บทที่14กลับตระกูลจ้าว
หลังจากเก็บเอาร่างกระทิงเขาเงินเรียบร้อยจ้าวเฟยหลงจึงเดินลงจากเทือกเขามายังป่าัเร้นตลอดทางแผ่กลิ่นอายแห่งเทพั จึงไม่มีสัตว์อสูรกล้าที่จะเข้าใกล้พวกมันหลีกหนีไปอย่างรวดเร็วเมื่อัักลิ่นอายของั
จ้าวเฟยหลงกำหนดจุดหมายปลายทางในใจของเขาเรียบร้อยเขาจะต้องกลับไปจัดการเื่ราวที่ค้างคา บุญคุณ ความแค้น ที่ตระกูลจ้าวเป็อันดับแรกเสร็จแล้วค่อยไปรับตัวพ่อและแม่ที่ตำบลไม้งาม
ขณะที่เดินออกมาจากป่าัเร้นเขาซึมซับบรรยายกาศเหล่านี้ไว้เพราะว่าคงอีกนานกว่าที่เขาจะได้กลับมาที่นี่อีก
เมื่อพ้นชายป่าัเร้นฉับพลันมีร่างสามร่างปรากฏต่อหน้าเขา
“ไอ้หนูพวกข้าเฝ้ารออยู่ที่นี่มาเจ็ดเดือนเพื่อรอวันนี้ที่เ้าจะโพล่หัวออกมา”
นักฆ่า จากภาคีร้อยสังหาร เอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโมโห เจ็ดเดือนที่แล้วพวกมันทำงานพลาดทำให้ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายเพื่อเฝ้ารอจ้าวเฟยหลงอยู่ที่นี่ ต้องอดอยากไร้ความสุขความสบายอย่างที่สุด
“ในเมื่อเ้าออกมาแล้วก็คงยอมรับความตายได้แล้วซินะ”เ้าหนึ่งหัวหน้าของกลุ่มนักฆ่าเอ่ยออกมา
“ยอมรับความตาย? ข้าบอกพวกเ้าตอนไหนว่าจะยอมรับความตาย” จ้าวเฟยหลงตอบกลับอย่างนิ่งสงบ
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! หัวหน้าข้าว่าเ้าหนูนี่คงจะกลัวจนประสาทกลับแล้วถึงได้เอ่ยอะไรบอกนี้ออกมา”เ้าสองะเิเสียงหัวเราะดังลั่น
“ไอ้หนูความเจ็บแสบครั้งก่อนในหุบเขาครั้งนี้ข้าจะคืนให้เ้าจนเ้าต้องร้องขอความตายเลยทีเดียว”
เสียงของเ้าสามที่เคยติดตามไล่ล่าจ้าวเฟยหลงก็ดังขึ้นเช่นกันก่อนหันไปหาหัวหน้า
“เดี๋ยวข้าขอเป็คนจัดการมันเอง”
“ได้ซิ อย่าได้ใช้เวลานานนักนะเล่นพอแล้วก็จัดการให้เรียบร้อย”หัวหน้าสั่งแล้วหันหลังจากไป
“เฮ้อ! ออกมาจากจากป่าก็เจอพวกปัญญาอ่อนทันทีฤกษ์ไม่ดีเสียจริง” จ้าวเฟยหลงกล่าวแล้วเอามือไพล่หลัง
“ว่ายังไงนะ!นี่เ้าคงอยู่ในป่านานจนเป็บ้าไปแล้ว”เ้าสองจ้องมองจ้าวเฟยหลงอย่างเดือดดาลไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่กำลังจะถูกฆ่าเหตุใดจึงกล้ามาดูถูกนักฆ่าอย่างพวกเขา
จ้าวเฟยหลงมองกลุ่มนักฆ่าอย่างเย้ยหยัน
“ข้าว่าพวกเ้าทั้งสามคนเข้ามาพร้อมกันเลยดีกว่าข้าจะได้จัดการครั้งเดียวให้เสร็จๆไป ตอนนี้กำลังรีบ”
“จัดการพวกข้าครั้งเดียว? ช่างไม่เจียมตัวจริงๆเป็แค่นักยุทธ์ขั้นหนึ่งจะจักการพวกข้านักยุทธ์ขั้นเก้า”
เ้าสามไม่อาจรั้งรอได้อีกแล้วความเจ็บแสบในครั้งก่อนกับคำพูดในตอนนี้ของเ้าเฟยหลงทำให้เขาแผ่จิตสังหารออกมาอย่างแรงกล้า
พลังลมปราณรวมที่ฝ่ามือของเ้าสามนั้นรุนแรงขนาดที่สามารถทำลายก้อนหินใหญ่ๆได้เลยมันวิ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงด้วยความเร็วเพื่อจัดการเหยื่อของมันให้เร็วที่สุด
หลังจากนั้นมันจะได้เพลิดเพลินกับการทรมานจ้าวเฟยหลงที่แสนตื่นเต้น คิดแล้วมันก็ดีใจจนสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย
“ฟิ้ว!”เสียงของพลังลมปราณที่ควบแน่นจนกลายเป็ปราณดาบ พุ่งผ่านคอของเ้าสามไปเร็วดังสายฟ้าเ้าสามตาเบิกโพลง ความงงงวยและไม่ยินยอมฉายออกมาจากดวงตาของมันเหตุใดมันที่กำลังจะจัดการเหยื่อถึงตายได้ หัวของเ้าสามตกกระทบพื้นกลิ้งไปที่เท้าของเ้าสอง
“เ้าสาม!! แกไอ้เด็กเวรแกกล้าฆ่าเ้าสามได้อย่างไร”
สายตาอันดุร้ายของเ้าสองจ้องมองจ้าวเฟยหลงอย่างกับจะกินเืกินเนื้อให้ได้
“วันนี้แกต้องเจ็บยิ่งกว่าตาย คำว่าเ็ปและทรมารจะเป็เื่เล็กน้อยเลยทีเดียว”
“ฉึก!”
สิ้นเสียงของเ้าสอง คอของมันก็ถูกตัดด้วยปราณดาบหัวร่วงหล่นลงพื้นดินน้ำพุเืพุ่งกระจายสู่ท้องฟ้า
การสังหารนักฆ่าขั้นเก้าสองคนโดยไม่เคลื่อนที่ไร้ซึ่งาแใดๆของจ้าวเฟยหลง สร้างความหวาดผวาแก่หัวหน้านักฆ่าอย่างยิ่งต่อให้เป็มันเองหากจะเอาชนะเ้าสอง เ้าสามย่อมไม่เื่ง่ายและอาจต้องาเ็สาหัสแต่เด็กหนุ่มคนนี้ไม่แม้แต่จะเคลื่อนไหวร่างกายด้วยซ้ำนี่มันเป็ไปได้อย่างไรเมื่อกี้นี้พวกมันคือกลุ่มนักล่ากำลังจะสังหารเหยื่อชัดๆตอนนี้กลับเป็ว่าตายไปแล้วสองคน
“คุณ....คุณชายจ้าว ข้าว่าเราสามารถตกลงกันได้ขอท่านได้โปรดไว้....”
“ตุ๊บ!”
หัวของหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าตกกระทบพื้นดินมันยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ ไม่นึกว่าจ้าวเฟยหลงจะลงมืออย่างฉับพลันมันยังไม่อยากตายและ้าต่อรองเพื่อหาทางลงให้ตนเอง แต่จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะเอ่ยถ้อยคำใดๆลงมือเด็ดขาดยิ่งนัก
“พวกเ้าทำให้ข้าเสียเวลาจริงๆแต่ก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง พวกเ้าทำให้ข้าได้ฝึกฝนวัฏฏะปราณเทพัเอาเป็ว่าข้าจะพาพวกเ้าไปหานายจ้างของพวกเ้าจะได้ไม่นอนหนาวในป่าก็แล้วกันนะ”
จ้าวเฟยหลงเก็บร่างของกลุ่มนักฆ่าแล้วเดินทางเพื่อเข้าเมืองตงเฟิงเมื่อมาถึงประตูเมืองกำแพงเมืองสูงสามจั้งสีเทาหมองหม่นตั้งตระหง่านเบื้องหน้าเขาก็ทำให้จ้าวเฟยหลงรำลึกถึงความหลังอันเ็ปภายในเมืองนี้
“สิบสี่ปีแล้วที่ข้าต้องอยู่อย่างต้อยต่ำ ถูกดูิ่เหยียดหยาม วันนี้ทุกอย่างจะต้องถูกสะสาง”
ขณะที่กำลังเดินผ่านประตูเมือง จ้าวเฟยหลงเก็บซ่อนลมปราณของตนเองเอาไว้อย่างมิดชิด
บนถนนในเมืองตงเฟิง
รถม้าหรูหราคันหนึ่งถูกลากมาโดยม้าเหงื่อโลหิตสัตว์อสูรระดับหนึ่ง ในหนึ่งวันสามารถเดินทางได้พันลี้ การที่สามารถนำม้าเหงื่อโลหิตมาลากรถได้ย่อมต้องเป็ตระกลูที่ร่ำรวยมากและไม่ใช่แค่มีเงินพวกเขาต้องทรงอำนาจมากในเมืองตงเฟิงนี้
เสียงกีบเท้ากระทบพื้นถนนดังสนั่นราวกับกลองศึกผู้คนที่สัญจรไปมาต่างพากันหลบออกจากถนนอย่างรวดเร็วแม้จะไม่พอใจแต่ก็ไม่มีใครอยากล่วงเกินเ้าของรถม้าคันนี้เพราะนั่นอาจหมายถึงการล่มสลายของตระกูลตนเองก็ได้
“หลบไปให้หมด ให้ทางรถม้าเดี๋ยวนี้!”
สารถีที่ขับรถะโสั่งผู้คนอย่างหยิ่งผยองไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน สารถีผู้นี้เป็ถึงนักยุทธ์ขั้นห้าคนทั่วไปจึงไม่อยากยุ่งด้วยรถม้าวิ่งผ่านฝูงชนอย่างรวดเร็วรวดกับลมพัดผ่านจ้าวเฟยหลงก็เป็หนึ่งในผู้ที่หลบลงข้างทางเขาไม่้าเป็ที่สนใจเพราะเื่รถม้าจึงเดินหลบไป
แต่ก่อนรถม้าจะวิ่งมาถึงบริเวณที่จ้าวเฟยหลงอยู่จู่ๆเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่งก็วิ่งตามกระต่ายสีขาวที่หนีออกจากอ้อมอกของนางไปที่กลางถนน
“หลบไป!เ้าเด็กต่ำชั้น”
สารถีที่ขับรถม้าตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังและไม่ลดความเร็วของรถม้าแม้แต่น้อย หากเด็กน้อยถูกชนต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
“กรีด!!!”
เสียงเด็กน้อยร้องออกมาในจิตใจเต็มไปด้วยความกลัวและสิ้นหวังเมื่อรถม้าคันใหญ่วิ่งมาหาตนเอง เด็กน้อยกลัวจนวิ่งไม่ออกตกตะลึงอยู่กับที่
ก่อนที่จะถูกรถม้าชนและเหยียบย่ำ
เด็กน้อยรู้สึกถึงสายลมเย็นพัดพาร่างของนางออกจากอันตรายอย่างหวุดหวิดเมื่อลืมตาขึ้นมานางมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งอุ้มนางอยู่แล้วก็วางนางลงอย่างนุ่มนวล
“ไม่เป็อะไรแล้วแม่หนูน้อย ระวังตัวให้ดีนะคราวหลัง” เสียงอันอ่อนโยนปลอบเด็กน้อย
“ขอบคุณพี่ชาย”เด็กน้อยโค้งคำนับและกล่าวขอบคุณ“อืม...ไปเถอะกลับบ้านเ้าเสีย”จ้าวเฟยหลงเร่ง
“เ้าพวกชั้นต่ำบัดซบเอ้ย!” รถม้าหยุดลงเพราะสารถีรู้สึกขัดใจมากเขาตั้งใจพุ่งชนเด็กน้อยแต่ไม่โดน
“คิดว่าพวกเ้าเป็ใครถึงกล้ามาขัดขวางการดินทางของคุณหนูรองตระกลูอู้อยากตายนักใช่ไหม”
เสียงของสารถีผู้นั้นตวาดดัง แน่นอนว่าเพ่งเล็งมาที่จ้าวเฟยหลงและเด็กน้อย
“หากยังไม่ยากตายจงคุกเข่าลง รอการลงโทษจากตระกูลอู้เสีย”
สารถีคนนั้นวางท่าหยิ่งผยองเขาเสียหน้ามากดังนั้นต้องเอาคืนคนที่ทำให้เขาต้องอับอาย
“แม่หนูรีบกลับบ้านของเ้าเสีย ที่นี่มีคนบ้ากำลังโวยวายเดี๋ยวจะไม่ปลอดภัย”
“ข้าทราบแล้วพี่ชาย” เด็กน้อยหันหลังจะกลับบ้าน
“ฟิ้ว!!”
แส้สีแดงพุ่งไปที่กลางหลังของเด็กน้อย
“ใครให้เ้าไปตอนนี้ ข้าให้เ้าคุกเข่านังเด็กชั้นต่ำ”
“แย่แล้วเด็กน้อยคนนั้นต้องเจ็บหนักแน่ๆ”
“โหดร้ายเหลือเกินทำกับเด็กได้ลง”
“นี่แหละหนาไปหาเื่คนที่ไม่ควรหาเื่ก็เป็แบบนี้”เสียงคนคนรอบข้างเหตุการณ์พูดกระซิบกัน
แต่ก่อนที่แส้จะได้ััหลังของเด็กน้อยกลับหยุดนิ่งไม่ไหวติง จ้าวเฟยหลงใช้มือของเขาจับเอาแส้ไว้ในกำมือ ดวงตาของเขาเขม้นมองไปที่สารถีตระกูลอู้ตอนนี้เขาได้ตัดสินชะตาของสารถีคนนั้นแล้ว
จู่ๆก็มีเสียงของสตรีดังขึ้นจากในรถม้าน้ำเสียงบ่งบอกถึงความรำคาญ
“อู้จี๋ รีบๆจัดการให้หมดเื่ข้ารีบ”
“รับคำสั่งคุณหนูรอง”สารถีนามอู้จี๋ยิ้มเย็นเยียบไปทางจ้าวเฟยหลง
“บังอาจล่วงเกินคุณหนูรองตระกูลอู้เ้าดวงกุดแล้วไอ้หนู”
“มันก็ไม่แน่หรอก”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถ้าทายออกไป
“อะไรกันเขากล้าท้าทายอำนาจตระกูลอู้อย่างนั้นหรือนี่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือนี่เด็กคนนี้?”
“เขาอาจมาจากต่างเมืองเลยไม่รู้จักสี่ตระกูลอันดับหนึ่งจ้าว อู้ ลี่ ซา เลยทะนงตนอย่างนี้”
“เด็กหนุ่มก็เป็แบบนี้ลูกวัวไม่กลัวเสือแท้ๆ*”
ผู้คนรอบข้างพากันซุบซิบอย่างสนุกปาก บ้างเห็นใจบ้างซ้ำเติมตามวิถีของปุถุชนทั่วไป แต่จ้าวเฟยหลงหาได้ใส่ใจไม่
เขากระชากเอาแส้จากมือของอู้จี๋มาได้แบบง่ายดายสิ่งนี้ทำเอาอู้จี๋ใจนอึ้งไปตัวเขาอยู่ในนักยุทธ์ขั้นห้าการที่คนจะดึงเอาแส้ไปจากมือของเขานั้นต้องมีระดับสูงกว่าเขาแต่เด็กหนุ่มตรงหน้าคนนี้มองยังไงก็เป็เพียงนักยุทธ์ขั้นหนึ่งเท่านั้น มันช่างไม่สมเหตุผลเอาเสียเลย
ขณะที่อู้จี๋ตกตะลึงอยู่นั้นแส้ถูกขว้างกลับมาหาเขาแต่ความรู้สึกของเขาบอกตนเองว่าแส้ที่พุ่งมานี้ไม่ได้กลับมาหาเขาเพราะคิดถึงเป็แน่แต่มาพร้อมจิตสังหารที่เต็มเปี่ยมเล็งมาที่หัวของเขาอย่างแม่นยำ
อู้จี๋ะโม้วนตัวขึ้นในอากาศเพื่อหลบแส้ของตนเองเหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง
แต่เท้าที่สองยังแตะไม่ถึงพื้นกำปั้นที่ไม่มีลมปราณใดๆห่อหุ้มก็ถูกซัดเข้าที่จุดตันเถียนเข้าอย่างจัง
“อ๊าก!!!” เสียงร้องที่เ็ปทรมานของการถูกทำลายตันเถียนดังลั่นทั่วถนนกลางเมือง
“ข้าจะฆ่าเ้า ไอ้เด็กสารเลว”อู้จี๋ ก่นด่าจ้าวเฟยหลง เพราะตันเถียนถูกทำลายจากนี้ไปตัวของเขาต้องกลายเป็คนไร้ประโยชน์กลายเป็ขยะที่ไม่มีใครเหลียวมองตราบชั่วชีวิต
“เพี๊ยะ!!”
เสียงฝ่ามือกระทบกับใบหน้าดังชัดเจนทั่วถนนบริเวณนั้นอู้จี๋ที่กำลังด่าอย่างเอาเป็เอาตายหน้าหันไปตามแรงของฝ่ามือ ฟันหลุดออกไปสามซี่เืกลบปาก น่าเวทนายิ่งนัก
ตอนนั้นเองใบหน้างดงาม ร่างอรชรส่วนสัดอันเร่าร้อน กลิ่นกายอันหอมกรุ่น ที่ทำให้ชายใดได้พบเจอต้องคลุ้มคลั่งก็เดินออกออกมาจากรถม้าอู้ลี่ซือ คุณหนูรองตระกูลก็ปรากฏกาย
“ยังไม่เสร็จอีกหรืออู้จี๋”เสียงหวานถามด้วยความหงุดหงิดแต่เมื่อสายตาของนางเห็นภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ทำให้นางต้องใคนรับใช้ของนางถูกคนทำร้าย
“เ้า!...ไอ้คนชั้นต่ำเ้ากล้าทำร้ายคนของตระกูลอู้ วันนี้เ้าต้องตายแน่”
“เฮ้อ! คนตระกูลอู้น่าเบื่อจริงๆพูดอย่างอื่นนอกจากข่มขู่คนอื่นไม่เป็หรือไง”
จ้าวเฟยหลงยืนมองอู้ลี่ซืออย่างนิ่งสงบสองมือไพล่หลังราวกับว่าที่นี่ไม่มีอะไรให้กังวล
“หมัดทะลายภูผา” อู้ลี่ซือ ใช้เพลงหมัดของตระกูลทันที นางเองอยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นเจ็ดพลังของหมัดนี้จึงร้ายแรงทีเดียวแต่มันเทียบไม่ได้กับการโจมของสัตว์อสูรระดับสองเลยด้วยซ้ำ
ในสายตาของจ้าวเฟยหลงหมัดนี้เชื่องช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่เขาก้าวขาหลบการโจมตีก่อนที่หมัดจะมาถึงหน้าอกเพียงหนึ่งฉื่อเอี้ยวตัวไปด้านข้างของอู้ลี่ซือ ทำให้ตัวของนางถลำไปด้านหน้า ฝ่ามือหนาใหญ่ของจ้าวเฟยหลงฟาดลงไปเต็มแรงบนสะโพกอันงอนงามของนาง
แม้ไม่มีพลังปราณแต่ฝ่ามือนั้นทำให้นางต้องเ็ปก้นชา เืลมแปรปรวน ต้องรับโคจรปรับลมปราณรักษาทันที การถูกตีครั้งนี้ต่อหน้าฝูงชน ทำให้นางทั้งเจ็บทั้งอาย สายตาเคียดแค้นจ้องมองจ้าวเฟยหลงนางต้องจัดการเด็กหนุ่มคนนี้ให้สมกับความเจ็บแค้นนี้ให้ได้
“ครั้งนี้ข้าสั่งสอนลูกหลานตระกูลอู้แทนบุพการีที่ละเลยลูกหลานทำให้พวกเขากลายเป็เภทภัยต่อผู้คน”
สายตาสงบนิ่ง มองไปทางอู้ลี่ซือและอู้จี๋“แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้น หากมีครั้งต่อไป ฆ่าไม่ปราณี”
เสียงที่เต็มไปด้วยพลังอัดแน่น กระทบกับจิติญญาของอู้ลี่ซือและอู้จี๋จนไม่อาจออกปากตอบโต้ไม่ได้พวกเขาสองคนััได้ถึงความแน่วแน่จริงจังหากพวกเขาเอ่ยอะไรออกไปเด็กหนุ่มข้างหน้านี้พร้อมจะเอาชีวิตพวกเขาแบบไม่คิดมากแม้แต่น้อย
พูดเสร็จเขาก็เดินจากไปแบบไม่เหลียวกลับมามองสภาพของอู้ลี่ซือและอู้จี๋แม้แต่น้อย
“แต่ถ้าหากตระกูลอู้อยากแก้แค้นก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อเชื่อว่าด้วยอำนาจของพวกเ้าคงจะหาข้าเจอ”
“นี่เขาท้าทายทั้งตระกูลอู้ทั้งตระกูลเลยนะนี่”
“เขาทำขนาดนี้ อย่างอื่นทำไมจะไม่กล้ากันเล่า”
“น่าสงสาร ตระกูลอู้ไม่ปล่อยเขาไว้แน่”
ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นพากันวิจารณ์เหตุการณ์เมื่อสักครู่กันอย่างสนุกปากจากนั้นเพียงไม่นานข่าวลือเื่เด็กหนุ่มนิรนามสั่งสอนคนตระกูลอู้กลางถนนก็กระจายราวกับไฟลามทุ่ง ต่างพากันคาดเดาถึงตัวตนของเด็กหนุ่มคนนั้นว่าเขาคือใครกันแน่ที่กล้าหาญไปแหย่รังแตนรังใหญ่อย่างตระกูลอู้อย่างนี้
จ้าวเฟยหลงใช้เวลาไม่นานก็เดินเท้ามาถึงหน้าประตูใหญ่ตระกูลจ้าวเขาจ้องมองป้ายตระกูลจ้าวที่แขวนอยู่้าประตูใหญ่ แลดูสวยงามหรูหราแต่สิบสี่ปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้มีส่วนร่วมใดๆกับความยิ่งใหญ่นี่เลย
“เอ๋...นั่นมันนายน้อยขยะนี่นามายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกัน?”เสียงหัวหน้ายามคนเดิมดังขึ้นเมื่อสังเหตุเห็น
“ใช่จริงๆด้วยนั่นคือขยะของตระกูลจ้าว มันถูกเนรเทศไปแล้วนี่ทำไมถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้”ลูกน้องก็ส่งเสียงผสมโรงตามทันที
“รีบเข้าไปรายงานนายท่านเร็วเข้าว่าเ้าขยะที่ถูกทิ้งแล้วมันมาอยู่ตรงหน้าประตูนี่เอง” หัวหน้ายามสั่งลูกน้อง
“เดิมทีข้าไม่คิดเอาความกับพวกเ้าแต่ในเมื่อพวกเ้าเสนอตัวขนาดนี้ข้าคงต้องสนอง”
จ้าวเฟยหลงยังสงบนิ่งไม่มีความร้อนรนสักนิด
*ลูกวัวไม่กลัวเสือ-ลูกวัวเพิ่งเกิดไม่รู้จักอันตรายของเสือเหมือนพ่อวัวแม่วัว