หลี่จวิ้น รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในถูกเขย่าอย่างรุนแรง พลังปราณที่บริสุทธิ์จนน่าใสายหนึ่งทะลวงผ่านร่างกาย อาละวาดชนดะไปทั่วร่าง สร้างความาเ็ไม่น้อยในชั่วพริบตา
เขาหมดสติไปเพียงครู่เดียวก็ฟื้นคืนสติ พอเห็นซูหยุนยังคงระดมหมัดทุบเขาไม่ยั้ง ความอึดอัดคับแค้นก็แล่นพล่านในอก จนกระอักเืออกมาคำโต แววตาฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง เขาฝืนรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ะเิพลังผลักซูหยุนกระเด็นออกไป
ซูหยุนเองก็เป็แค่ตะเกียงขาดน้ำมัน อาศัยแค่ใจสู้เฮือกสุดท้ายค้ำจุนร่าง พอโดนแรงกระแทกนี้เข้าไป ก็ล้มกลิ้งลงไปนอนแผ่หรากับพื้น ลุกไม่ขึ้นอีกต่อไป
สภาพของหลี่จวิ้นก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน หมัดของซูหยุนแต่ละดอกเน้นเข้าจุดตายและจุดชีพจรสำคัญทั้งนั้น ตอนนี้เขาาเ็สาหัส ประกอบกับการฝืนรีดเร้นพลังครั้งสุดท้าย ทำให้ทั่วร่างไร้เรี่ยวแรง ได้แต่เงยหน้ามองฟ้าด้วยแววตาว่างเปล่า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เหล่าศิษย์มุงเห็นทั้งคู่นอนแผ่หรา ลุกไม่ขึ้นกันทั้งคู่ ก็ทำท่าจะกรูกันเข้าไปดูอาการ...
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" เสียงแหบพร่าแต่ดุดันดังขึ้น
ทุกคนชะงักกึก มองไปที่ต้นเสียง เห็นซูหยุนพยายามผงกหัวขึ้นมา ถลึงตาขู่ฟ่อ "ของพวกนี้ข้าเอาชีวิตเข้าแลกมา! ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะแม้แต่ปลายก้อย!"
เหล่าศิษย์มอง ผลึกิญญา ที่กระจายเกลื่อนพื้น แล้วหันกลับมามองซูหยุนที่สภาพปางตายแต่ยังหวงสมบัติยิ่งชีพ ก็ได้แต่พูดไม่ออก...
'ไอ้หมอนี่... ชีพดับไม่ว่า ทรัพย์สินห้ามกระเด็นจริงๆ'
"แค่กๆ..."
ในที่สุด หลี่จวิ้นที่มีพื้นฐานวรยุทธ์สูงกว่า ก็ได้รับาเ็น้อยกว่าซูหยุนเล็กน้อย เขาพยุงร่างโซเซลุกขึ้นยืนได้ก่อน สายตาที่มองซูหยุนเต็มไปด้วยความมืดมน
แม้เขาจะทำร้ายซูหยุนจนสาหัสได้สำเร็จ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเข้า แดนลับหลิงเสวียน ของซูหยุนแน่นอน ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
แต่ทว่า... ศักยภาพและศักดิ์ศรีของเขาในการต่อสู้ครั้งนี้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี แถมทุกคนยังเห็นความโเี้อำมหิตของเขาที่ลงมือกับศิษย์น้อง แม้จะอ้างว่าเป็อุบัติเหตุในการประลอง แต่ใครๆ ก็ดูออก...
นับจากนี้ไป ชีวิตในสำนักของเขาคงยากลำบาก ไม่มีใครกล้าคบหาหรือเข้าใกล้... และนี่แหละคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเขา
พอนึกได้แบบนี้ เขาก็ทั้งเจ็บใจความโลภของตัวเองที่ไปรับของสิ่งนั้นมา และรับปากทำงานสกปรกนี้ อีกใจก็เคียดแค้นคนที่บงการอยู่เื้ั ที่ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้
เขาเมินเฉยต่อสายตาหวาดระแวงของคนรอบข้าง หันหลังเตรียมจะเดินจากไป
"ศิษย์พี่หลี่" ซูหยุนเรียกไว้ น้ำเสียงเย็นะเื "เื่ในวันนี้... และคนข้างหลังท่าน... ข้าซูหยุน... วันหน้าต้องขอตอบแทนให้สาสม!"
เขารู้ดีว่าตอนนี้หลี่จวิ้นไม่กล้าลงมือซ้ำแน่ เมื่อกี้อ้างได้ว่าเป็การประลอง แต่ถ้าลงมือซ้ำตอนนี้ กฎสำนักเล่นงานเขาตายแน่
และก็เป็จริงดังคาด หลี่จวิ้นชะงักฝีเท้าเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร เดินก้มหน้าจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
พอศัตรูไปแล้ว ซูหยุนก็แหกปากโวยวายทันที "ศิษย์พี่กัว! ถ้ามัวแต่ยืนดูดาย ไม่มาช่วยเก็บของ ข้าไม่แบ่งส่วนแบ่งให้นะเว้ย!"
ฝูงชนสะดุ้งโหยง แล้วก็ถึงบางอ้อ 'ชัดเลย! ที่แท้ก็เป็แผนชั่วของไอ้สองตัวนี้จริงๆ ด้วย!'
กัวเลี่ยง เดินทำหน้าปุเลี่ยนๆ ออกมาจากมุมตึก ไม่กล้าสบตากับสายตาอาฆาตแค้นของฝูงชน เขารีบเดินมาหาซูหยุน
เขาแอบเคืองที่ซูหยุนะโแฉความสัมพันธ์กลางฝูงชน แต่พอเห็นสภาพยับเยินของซูหยุน ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบขวดยารักษาออกมาเตรียมจะป้อนให้
"หยุดๆๆ" ซูหยุนรีบห้าม "เก็บยาไปก่อน! รีบเก็บ ผลึกิญญา ก่อน! อย่าให้ใครจิ๊กไปแม้แต่ก้อนเดียว!"
เส้นเืบนขมับกัวเลี่ยงเต้นตุบๆ เขาเก็บยาลงทันที แล้วหันไปก้มหน้าก้มตาเก็บผลึกิญญาที่เกลื่อนพื้นแทน
ซูหยุนยังไม่วายบ่นงึมงำอยู่ข้างหลัง "อย่าคิดจะแอบเม้มนะ ข้านับจำนวนไว้ในใจหมดแล้ว ขาดไปก้อนเดียวมีเื่แน่!"
กัวเลี่ยงรู้สึกอยากจะย้อนเวลากลับไป... 'ข้าไม่น่าเสนอหน้าออกมาเล้ยยย!'
ห่างออกไปไม่ไกล ชายหนุ่มผมสั้น (หน้าม้าคนเดิม) ยืนมองเหตุการณ์อยู่กับเพื่อน
เขายิ้มให้เพื่อนข้างๆ "ตอนนี้ศิษย์พี่รู้หรือยัง ว่าทำไมข้าถึงห้ามไม่ให้ท่านขึ้นเวที..."
ชายหนุ่มคนนั้นแววตายังมีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่ พึมพำเบาๆ "ทำไม... มันถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?..."
...
ยารักษาแผลถูกซูหยุนโยนเข้าปากเม็ดแล้วเม็ดเล่า ไม่จำเป็ต้องนั่งสมาธิกลั่นกรอง โม่หิน ในหัวก็จัดการบดขยี้เปลี่ยนเป็พลังยาบริสุทธิ์ ซ่อมแซมร่างกายให้อัตโนมัติ
นี่คือความมั่นใจที่ทำให้เขากล้าแลกหมัดกับหลี่จวิ้น าเ็สาหัสขนาดนี้ ถ้าเป็คนอื่นคงต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปเป็ปี แต่สำหรับเขา... อย่างมากก็แค่ 2 เดือน ก็กลับมาซ่าได้เหมือนเดิม
'รอข้าหายดีก่อนเถอะ... ใครบางคนจะต้องชดใช้...'
ขณะกำลังคิดอาฆาตแค้น ประตูห้องก็ถูกผลัก ปัง! เข้ามา
เย่ซวน วิ่งหน้าตื่นเข้ามา พอเห็นซูหยุนนั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียง ขอบตาก็แดงก่ำ เสียงสั่นเครือ "พี่ซู... ท... ท่านไม่เป็ไรนะ?"
เห็นเย่ซวนเป็ห่วงขนาดนี้ ซูหยุนก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ แกล้งตบหน้าอกตัวเองปึกๆ "แผลแค่นี้ ไกลหัวใจเยอะ ข้าไม่เห็นจะ..."
พูดยังไม่ทันจบก็ไอโขลกๆ ออกมา
เย่ซวนรีบควักขวดหยกใบเล็กออกมา เทเม็ดยาออกมาหนึ่งเม็ด กลิ่นหอมประหลาดฟุ้งกระจายไปทั่วห้องทันที
ซูหยุนมองเม็ดยาสีขาวนวลเหมือนหยกเนื้อดี ข้างในมีหมอกควันไหลเวียน เทียบกับยาเกรดต่ำที่เขากินเมื่อกี้ คนละเื่ราวเลย
เขาถามด้วยความสงสัย "ศิษย์น้อง นี่มันยาอะไร?"
เย่ซวนรีบตอบ "นี่คือ ยาเทียนซิน ที่ท่านผู้าุโหลินแห่งยอดเขาโอสถปรุงเองกับมือ รักษาอาการาเ็ได้ดีเยี่ยม พี่ซูอย่าถามมากเลย รีบกินเถอะ!"
ซูหยุนตาลุกวาว ชื่อเสียงของยาเทียนซินเขาเคยได้ยินมาบ้าง ว่ากันว่าเป็สูตรลับที่ผู้าุโหลินใช้เวลาหลายร้อยปีคิดค้น แม้แต่คนใกล้ตายก็ยังยื้อชีวิตไว้ได้
ยาแบบนี้ผลิตได้น้อยมากและมีค่ามหาศาล มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
ซูหยุนไม่เล่นตัวให้มากความ คว้ายาใส่ปากกลืนลงคอทันที โม่หิน เริ่มทำงาน บดขยี้ยาสลายพลังยาที่บริสุทธิ์สุดยอด พร้อมกับ หลักแห่งเต๋า เล็กๆ ที่เขาดูไม่ออกว่าเป็อะไร กระจายไปทั่วร่าง
สีหน้าของซูหยุนเริ่มมีเืฝาดขึ้นทันตาเห็น ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วตัว อาการาเ็สาหัสถูกรักษาหายไปกว่าครึ่งในพริบตา! แถมหลักแห่งเต๋านั้นยังช่วยชำระล้าง สิ่งสกปรก ในกายเขาออกไปได้อีกส่วนหนึ่งด้วย...
เขาถอนหายใจยาว ลืมตาขึ้น แอบชมในใจ 'ยาเทียนซินนี่มันของดีจริงๆ! กลายเป็ว่าเคราะห์ร้ายกลายเป็ดี นอกจากจะหายเจ็บเร็วแล้ว พลังฝึกปรือยังก้าวหน้าขึ้นอีก'
เย่ซวนถามอย่างเป็ห่วง "เป็ไงบ้างพี่ซู? กินอีกสักเม็ดไหม?"
ซูหยุนส่ายหน้า ถึงพ่อจะเป็เ้าสำนัก แต่ยาแบบนี้คงมีไม่เยอะ สำหรับเย่ซวนเองก็นับว่าเป็ของช่วยชีวิตยามคับขัน ถึงเขาจะหน้าหนาหน้าทน ชอบต้มตุ๋นชาวบ้าน แต่กับคนที่จริงใจกับเขาแบบนี้ เขาทำไม่ลงจริงๆ...
เขาพูดปลอบโยน "วางใจเถอะ ข้าหายดีเกือบหมดแล้ว พักอีกไม่กี่วันก็วิ่งปร๋อ ไม่ต้องเปลืองยาดีๆ แบบนี้หรอก"
เย่ซวนััได้ว่าลมปราณของซูหยุนมั่นคงขึ้นจริง ก็โล่งอก เปลี่ยนมาทำหน้าตื่นเต้น "พี่ซู ที่แท้ท่านก็เก่งขนาดนี้เลยเหรอ ท่านไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ท่านดังะเิไปทั่วสำนักแล้วนะ!"
ซูหยุนยิ้มเชิดหน้า 'แหงล่ะ ระดับผลัดเปลี่ยนกายา อัดระดับขัดเกลาิญญาจนน่วม ผลงานระดับนี้หาทั่ว 5 สำนักก็ไม่มีใครทำได้หรอก'
กำลังจะยืดอกภูมิใจ เย่ซวนก็ทำท่าอึกอัก "แต่ว่า..."
"หือ? ว่าไง?" ซูหยุนชะงัก
"แต่ว่า... พวกเขาบอกว่าท่านเก่งก็จริง แต่ชอบวางแผนหลอกลวงชาวบ้าน นิสัยเ้าเล่ห์เพทุบาย แถมยังงกเงินเข้าเส้น... ก็เลย... ตั้งฉายาให้ท่าน..."
ซูหยุนหน้าดำคร่ำเครียด อารมณ์ดีๆ หายวับ "ฉายาอะไร?"
"คู่หูอัปยศแห่งศิษย์สายใน..."
ซูหยุนตาเป็ประกาย 'หือ? คำว่า 'คู่หู' นี่มันมีความหมายลึกซึ้งนะ แสดงว่าศิษย์พี่กัวก็โดนลากลงน้ำไปด้วยสินะ... งั้นค่อยยังชั่วหน่อย ถือว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรม'
...
กัวเลี่ยงเดินหน้านิ่ง สายตามองตรงไปข้างหน้า ทำเป็มองไม่เห็นสายตาเหยียดหยามของเพื่อนร่วมสำนัก...
ไม่มีอะไรมาก... ชินแล้ว...
หนึ่งเดือนมานี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็มีแต่เสียงซุบซิบ เื่ที่เขาร่วมมือกับซูหยุนต้มตุ๋นคนอื่นมันดังกระฉ่อน จนได้ฉายา 'ความอัปยศแห่งศิษย์สายใน' มาครองคู่กัน แม้แต่ศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักเดียวกันยังมองเขาแปลกๆ
เพราะตัวเองผิดจริง จะไปเถียงก็ไม่เต็มปาก นานวันเข้าก็เริ่มด้านชา จนสามารถเผชิญหน้ากับมันได้อย่างสงบ (มั้ง)
ยังดีที่ครั้งนี้อาจารย์ไม่ด่า แถมยังชมเปาะว่าทำได้ดี
นี่คือสิ่งปลอบใจเดียวที่เขามี...
"ศิษย์พี่กัว!"
กัวเลี่ยงสะดุ้งโหยง ได้ยินเสียงคุ้นหู หน้าก็มืดครึ้มลงทันที หันขวับไปมอง
ซูหยุนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา ไม่สนใจสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของคนรอบข้าง ทักทายเสียงใส "กำลังจะไปหาศิษย์พี่กัวพอดี บังเอิญจังเลย"
กัวเลี่ยงมองซูหยุนที่หน้าตาผ่องใส เืฝาดสมบูรณ์ด้วยความตกตะลึงปนหมั่นไส้
'ไอ้เวรนี่... เจ็บปางตายไม่ใช่เรอะ? ผ่านไปไม่กี่วัน ทำไมมันถึกเยี่ยงควายธนูแบบนี้วะ!'
'แล้วมันมาหาข้าทำไมอีก? อย่าบอกนะว่ามีแผนชั่วอะไรอีก?'
เขาตั้งปณิธานแน่วแน่ 'ต่อให้มันพูดจาหว่านล้อมจนลิงหลับ ข้าก็จะไม่ร่วมมือทำเื่บัดสีกับมันอีกเด็ดขาด!'
ซูหยุนเห็นกัวเลี่ยงทำเมิน ก็พุ่งเข้าไปกอดคอ แกล้งทำเป็โกรธ "ไม่เจอกันไม่กี่วัน ทำไมศิษย์พี่กัวทำตัวห่างเหินจัง? หรือว่า! ส่วนแบ่งผลึกิญญามันไม่ครบเหรอ?"
กัวเลี่ยงเห็นสายตาอำมหิตของศิษย์รอบๆ ที่จ้องมาเหมือนจะกินเืกินเนื้อ ก็ทนไม่ไหว รีบลากซูหยุนไปหลบมุมเงียบๆ กัดฟันถาม "มีธุระอะไรว่ามา! บอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่เอาด้วยแล้วกับไอ้เื่ขายขี้หน้าพรรค์นั้น!"
ซูหยุนปรับสีหน้าเป็จริงจัง "ตอนนี้พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องระแวงพวกเรายังกับโจร ่นี้คงลงมือลำบาก... ที่ข้ามาวันนี้ มีเื่อื่นจะคุยด้วย"
ซูหยุนครุ่นคิดเื่นี้มาตลอดั้แ่วันที่ปะทะกับหลี่จวิ้น ดูจากพฤติกรรมแล้ว ถ้าหลี่จวิ้นแค่หมั่นไส้ อยากสั่งสอน ก็แค่ทำให้เขาขายหน้าบนเวทีก็พอ ไม่เห็นจำเป็ต้องเสี่ยงลงมือหนักกะเอาให้พิการจนตัวเองต้องโดนสอบสวน
เว้นเสียแต่ว่า... มี
'ใครบางคน'
ระดับสูงที่ไม่สะดวกออกหน้าเอง สั่งการลงมา?