แปะ แปะ
ััจากมือเล็กบนหน้าขาทำให้ร่างท้วมที่นอนอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้โยกต้องหันหน้าไปมองร่างของเด็กน้อยวัยหกขวบที่อยู่ในชุดเ้าหญิงสีชมพูหวานแวว ในอ้อมแขนกอดตุ๊กตาแอนนาเบลผมสีแดงเอาไว้แน่น
"ว่าไงคะ? อยากให้คุณตาเล่นด้วยหรอคะ?" กรกฤตถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวล พร้อมกับวางหนังสือนิยายในมือลง
"มะลิอยากเล่นพ่อแม่ลูกค่ะ" ริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้มจนเห็นฟันหน้าที่แหว่งเป็รู นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กรกฤตถูกหลานสาวชวนเล่นพ่อแม่ลูก
เด็กหญิงวัยหกขวบที่เรียกขานเขาว่าคุณตา แท้จริงแล้วพวกเราไม่ได้มีสายเืเดียวกันแต่อย่างใด
กรกฤตเป็ลูกชายคนเดียวที่เติบโตมาในครอบครัวคนจีน เขารู้ตัวดีว่าตัวเองชอบเพศเดียวกันั้แ่เด็ก แต่ด้วยที่สังคมไทยในสมัยนั้นไม่ได้เปิดกว้าง และยอมรับในเื่นี้มากนัก
จึงทำให้เขาต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องผิดหวัง กรกฤตถูกปลูกฝังมาั้แ่เด็กว่าอาชีพข้าราชการเป็อาชีพที่มั่นคงมากที่สุด
นอกจากจะมีสวัสดิการมากมายแล้ว หลังอายุครบหกสิบปีเขาก็จะได้เงินเกษียณไว้ใช้ในยามแก่เฒ่า
กรกฤตมุ่งมั่นตั้งใจเรียนอย่างหนัก เพื่อจนสอบบรรจุเข้ามาไปเป็ข้าราชการครู หลังจากที่สอบบรรจุได้เขาก็เริ่มเรียนต่อปริญญาโท และปริญญาเอกเพื่อหวังจะไปเป็อาจารย์ในรั้วมหาวิทยาลัย
ผลงานมากมายไม่ว่าจะเป็การทำวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือบทความทางวิชาการทำให้กรกฤตไต่เต้าจากอาจารย์ธรรมดาขึ้นเป็ตำแหน่งผู้ช่วยของศาสตราจารย์ได้
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ตำแหน่งรองศาสตราจารย์มา และล่าสุดไม่กี่ปีก่อนเกษียณอายุเขาเพิ่งได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์มาได้
เรียกได้ว่าหากมองจากมุมมองคนภายนอกอาชีพการงานของเขาประสบความสำเร็จเป็อย่างมาก แต่ในความเป็จริงกรกฤตรู้สึกว่าชีวิตของเขาเรียกได้ว่าจืดชืดไร้สีสันอย่างสิ้นเชิง
กรกฤตไม่เคยมีเฟนเป็ตัวเป็ตนมาก่อน เพราะกลัวพ่อแม่ของตัวเองจะจับได้ แต่หลังจากพวกท่านเสียไป เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านมานานเกินกว่าที่จะคบหาดูใจกับใครได้
สมัยที่เข้ามาเป็อาจารย์มหาวิทยาลัยใหม่ๆ เขาเคยช่วยเหลือเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่มีครอบครัว เขาส่งเสียค่าเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจนเธอเรียนจบ และได้งานดีๆ ทำ
แม้ว่าจะไม่ได้รับเป็ลูกบุญธรรมตามกฎหมาย แต่เธอก็นับถือเขาเปรียบเสมือนพ่อแท้ๆ คนหนึ่ง และเด็กหญิงวัยหกขวบตรงหน้าคนนี้ก็คือลูกสาวของเธอ
"คุณพ่อคะ คุณแม่บอกว่าหิวข้าวแล้วค่ะ" เสียงเล็กๆ ของหลานสาวทำให้กรกฤตหลุดออกจากภวังค์
เขาปรายตามองตุ๊กตาแอนนาเบลที่ตอนนี้ถูกวางอยู่บนเก้าอี้ด้วยความสงสัย อะไรทำให้หลานสาวตัวน้อยของเขามองมันว่าน่ารักกันนะ?!
"แล้วคุณแม่อยากกินอะไรคะ?"
"หัวใจย่างค่ะ"
"ห๊ะ?" กรกฤตมองหน้าหลานสาวพร้อมกับเบิกตากว้าง ในหัวนึกถึงภาพของตุ๊กตาแอนนาเบลที่กำลังถือมีดเตรียมเข้ามาแทงที่หัวใจของเขา
"หัวใจย่างที่เสียบไม้อ่ะค่ะ ที่เสียบเป็ไม้ๆ นั่นไงคะ" มือเล็กยกขึ้นทำท่าเสียบไม้เพื่ออธิบายคำพูดของเธอ
"อ๋อ.....หัวใจไก่ย่าง" เขาว่าไม่ใช่คุณแม่แอนนาเบลที่อยากกินแล้วล่ะ แต่เป็แม่หนูมะลิคนนี้มากกว่าที่อยากกิน
"มะลิอยากกินหรอคะ เดี๋ยวคุณตาจะได้โทรบอกให้คุณแม่ซื้อเข้ามา"
"กินค่ะ กิน" พวกเขาทั้งสองคน ไม่สิรวมคุณแม่แอนนาเบลไปด้วยอีกหนึ่งคน เล่นพ่อแม่ลูกด้วยกันอีกพักใหญ่ กว่าจะได้หยุดเล่นก็เป็ตอนที่พิมพ์พิมลผู้เป็แม่ขับรถมาจอดในรั้วบ้าน
"จารย์พ่อสวัสดีค่ะ" พิมพ์พิมลหญิงวัยสามสิบกลางๆ ยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย
"ทำไมวันนี้ถึงมาคนเดียวล่ะ ตาอินไปไหน?" กรกฤตถามถึงพ่อของหลานสาว สามีของพิมพ์พิมล
"วันนี้พี่อินติดประชุมด่วนค่ะ"
"ไหนคะ ใครที่บอกว่าอยากกินหัวใจไก่ย่าง" ถุงใสที่บรรจุหัวใจไก่เสียบไม้แกว่งไปมากลางอากาศ กลิ่นหอมน่าทานลอยอบอวลจนเด็กหญิงมองตามตาไม่กะพริบ
"มะลิค่ะ มะลิอยากกินค่ะคุณแม่" มือเล็กชูขึ้นสูงพร้อมกับะโตัวขึ้นไปมาอย่างตื่นเต้น ท่าทางนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่อีกสองคนที่มองมาได้ไม่ยาก
"เ้าเด็กเห็นแก่กินคนนี้นิ!" กรกฤตส่ายหน้าไปมาอย่างปลงตก มุมปากยกยิ้มด้วยความเอ็นดู
แม้จะไม่ได้มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์เหมือนอย่างคนอื่นเขา แต่กรกฤตก็ยังถือว่าโชคดีที่มีครอบครัวที่น่ารักคอยปลอบประโลมหัวใจที่ห่อเหี่ยวของเขาในบางเวลา
"นิยายที่พิมพ์เอามาให้อ่านเป็ยังไงบ้างคะ?" ใบหน้าเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาหันไปมองหนังสือนิยายที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะด้านข้าง
"สนุกนะ แต่พล็อตเื่ซ้ำซากจำเจไปหน่อย"
"โถ่จารย์พ่อคะ พล็อตนิยายนายเอกบ้านจนมีผู้ชายหล่อๆ รวยๆ มาตกหลุมรักแบบนี้แหละค่ะเป็ที่นิยมในตลาด"
แต่ในชีวิตจริงเื่แบบนี้หาได้ยากมากเลยนะ ไม่ว่าใครต่างก็เคยได้ยินคำพูดที่ว่าเงินต่อเงิน กับเรือล่มในหนองแล้วทองจะไปไหน สำนวนนี้ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย
"พรุ่งนี้ที่มหาลัยจัดงานปลดเกษียณให้จารย์พ่อใช่ไหมคะ ให้หนูแวะไปรับขากลับดีไหม?"
หญิงสาวจำได้ว่าพรุ่งนี้เป็วันที่อาจารย์พ่อของเธอถึงเวลาปลดเกษียณอายุข้าราชการอย่างเป็ทางการแล้ว ทางมหาวิทยาลัยจัดงานเลี้ยงอำลาให้เป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่มีการปลดเกษียณจริงจังในสัปดาห์หน้า
"เอาสิ จะได้ไม่ต้องขับรถไปเอง"
"เฮ้อ....ในที่สุดก็จะได้พักอย่างคนอื่นเขาสักที" กรกฤตถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชีวิตข้าราชการที่ยาวนานมาทั้งชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า
หลังจากนี้เขาจะได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่บ้านเลี้ยงหลานสาวตัวน้อยๆ และรอใช้เงินำาญที่ตรากตำทำงานหนักมาทั้งชีวิต
แต่ใครจะคาดคิดว่าในค่ำคืนนั้นของานเลี้ยงจะเป็คืนเดียวกับที่ศาสตราจารย์กรกฤตต้องลาลับจากโลกใบนี้ไปด้วยอาการหัวใจวายเฉียบฉันในวัยหกสิบปี
ปิดตำนานอาจารย์กรกฤตผู้เป็ที่รักของนิสิตนักศึกษาในคณะบริหารธุรกิจทุกคน.......