บทที่ 5 มิติว่างเปล่า
ในชั่วพริบตา รากิญญาเบญจธาตุที่เดิมทีมีสีทึบในร่างของเฟิ่งชิงหร่านก็สว่างขึ้น ทั้งห้าสีรวมตัวกัน ก่อตัวเป็แท่นิญญาที่เหมือนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
ปราณิญญาที่อุดตันอยู่ในเส้นลมปราณของนางพุ่งเข้าสู่แท่นิญญาอย่างบ้าคลั่ง ความเ็ปบวมตึงที่เส้นลมปราณหายไป
เฟิ่งชิงหร่านมองดูแท่นิญญาภายในร่างของตน อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
นางจำได้ว่าในนิยายเขียนไว้ว่า เมื่อซูเยียนหรานนำปราณิญญาเข้าสู่ร่างกาย แท่นิญญาของนางเปรียบดั่งสระน้อย ๆ ซึ่งนับว่าเป็สิ่งที่เหนือสามัญแล้ว
เช่นนั้นสภาพของนางในยามนี้ มิใช่จะทะลวง์เลยหรือ?
เฟิ่งชิงหร่านไม่รีบร้อนดีใจ นางสงบจิต รวมสมาธิ ยึดมั่นในแก่นแท้ นำปราณิญญาในจิตมาหลอมรวม ส่งเข้าสู่รากิญญา
นางพบด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกันของรากิญญาเบญจธาตุได้หายไป กลายเป็การเกื้อหนุนซึ่งกันและกันแทน
นางไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ชั่วขณะ และบรรลุถึงขอบเขตฝึกลมปราณขั้นห้าโดยตรง เฟิ่งชิงหร่านรีบหยุดการบำเพ็ญทันที
แม้ว่านางจะอยากบำเพ็ญต่อไป แต่นางเข้าใจหลักการที่ว่าไม้ที่โดดเด่นกว่าต้นอื่นในป่าย่อมถูกลมพัดโค่นลง
นางจำได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อซูเยียนหรานดึงปราณิญญาเข้าสู่ร่างกาย นางบรรลุถึงขอบเขตฝึกลมปราณขั้นสาม และได้รับการยกย่องว่าเป็สาวน้อยอัจฉริยะ หลังจากนั้นนางก็ถูกผู้บำเพ็ญชั่วร้ายหลายคนจับตามอง ้ากำจัดนางโดยเร็ว
ดังนั้น นางจำเป็ต้องซ่อนระดับการบำเพ็ญภายในร่างกายไว้ จนกว่าจะหาวัตถุวิเศษที่สามารถซ่อนพลังได้
“นายหญิง กำไลหยกสามารถช่วยท่านซ่อนระดับการบำเพ็ญได้ ไม่ทราบว่านายหญิง้าแสดงระดับการบำเพ็ญระดับใด?” เสียงใส ๆ ดังขึ้นในทะเลจิตของนาง
การส่งเสียงผ่านจิติญญาหรือ?
บางทีอาจเป็เพราะรู้ถึงความสงสัยของนาง เสียงเด็กน้อยนั่นจึงอธิบายว่า “นายหญิง ข้าคือิญญาของกำไลหยก เืของท่านเมื่อครู่ซึมเข้าสู่กำไลหยก ทำให้ผูกพันธสัญญาสำเร็จ”
เฟิ่งชิงหร่านััได้ถึงเส้นสามเส้นที่เพิ่มขึ้นมาอย่างเลือนรางในทะเลจิต
'นี่คงเป็เส้นพันธสัญญากับกำไลหยกกระมัง?'
แล้วนางควรเข้าสู่มิติภายในกำไลหยกอย่างไร?
ขณะที่เฟิ่งชิงหร่านกำลังคิดเช่นนั้น แสงสีขาวสายหนึ่งก็วาบผ่านสายตาไป นางจึงพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางโลกกว้างใหญ่ไพศาล
เมื่อมองไปรอบ ๆ ทั่วทั้งบริเวณเป็ดินแดนที่รกร้างและแห้งแล้ง มีเพียงกระท่อมมุงหญ้าหลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เฟิ่งชิงหร่านเดินเข้าไปในกระท่อมมุงหญ้า เห็นตู้หนังสือสองตู้และตู้ยาหนึ่งตู้ ที่น่าประหลาดใจคือตู้หนังสือหนึ่งในนั้นเต็มไปด้วยตำราวิชารากิญญาเบญจธาตุ
“นายหญิง ยิ่งระดับการบำเพ็ญเพียรของท่านสูงเท่าใด สิ่งของในมิติก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น” พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้น ภูตน้อยน่ารักตนหนึ่งพลันปรากฏกาย ภูตน้อยสีฟ้ามองดูเฟิ่งชิงหร่านอย่างเขินอาย
“เมื่อครู่นี้เ้าเป็ผู้ช่วยข้าปรับปราณิญญาภายในร่างกายงั้นหรือ?”
เมื่อเห็นภูตน้อยส่ายหน้า ดวงตาของเฟิ่งชิงหร่านก็เป็ประกายวูบหนึ่ง ขณะครุ่นคิดถึงที่มาของพลังลึกลับนั้น
“บัดซบ! เยี่ยเวิ่นเทียน ศิษย์น้อยของเ้านี่เป็ปีศาจหรืออย่างไร!?” หรงโจวฝานอุทานด้วยความใ
อายุสิบเอ็ดปีแต่มีปราณิญญาระดับห้าแล้ว หากคนแบบนี้ยังเรียกว่าไร้ค่า แล้วพวกเขาจะไม่กลายเป็ต่ำกว่าไร้ค่าหรอกหรือ?
บรรดาเ้าสำนักอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้าตกตะลึง เฟิ่งชิงหร่านสามารถดึงปราณิญญาเข้าสู่ร่างได้สำเร็จจริง ๆ และยังก้าวะโไปถึงขั้นห้าของขอบเขตฝึกลมปราณเลยทีเดียว นี่มันเป็ไปได้อย่างไรกัน?
อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกคน้าตรวจสอบสภาพของเฟิ่งชิงหร่านอย่างละเอียด ร่างของนางก็หายวับไปจากที่เดิมในพริบตา
“ศิษย์น้อยของข้าหายไปไหน! ศิษย์น้อยตัวโตขนาดนั้นของข้าหายไปไหน!” เยี่ยเวิ่นเทียนจ้องมองไปยังจุดที่เฟิ่งชิงหร่านหายตัวไป แผ่จิติญญาออกไป แต่ก็ไม่พบร่องรอยลมหายใจของนาง
เยี่ยเวิ่นเทียนหันไปมองเซียวหงอวี่ “เซียวหงอวี่! เ้าซ่อนศิษย์น้อยของข้าไว้ใช่หรือไม่? รีบส่งคืนมาเดี๋ยวนี้!”
“บ้าอะไรของเ้า?” เซียวหงอวี่มีสีหน้างุนงงอย่างยิ่ง
“หากมิใช่เ้าแล้วจะเป็ใครได้อีก? ในที่นี้มีเพียงเ้าและข้าเท่านั้นที่มีมิติ สามารถซ่อนคนเป็ได้” เยี่ยเวิ่นเทียนไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดถึงการซ่อนคนในมิติ แต่โลกเบื้องล่างไม่มีทางมีมิติว่างเปล่าอยู่ได้ ดังนั้นจึงตัดความเป็ไปได้ในการซ่อนคนในมิติออกไปก่อน
สีหน้าของเซียวหงอวี่ดูไม่ดีเอาเเสียเลย เขารู้สึกว่าเยี่ยเวิ่นเทียนกำลังกล่าวหาผู้อื่น การบังคับรากิญญาเบญจธาตุให้ดูดซับปราณิญญาเข้าสู่ร่างกาย และยังบรรลุถึงขอบเขตฝึกลมปราณขั้นห้าได้โดยตรง มันผิดปกติวิสัย
เขาตั้งใจจะตรวจสอบว่าวิชาฝึกฝนของเฟิ่งชิงหร่านมีปัญหาหรือไม่ แต่ผลลัพธ์คือนางหายตัวไปเสียแล้ว
เขาสงสัยว่าเยี่ยเวิ่นเทียนอาจจะรู้ทันความตั้งใจของพวกเขา จึงลงมือก่อน โดยซ่อนเฟิ่งชิงหร่านไว้ล่วงหน้า
“เ้าสำนักเยี่ย ข้าซ่อนคนไว้หรือไม่ ในใจท่านย่อมรู้ดีที่สุด” เซียวหงอวี่มองอย่างค้นหา เขาอยู่ขอบเขติญญาเทวะขั้นกลาง ส่วนเยี่ยเวินเทียนอยู่ในขั้นขอบเขติญญาเทวะขั้นสูง เขาไม่สามารถค้นหาในมิติของเยี่ยเวิ่นเทียนได้ จึงได้แต่ให้เยี่ยเวิ่นเทียนส่งมอบคนออกมาเอง
“เหล่าเยี่ย เฟิ่งชิงหร่านบำเพ็ญวิชาอะไรกัน? เหตุใดถึงก้าวะโขึ้นไปถึงขอบเขตฝึกลมปราณขั้นห้าได้ในคราวเดียว?” ไป๋หลี่เสวียนชิงถามออกมาตามความคิดของบรรดาเ้าสำนัก
เยี่ยเวิ่นเทียนกวาดตามองผู้คนรอบข้างอย่างรวดเร็ว ในทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่า ศิษย์น้อยของเขามีพลังบำเพ็ญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป พวกเขาสงสัยว่าศิษย์น้อยกำลังเดินบนเส้นทางนอกรีต!
เยี่ยเวิ่นเทียนสงบสติอารมณ์ลง สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องให้เซียวหงอวี่ส่งตัวศิษย์น้อยมาก่อน
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เฟิ่งชิงหร่านก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในตำแหน่งเดิม แล้วคำนับอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์”
“ดี” ใบหน้าของเยี่ยเวิ่นเทียนเผยสีหน้ายินดี เขามิได้ซักถามว่าไฉนนางถึงหายตัวไป เขายกมือขึ้นควบคุมกระบี่ เตรียมพาเฟิ่งชิงหร่านกลับไปยังสำหนักหลิงอวิ๋น
“เ้าสำนักเยี่ย โปรดรอก่อน” เซียวหงอวี่ยกมือขึ้นวางอาคม “พวกข้าจำเป็ต้องถามเฟิ่งชิงหร่านสักสองสามคำ”
“ไสหัวไป! ข้าไม่มีเวลา หลีกไป” ดวงตาของเยี่ยเวิ่นเทียนเ็า ในชั่วพริบตา บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนตึงเครียดราวกับพร้อมจะประจันหน้ากัน
ไป๋หลี่เสวียนชิงก้าวออกมา กล่าวกับเฟิ่งชิงหร่านว่า “เฟิ่งชิงหร่าน อย่าทำให้อาจารย์ของเ้าลำบากใจเลย พวกข้าเพียงแค่อยากเห็นว่าเ้าดึงปราณิญญาเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไรก็เท่านั้น ด้วยว่าั้แ่โบราณกาลมา ไม่เคยมีตัวอย่างของผู้มีรากิญญาเบญจธาตุดึงพลังเข้าสู่ร่างกายมาก่อน พวกข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด”
“ข้าขอปฏิเสธ” เฟิ่งชิงหร่านตอบโดยไม่ลังเล
ไป๋หลี่เสวียนชิงทำหน้าหงุดหงิด เหตุใดเด็กสาวผู้นี้จึงไม่ทำตามแบบแผนที่ควรจะเป็เล่า?
สมกับเป็ศิษย์กับอาจารย์จริง ๆ นิสัยช่างเหมือนกันราวกับแกะ!
“สาวน้อย ช่างไร้มารยาทเสียจริง” เ้าสำนักเมฆาอัคคีที่คอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดก้าวออกมา โบกมือส่งจิติญญาไปยังเฟิ่งชิงหร่าน เขามั่นใจว่าศิษย์อาจารย์คู่นี้ต้องมีเลศนัย
เมื่อจิติญญาเข้าใกล้ ความรู้สึกถูกสอดส่องแอบแฝงเข้ามา ทำให้เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง นางอยากหลบหนี แต่กลับพบว่าจิติญญานั้นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของนางแล้ว