป ทว่าในตอนนั้นเอง รอบข้างพลันมีเสียงเห่าหอนดังขึ้นเป็ทอดๆ
จั่วเฉินหันกลับไปมอง ก่อนจะพบว่ามีร่างของหมาป่าอีกมากมายกำลังพุ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็วพร้อมกับกลิ่นอายโเี้
เห็นดังนั้นเขาก็หน้าเปลี่ยนสี อดที่จะกัดฟันและก่นด่าในใจไม่ได้เขาระมัดระวังตัวมากแล้ว ทว่าสุดท้ายหมาป่าจันทราราตรีก็ยังเห่าหอนเรียกพรรคพวกของมันออกมาได้ทันฟังจากเสียงแล้ว คาดว่าน่าจะมีหมาป่าจันทราราตรีอย่างน้อยสิบตัว เพียงพริบตาพวกมันก็เข้าล้อมจั่วเฉินไว้ได้
ภายใต้ความมืดยามค่ำคืน สายตามากมายจ้องมองมาด้วยความกระหายเืชวนให้รู้สึกน่าหวาดกลัวไม่น้อย ทว่าคิดหนีตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากัน ครู่หนึ่งหลังจากนั้นจั่วเฉินก็ชิงลงมือก่อนเขาโคจรเคล็ดวิชาบงการอัสนีเพื่อโจมตีอย่างดุดัน โดยไม่คิดจะออมมือให้แม้แต่น้อย เพียงแค่พลังชี้แหวกอากาศออกไปหมาป่าจันทราราตรีตัวหนึ่งก็ได้รับาเ็สาหัส
จากนั้นหมาป่าตัวอื่นๆ ก็กระโจนเข้ามาห้อมล้อมจั่วเฉินเอาไว้
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เคล็ดวิชาบงการอัสนีที่เหมาะแก่การต่อสู้แบบตัวต่อตัวจึงไม่เป็ประโยชน์เท่าไรนัก จั่วเฉินสามารถส่งพลังชี้ออกไปสังหารหมาป่าจันทราราตรีได้ครั้งละตัวร่างกายของเขาค่อนข้างแข็งแกร่ง จึงมีพลังป้องกันในระดับดีเยี่ยม
หลังจากโจมตีอยู่นานสุดท้ายจั่วเฉินก็ล้มเลิกที่จะใช้เคล็ดวิชาบงการอัสนี แล้วหันไปโคจรพลังปราณทั้งหมดในตัวก่อนจะกำหมัดแน่นจากนั้นก็พุ่งเข้าต่อสู้ระยะประชิด
พลั่วะ!
เพียงชกหมัดออกไปพลังอันหนักหน่วงก็ะเิออกมาซัดหมาป่าจันทราราตรีตัวหนึ่งที่กระโจนเข้ามากระเด็นออกไป ทว่าในตอนนั้นเอง แผ่นหลังของจั่วเฉินก็ถูกกรงเล็บอันแหลมคมจ้วงเข้าใส่อย่างแรงจนชุดที่สวมใส่อยู่ขาดเป็แนวยาว พริบตานั้น ความเ็ปได้แล่นไปทั่วทั้งร่างทำเอากลิ่นอายพลังของจั่วเฉินลดต่ำลงไปไม่น้อย
“ตายเสียเถอะ…”
จั่วเฉินหมุนตัวกลับพร้อมกับคลายหมัดออกก่อนจะกระชากกรงเล็บของหมาป่าจันทราราตรีให้ขาดออกจากกัน
พลังปราณอันกล้าแกร่งหลอมรวมอยู่ที่หมัดขวาทั้งหมดจากนั้นจั่วเฉินก็ชกใส่หัวของหมาป่าจันทราราตรีตัวหนึ่งอย่างแรงจนเืกระเซ็นออกมาหมาป่าตัวนั้นร้องโหยหวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล้มลงไป
แม้จะถูกหมาป่าจันทราราตรีทั้งสิบซึ่งล้วนเป็สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองล้อมอยู่ทว่าเพียงครู่เดียวจั่วเฉินก็จัดการไปได้ถึงสามตัว
ทว่าแม้จะจัดการหมาป่าจันทราราตรีไปแล้วสามตัวสถานการณ์ก็ยังไม่สู้ดีเท่าไรนัก จั่วเฉินสู้สุดความสามารถจนพลังปราณในตัวพร่องลงไปกว่าครึ่ง
แม้การโคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีอย่างบ้าคลั่งจะสามารถเติมเต็มพลังปราณได้อยู่ตลอดเวลาทว่าจั่วเฉินรู้ดีว่าเคล็ดวิชาปราณอัสนีเป็แค่เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตระดับมานุษขั้นสูงเท่านั้นจึงฟื้นพลังได้จำกัด ในเมื่อสูญเสียมากกว่าฟื้นคืน ในท้ายสุด เขาจะต้องถูกหมาป่าฝูงนี้ยื้อจนตายแน่
ความเ็ปที่แผ่นหลังกระตุ้นจั่วเฉินอยู่ตลอดเวลาเขาไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมืออีก ได้แต่หรี่ตามองร่างเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง แววตาแฝงไปด้วยประกายเย็นเยียบประจันหน้ากับหมาป่าจันทราราตรีที่เหลืออีกเจ็ดตัว
ใน่เวลาสั้นๆ นี้เอง จั่วเฉินพลันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าบริเวณใจกลางของฝูงหมาป่าจันทราราตรีนี้มีอยู่ตัวหนึ่งที่มีกลิ่นอายพลังกล้าแกร่งที่สุด
“จ่าฝูง!”
จั่วเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทันใดนั้นพลันเกิดไอสังหารขึ้น
หมาป่าจันทราราตรีตัวนี้มีความสามารถแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองทั่วไปมันปลดปล่อยแรงกดดันออกมาหนักหน่วงที่สุด จั่วเฉินจึงเดาว่ามันน่าจะเป็จ่าฝูงของหมาป่าฝูงนี้
หากสามารถสังหารจ่าฝูงไปได้ล่ะก็แรงกดดันหลังจากนี้คงลดน้อยลงไปกึ่งหนึ่ง เขาอาจจะรอดตายก็ได้
คิดได้ดังนั้นจั่วเฉินก็โคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีเต็มพิกัดทำให้พลังปราณธาตุสายฟ้าและไฟะเิออกมา ก่อนที่เขาจะพุ่งตัวไปข้างหน้าพร้อมกับทำท่วงท่าประหลาด
การโจมตีนี้มีเพียงท่วงท่าเดียวเท่านั้น
จั่วเฉินะเิพลังทั้งหมดอัดกระแทกใส่ร่างของจ่าฝูงตัวนั้น
เขาสั่งสมพลังของท่วงท่าที่หนึ่งที่เรียนรู้จากห้วงมิติหินหยกอยู่นานจนเกิดเป็การโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดออกมาแม้จะดูเรียบง่ายและธรรมดา ทว่ากลับได้ผลดีเกินคาด เนื่องจากมีพลังการโจมตีสูงจนน่าใ
หลังจากที่มีเสียงโหยหวนดังขึ้น ร่างของจ่าฝูงตัวนั้นพลันล้มลงกระแทกต้นไม้หักโค่นไปสองต้นก่อนที่มันจะอ้าปากพ่นเืออกมา หน้าอกยุบลงไปโดยที่ไม่อาจรู้ได้ว่ามีซี่โครงหักไปกี่ท่อน
เมื่อเห็นดังนั้นจั่วเฉินก็รู้สึกพอใจและโจมตีต่อเขาเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระชับดาบโค้งในมือแน่นก่อนจะจ้วงแทงซ้ำลงไป
ทันทีที่จ้วงดาบลงไป ที่คอของจ่าฝูงก็ปรากฏรูแผลที่มีเืสดๆไหลรินออกมาไม่หยุด ก่อนจะสิ้นใจไปทันที
สังหารภายในพริบตา!
ท่วงท่าเดียวที่เรียนรู้จากห้วงมิติหินหยกนี้ช่วยทำให้จั่วเฉินสามารถสังหารจ่าฝูงของหมาป่าจันทราราตรี ที่มีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมขั้นห้าได้ในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นว่าจ่าฝูงของหมาป่าจันทราราตรีตายแล้วเขาก็ผ่อนลมหายใจยาว
จั่วเฉินยืนอยู่หน้าร่างของจ่าฝูงที่ตายไปพลางเหลือบมองหมาป่าจันทราราตรีที่เหลือด้วยสายตามาดร้าย
พลังทั้งหมดในตัวได้สูญเสียไปกับการโจมตีเมื่อครู่ทำให้ ณ เวลานี้ จั่วเฉินไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่ไร้กำลังผู้หนึ่งเลยที่ยังยืนหยัดอยู่ก็แค่แสร้งทำไปเท่านั้น
ทว่าทุกอย่างนั้นเป็อย่างที่คาดไว้ การสังหารจ่าฝูงได้สร้างผลกระทบต่อหมาป่าที่เหลือไม่น้อยพวกมันได้แต่เดินวนเวียนอยู่รอบๆ ไม่มีตัวไหนกล้าบุ่มบ่ามโจมตีเข้ามา
จั่วเฉินยิ้มขมขื่นในใจ ไม่แปลกที่คนมากมายมักทำภารกิจกันเป็กลุ่มการมาคนเดียวเช่นนี้แทบจะไม่มีใครทำเพราะเมื่อใดที่เจอเข้ากับสัตว์อสูรที่มาเป็ฝูงเช่นหมาป่าจันทราราตรีนี้แล้วหากไม่มีพลังที่แข็งแกร่งพอก็อาจจะต้องเผชิญกับอันตราย
หมาป่าจันทราราตรีตัวหนึ่งก้าวเดินขึ้นมาอย่างลองเชิงจั่วเฉินเห็นดังนั้นก็เงื้อดาบโค้งขึ้นเพื่อข่มขวัญมัน ทว่าดูเหมือนเขาจะประเมินความโเี้ของหมาป่าจันทราราตรีต่ำไปแม้ว่าจ่าฝูงจะถูกสังหารไปแล้ว สมาชิกที่เหลือกลับไม่ได้จากไปในทันที ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
หมาป่าจันทราราตรีตัวนั้นหอนออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะกระโจนใส่จั่วเฉิน
“แย่แล้ว!”
จั่วเฉินใจกระตุกวูบ รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่กระจายรอบตัว
เนื่องจากพลังปราณของเขาแห้งเหือดหมด ตอนนี้ก็ใกล้จะยืนไม่ไหวไม่มีกำลังจะต้านเลยสักนิด อย่าว่าแต่สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองเลย ต่อให้เป็แค่ขั้นหนึ่งก็ยังไม่อาจต้านทานได้หากหมาป่าตัวนี้ประชิดถึงตัวล่ะก็ จั่วเฉินคงจะต้านไว้ไม่อยู่แม้แต่วินาที
ขณะที่กำลังเครียดสุดขีดนั้นดวงตาทั้งสองของจั่วเฉินพลันเบิกโพลง จ้องไปที่หมาป่าตัวนั้น เค้นเอาแรงเฮือกสุดท้ายที่มีแทงดาบโค้งในมือออกไปสุดแรงเพื่อโจมตีเป็ครั้งสุดท้ายแม้จะรู้ว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่เกิดผลก็ตาม
ทว่าทันใดนั้น จั่วเฉินก็ชะงักอยู่กับที่
หมาป่าจันทราราตรีตัวนั้นหอนออกมาก่อนจะถอยออกไปดวงตาทั้งสองฉายแววหวาดกลัวราวกับเห็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเข้า ไม่ใช่แค่หมาป่าจันทราราตรีตรงหน้าเพียงตัวเดียวสมาชิกฝูงที่เหลือก็หวาดกลัวกันหมด ไม่เหลือเค้าความน่าสะพรึงกลัวเช่นเดิมอีก
ในตอนนั้นเองจั่วเฉินก็รู้สึกได้ว่าหินหยกลึกลับในร่างเกิดการเปลี่ยนแปลง กลิ่นอายของพลังอันกล้าแกร่งขุมหนึ่งแผ่ออกมาปกคลุมตัวเขาเอาไว้
จั่วเฉินพบเื่ที่น่าใเข้า ดูเหมือนเขาจะสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจแววตา และการเคลื่อนไหวของหมาป่าจันทราราตรีเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมันเป็ความรู้สึกที่ไม่เคยได้ััมาก่อน แม้เวลานี้พลังปราณจะแห้งเหือดจนหมดตัวทว่าก็ยังรู้สึกได้ว่าเพียงแค่จิตสำนึกเดียวของตนเองก็สามารถปลิดชีพหมาป่าจันทราราตรีฝูงนี้ได้
ทว่าจั่วเฉินยังไม่ทันได้สติดี หมาป่าที่เหลือก็พากันหนีไปหมดแล้วราวกับพวกมันกำลังกลัวว่าหากยังอยู่ต่ออีกเพียงวินาทีเดียวก็มีสิทธิตายได้
เมื่อเห็นดังนั้นจั่วเฉินจึงผ่อนคลายลง แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหมาป่าพวกนั้นถึงจากไปทว่าอย่างน้อยก็ผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตมาแล้ว
...
รอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงคำรามของสัตว์อสูรให้ได้ยินเป็พักๆพอคิดว่า่เวลาต่อจากนี้ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรอีก จั่วเฉินก็รีบนั่งขัดสมาธิและเริ่มโคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีเพื่อฟื้นฟูพลังในทันทีไม่นาน พลังปราณธาตุสายฟ้าและไฟในตัวก็เริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็วรอบหินหยก ก่อนจะค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้น
หลังจากฟื้นพลังได้ส่วนหนึ่ง จั่วเฉินก็เริ่มสำรวจการเปลี่ยนแปลงภายในร่างอย่างจริงจัง
แม้ว่าจะไม่ได้จงใจจับสังเกต จั่วเฉินก็สามารถรับรู้ทุกการเปลี่ยนแปลงรอบข้างได้กระทั่งสายลมหรือใบไม้สั่นไหวก็รับรู้ได้อย่างชัดเจน นี่เป็ความรู้สึกที่พิกลมาก ทว่าก็ชวนให้ตื่นเต้นมากเช่นกัน
แม้จะไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนทว่าด้วยความรู้ที่มี จั่วเฉินก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมา
“แรงปณิธานหรือ?”
แรงปณิธานนั้นเป็สิ่งลี้ลับมันแตกต่างจากพลังปราณ ปณิธานนั้นเป็สิ่งที่ไร้ตัวตนและไม่อาจมองเห็นได้
แรงปณิธานเกิดขึ้นในสมองเป็สิ่งที่มนุษย์ใช้รับรู้การเปลี่ยนแปลงใต้ฟ้าบนดิน และเป็สิ่งที่ทุกคนมีมาั้แ่เกิดทว่าแรงปณิธานของคนส่วนมากมักจะอ่อนแอจนไม่สามารถตรวจจับได้ คนที่มีแรงปณิธานกล้าแกร่งนั้นจะได้เปรียบในด้านหลักอักขระยันต์มากกว่าคนทั่วไปเป็เหตุผลที่บุคคลเหล่านี้ถูกเรียกว่าผู้ร่างอักขระยันต์ ยิ่งพลังของแต่ละคนพัฒนาขึ้นเท่าไรแรงปณิธานในตัวก็จะพัฒนาขึ้นเท่านั้น
ทั่วทั้งผืนภพรัตติกาลมีผู้กล้าแกร่งบางคนที่สามารถส่งพลังทะลุทะลวงลงพื้นดินได้ไกลนับหมื่นลี้เพียงสายตาที่มองออกไปก็สามารถปลิดชีพคู่ต่อสู้ลงได้ แม้คำกล่าวเหล่านี้จะเกินจริงไปหน่อยทว่าก็มีต้นตอความเป็มาเช่นนั้นจริง เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็ผลที่เกิดจากแรงปณิธาน
เพราะมีแรงปณิธานแรงกล้า บรรดาผู้กล้าแกร่งจึงสามารถรับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบข้างได้ตำนานร่ำลือกันไว้ว่า ยอดฝีมือที่กล้าแกร่งที่สุดในผืนพิภพ สามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในละแวกสิบลี้เลยทีเดียว