หลังจากเรียนจบนักเรียนนายเรือ ขุน สิงขร หรือ สิงขร แก่นสัก ก็ได้สมัครเข้าหน่วยบัญชาการาพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือหน่วยรบนักทำลายใต้น้ำจู่โจมซึ่งมีชื่อว่า "มนุษย์กบ"หรือ"หน่วยซีล" (Navy Seal) ปกติขุน สิงขร เป็คนค่อนข้างขาวแต่พอฝึกผ่านไป 6 เดือน ผิวก็ไหม้เกรียมออกดำเข้มไปทันที เดือนที่ 7 เป็สุดท้ายยของการฝึก ขุน สิงขร กำลังนั่งคิดถึงสาวคนรักใน่เวลาพัก กนกพร หรือ พร แฟนสาวซึ่งเรียนอยู่ปีสุดท้ายใกล้จะจบอยู่เหมือนกัน เขานั่งยิ้มคนเดียวอยู่ริมหาดเมื่อคิดถึงคำมั่นสัญญาว่า ถ้าพรเรียนจบแล้วเขากับเธอจะแต่งงานกันกำลังนั่งคิดเพลินๆ "ปรี๊ดดดดดดด" เสียงนกหวีดดังยาวจนแสบแก้วหู ขุนรีบลุกขึ้นอย่างฉับไวตามสันชาติญาณ "ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ" เสียงหัวเราะร่วนของเพื่อนสนิทที่ร่วมฝึกอยู่ด้วยกัน วันชัย เหนือเมฆา หรือ หมวดชัย จบมาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อนคู่แข่งตัวสำคัญในการฝึกมนุษย์กบครั้งนี้ "ไอ้บ้าชัย กูใหมด" ขุนบ่นเพื่อนยิ้มๆ "อีกไม่กี่วันก็ฝึกเสร็จแล้ว มึงไปประจำที่ไหนวะเพื่อน" ชัยถามขุนเพื่อนที่สนิทที่สุดในการฝึกครั้งนี้ เพราะอีกไม่กี่วันทุกคนก็จะต้องร่ำลากันอย่างเป็ทางการ "ไม่รู้ว่ะ ต้องรอคำสั่งในวันที่รายงานตัว" ... "เออ เหมือนกันว่ะ" ในการฝึกมนุษย์กบแม้จะหินสักเพียงใด ผู้ที่เข้ารับการฝึกทุกคนล้วนใจเต็มร้อนทั้งสิ้น เพราะการฝึกแต่ละอย่างมันเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะทนไหว ถ้าไม่อึดหรือว่าใจไม่สู้จริงๆละก็ต้องโบกมือลาทุกคน ชัยลูกผู้รากมากดีมีสายเืตำรวจเข้มข้น เป็นายพลมากันั้แ่รุ่นปู่จนมาถึงรุ่นอา และชัยเองก็เชื้อไม่ทิ้งแถวเรียนจบนายร้อยตำรวจตามเชื้อไปอีกคน ที่สอบเข้าและเรียนจนจบก็เพราะใจรักและฝีมือล้วนๆ ไม่มีการใช้เส้นสายหรือใช้เงินซื้อมาแต่อย่างใด ส่วนขุนเป็เด็กกำพร้าที่มีหลวงตาแก่นและป้าแก้ว น้องสาวของหลวงตาแก่นคอยเกื้อหนุนดูแลกันมาั้แ่เด็กจนเรียนจบนายเรือ และก็เช่นเดียวกันฝีมือบวกใจสู้อย่างเต็มเปี่ยม รวมถึงเื่ที่ค้างคาใจคอยกระตุ้นให้ขุนบากบั่นสู้จนเรียนจบมาได้ พอถึงวันจบหลัสูตรมนุษย์กบสิ้นสุดการฝึก ทุกคนก็ร่ำลากันมีทั้งน้ำตาและรอยยิ้มร่วมกัน ทั้งหมดที่ฝึกก็เป็ลูกผู้ชายนักสู้อย่างสมบูรณ์แบบ
ตะวันจวนจะลับขอบฟ้าชายหนุ่มมาดเข้มเดินเข้าไปกลางลานวัด แล้วคุกเข่าพนมมือก้มลงกราบพระภิกษุชรา ที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ท่านมองชายหนุ่มแล้วยิ้ม "ดำปี๊ดปี๋เลยนะมึงไอ้ขุน" ขุนไม่ตอบอะไรได้แต่นั่งยิ้มฟันขาว "ฝึกสำเร็จดีแล้วรึ" ท่านถาม "ครับหลวงตา ผมคิดถึงหลวงตามากเลยครับ" หลวงตายิ้มอย่างปลื้มปีติ ที่ส่งให้เด็กคนหนึ่งซึ่งรักเหมือนหลานแท้ๆข้ามฝั่งไปได้ด้วยดี แล้วก็พากันเดินไปที่กุฏิหลังวักติดกับป่าช้าเก่า คือที่พำนักพักอาศัยของหลวงตาแก่นอดีตเสือร้ายกลับใจมาบวช ก่อนที่จะมาบวชก็ได้ชื่อว่าเป็เสือร้ายแถบชายแดนไทยพม่าแถวเชียงราย เป็หัวหน้ากลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากว้าเข้าไทย ลำเลียงเสร็จแต่ละครั้งก็จะไปกบดานแถบๆชายแดน ใกล้บริเวณบ้านเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งเป็พ่อแม่ของขุน ครั้งหนึ่งมีการหักลำไม่จ่ายเงินค่าลำเลียงของ พวกที่เบี้ยวเงินก็พาพวกไล่ยิงเสือแก่นจนหนีหัวซุกหัวซุน ขณะที่พวกพ่อค้ายาเสพติดกำลังไล่ยิงเสือแก่นอยู่นั่นเอง พ่อแม่ของขุนก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาจากตลาด มุ่งตรงไปยังบ้านของตัวเองโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงM16ยิงรัวใส่รถมอเตอร์ไซค์ล้มกลิ้งไปทั้งรถทั้งคน เสือแก่นเห็นแล้วก็รีบวิ่งย้อนกลับไปทางรถมอเตอร์ไซค์คันนั้น มือก็เหนี่ยวไกยิงปืน 11 มม.เป็ใบเบิกทางเข้าไป ปัง ปัง ปัง นางเอื้อมแม่ของขุนนอนแน่นิ่งจมกองเื ส่วนนายแขกพ่อของขุนตะเกียกตะกายร่างที่ชุ่มเื พลิกตัวหลบเข้าโคนต้นไม้เพื่อกำบังตัวจากะุปืน เสือแก่นะโพุ่งตัวเข้าไปทางต้นไม้ที่นายแขกนอนอยู่ "แขก แขกเอ็งทำใจดีๆไว้ข้าจะพาเอ็งไปหาหมอ" นายแขกกัดฟันหน้าตาเหยเกด้วยความปวดแผลที่ถูกยิง "พี่แก่นผม...ผมฝากไอ้ขุน..ลูก..ผมด้วย" พูดจบนายแขกก็สิ้นใจตายในอ้อมแขนของเสือแก่น "แขก แขก แขก" เสือแก่นเขย่าตัวนายแขกอย่างแรงเรียกชื่อเสียงดังลั่น ไม่มีคำตอบใดๆเพราะนายแขกเพื่อนรุ่นน้องสิ้นใจไปแล้ว เสือแก่นเปลี่ยแม็กกาซีนปืนแล้วยิงรัวออกไปทางพวกที่ตามล่ามา ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ยิงไปวิ่งไปเป้าหมายคือบ้านของนายแขก เพื่อไปรับเด็กน้อยวัย 6 ขวบลูกนายแขกที่ชื่อว่าขุน เสือแก่นเข้าไปเห็นเด็กน้อยกำลังยืนใเสียงปืนอยู่ใต้ถุนบ้าน เสียงปืนก็ดังระงมไล่หลังเสือแก่นอย่างไม่ขาดสาย ปัง ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ เด็กน้อยได้ยินเสียงปืนดังใกล้เข้ามาก้ยิ่งใ ยืนนิ่งอยู่ใต่ถุนไม่ขยับไปไหนด้วยความกลัว เสือแก่นรีบวิ่งเข้าไปอุ่มเด็กน้อยแต่ก้ต้องล้มลงกระทันหัน เมื่อลูกตะกั่วร้อนๆพุ่งเฉียดสีข้างเืทะลัก เสือแก่นเจ็บแปลบแต่ยังไม่สิ้นฤทธิ์หันกระบอกปืนยิงสวนกลับไป ปัง ปัง ปัง พวกกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดต่างก็ะโหลบลูกปืนเข้าโคนไม้กันพัลวัน พอได้โอกาสเสือแก่นก็พาเด็กน้อยวิ่งเข้าป่า แล้วอุ้มะโเข้าโพรงหญ้าเพื่อไม่ให้เหยียบต้นหญ้าหักให้เห็นร่องรอย เสือแก่นรีบเอามือเคลียร์ต้นหญ้าให้ปิดพออำพรางตัวได้ กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดวิ่งมาถึงก็ยืนลังเลไม่กล้าตาม เพราะไปอีกหน่อยก็พ้นเขตชายแดนไทย ยืนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ๆเสียงหัวหน้ากลุ่มก็ะโออกมา "เฮ้ย พวกเราตามมันไปที่ชายแดน เรายืนอยู่ฝั่งนี้พวกว้ามันไม่กล้าทำอะไรหรอก" สิ้นเสียงคำสั่งคนทั้งหมดก็ตามเสือแก่นไปทางชายแดน เด็กน้อยอยู่ในโพรงหญ้ากับเสือแก่นมองทะลุผ่านช่องเล็กๆของโพรงหญ้า เห็นหน้าไอ้คนที่ยืนรอรับคำสั่งอย่างชัดเจน เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห้นชัดนอกนั้นไม่เห็นหน้าใครอีกเลย เวลาผ่านไปร่วมๆชั่วโมงเสือแก่นก็พาเด็กน้อยออกจากโพรงหญ้าที่ซ่อนตัว แล้วเดินย้อนไปทางที่พ่อแม่ของเด็กน้อยนอนสิ้นลมหายใจ เสือแก่นพาเด็กน้อยไปนั่งที่โคนไม้ใหญ่ ห่างจากร่างที่ไร้ิญญาของสองผัวเมียพอประมาณ เพราะไม่อยากให้เด็กเห็นภาพอุจาดตาแบบนั้น พักใหญ่ๆไฟก็ลุกโชนในกองฟืนที่ใหญ่มากพอสมควร เสือแก่นเผาร่างไร้ิญญาทั้งสองรวมกัน พอไฟติดดีแล้วเสือแก่นก็ยกรถมอเตอร์ไซค์ของนายแขกขึ้นตั้ง แล้วพาเด็กน้อยขี่ไปอย่างไม่มีจุดหมาย ขับไปทั้งที่สีข้างยังชุ่มไปด้วยเื จะว่าไม่มีจุดหมายก็ไม่ได้เพราะเสือแก่นเอง ก็หวังที่จะไปหาลูกน้องเก่าที่เคยร่วมงานกันมา แต่ก็ยังคิดหวั่นๆอยู่ในใจว่าลูกน้องเก่าคนดังกล่าว จะยังอยู่ที่เดิมหรือไม่จะอยู่หรือไม่อยู่ยังไง ก็ต้องเสี่ยงไปหาก่อนเพราไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้วในเวลาแบบนี้
ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูรัวๆ "เอ้อ ๆ ได้ยินแล้ว ใครวะ" เสียงะโออกมาจากในบ้าน "ไอ้ศรนี่กูเองแก่น" พูดยังไม่ทับจบเสียงประตูก็เปิดออกมา แอ๊ดดดดด "อ้าวพี่แก่นไปโดนอะไรมาเนี่ย เืโชกเลย" เสือแก่นไม่ทันได้ตอบร่างก็ทรุดลงพื้นสลบหายใจระรวย เสือศรอดีตลูกน้องเก่าเสือแก่นก็รีบประคองลูกพี่เก่า ไปไปนอนบนเสื่อที่ปูอยู่กลางห้อง และรีบทำแผลให้อย่างคล่องแคล่วว่องไว สายตาก็จับจ้องมาทางที่เด็กน้อยนั่งอยู่ "เอ็งกินข้ามารึยังไอ้หนู" เด็กน้อยไม่ได้ตอบแต่กลับส่ายหน้าแทน เสือศรก็ไปตักข้าวมาพร้อมกับปลาเค็มและบวบผัดไข่ เด้กน้อยก็กินอย่างหิวโหยแป๊บเดียวหมดจาน น้ำท่าไม่ทันได้อาบ เด็กน้อยก็ม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียอีกคน เสือศรก็อุ่มไปนอนในมุ้งที่กางไว้อยู่แล้ว
ตะวันสายโด่งประมาณ 9 โมงเช้าเห็นจะได้ เสือแก่นลุกขึ้นเดินไปทางหน้าบ้านมองไปรอบๆ สายตาก็มาหยุดนิ่งที่เด็กน้อยกำลังนั่งกอดเข่าเซื่องซึม เสือแก่นถอนหายใจเบาๆ แววตาบ่งบอกถึงความสงสารเด็กน้อยอย่างจับใจ เสือแก่นหันกลับกำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน "พี่แก่น พี่แก่น อยู่ไม่ได้แล้วไอ้พวกนั้นมันมาที่ตลาดเดินถามคนไปทั่วเลย เื่พี่กับเด็กคนนั้น" เสือแก่นหันรีหันขวางมองหาปืนในใจไม่เคยคิดกลัวเลยแม้แต่นิด ห่วงแต่เด็กน้อยที่ต้องดูแลตามคำสั่งเสียของนายแขก เพื่อนรุ่นน้องที่ได้ฝากฝังลูกชายไว้ก่อนตาย แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำหรือพูดอะไร "พี่เอารถผมไปก่อนเติมน้ำมันมาแล้ว เงินพอมีอยู่ในเก๊ะหน้ารถ ถ้าหลบไปได้พ้นแล้วก็โทรบอก ผมจะไปเอารถเอง" เสือศรพูดรัวส่วนเสือแก่นก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว รีบพาเด็กน้อยขึ้นรถตะบึงออกไปจากบ้านเสือศรทันที เสือแก่นขับลัดเลาะชายป่าไปเพราะชำนาญทางแถวนั้นดีอยู่แล้ว แม้ปากจะซีดหน้าซีดเพราะพิษไข้ แต่เสือแก่นก็ยังกัดฟันทนขับรถต่อไป ขับลัดเลาะมาไกลมากโขแล้วก็ขับรถเข้าไปวิ่งบนถนนสายหลัก เด็กน้อยพอนั่งรถไปได้สักพักก็หลับตามประสาเด็ก เวลาจะเที่ยงหรือบ่ายก็ไม่แน่ใจเพราะนาฬิกาไม่มี ความหิวค่อยๆคืบคลานเข้ามาจนท้องเริ่มร้อง จ๊อก ๆ เสือแก่นจอดรถเปิดเก๊ะหยิบเงินมานับดูได้ 8 พัน ก็ขับต่อไปครั้นจะแวะกินข้าวตามร้านข้างทางก้ใช่ที่ ไม่รู้ว่าพวกค้ายาพวกนั้นจะตามมาเจอเมื่อไหร่ คงต้องพึ่งข้าวเหนียวไก่ย่างนี่แหละเหมาะที่สุด พอซื้ออาหารการกินเรียบร้อย ก็ปลุกเด็กน้อยลุกขึ้นมานั่งกินในรถโดยไม่ต้องจอด รถก็ยังขับห้อตะบึงไปตามทางต่อไป จุดหมายปลายทางครั้งนี้มีแน่นอน ถ้ายังสามารถนำพาชีวิตรอดไปได้
ห้าทุ่มกว่าๆรถก็มาหยุดจอดที่หน้าบ้านขนาดกลางๆหลังหนึ่ง รอบๆบริเวณเป็ป่ากึ่งรกกึ่งเตียน เสือแก่นปิดสวิทช์ดับเครื่องรถ เสือแก่นค่อยๆก้าวลงจากรถในขณะที่เด็กน้อยกำลังหลับอยู่ "ใครน่ะ" เสียงผู้หญิงวัยกลางคนะโถามออกมาจากในบ้าน "แก้วนี่พี่เอง" เสือแก่นตอบคำถามหญิงผู้เป็เ้าของบ้าน "อ้าวพี่แก่นหรอกรึ มาๆเข้ามาในบ้านก่อน" เสือแก่นเดินเข้าไปในบ้านของน้องสาว ด้วยอาการไม่ค่อยจะสู้ดีนักสักเท่าไหร่ พอเข้าไปแล้วก็ถูกน้องสาวซักไซ้ไล่เรียง ถามถึงสารทุกข์สุกดิบตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานๆ เมื่อคุยกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เสือแก่นก็เดินออกไปอุ้มเด็กน้อยเข้ามานอนในบ้าน เด็กน้อยก็ยังคงหลับไม่รู้เื่อยู่อย่างนั้น เสือแก่นก็ฝากฝังเด็กน้อยให้น้องสาวดูแลต่อไปที ส่วนตัวแกเองนั้นจะไปตามไล่ล่ากลุ่มพ่อค้ายาพวกนั้น น้องสาวพยายามห้ามต่างๆนาๆแต่ก็ไม่เป็ผล "แง ๆ ๆ ๆ ๆ" เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นมา เป็ธรรมดาของเด็กที่ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่เห็นใคร เสือแก่นรีบเข้าไปปลอบประดลมจนเด็กน้อยเงียบเสียงลง ป้าแก้วน้องสาวเสือแก่นก็พูดขึ้นเชิงฟ้องเด็กน้อยว่า "ตาแก่นเขาจะไปอยู่ที่อื่นแล้วนะ เอ็งก็อยู่กับข้าที่นี่ก็แล้วกัน" เด็กน้อยลุกขึ้นนั่งส่ายหน้าไม่ยอม ถ้าเสือแก่นไปไหนก็จะขอตามเสือแก่นไปด้วย ท้ายที่สุดน้องสาวก็ขอร้องให้เสือแก่นอยู่ด้วยกัน คุยไปคุยมาเสือแก่นก้ตอบตกลง แต่จะขออยู่ด้วยการบวชเป็พระภิกษุ ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงต้องออกไปไล่ล่าพวกนั้นเข้าสักวัน ป้าแก้วก็เลยจัดแจงให้พี่ชายได้บวชสมใจ เด็กน้อยจะเข้าเรียนก็ไม่มีใบเกิด ชื่อจริงนามสกุลจริงก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไรนามสกุลอะไร โชคดีที่ป้าแก้วกับกำนันสนิทกัน ก็เลยหาทางจัดการจนได้ หลวงตาแก่นตั้งชื่อให้เด็กน้อยว่า สิงขร สิงขรที่แปลว่าูเาถ้ารวมชื่นเล่นก็คือขุนเขา ส่วนนามสกุลก็ใช้นามสกุลของหลวงตาและป้าแก้วนั่นแหละ แก่นสัก คือนามสกุลของหลวงตาแก่น แก่นสัก หรือในอดีตก็คือเสือแก่น แก่นสัก นั่นเอง
"หลวงตาคิดอะไรอยู่หรือครับ" เสียงขุนถามหลวงตาแก่นหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ทำให้หลวงตาแก่นสะดุ้งเล็กน้อย ตื่นจากภวังค์ที่นั่งครุ่นคิดถึงเื่เก่า "ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยแหละ ว่าแต่เอ็งเถอะจะเข้าไปกรมทหารเมื่อไหร่" หลวงตาแก่นถามพลางมองไปที่หลานชายนอกใส้ "ผมได้พักถึงสิ้นเดือน แล้วจะไปรายงานตัวเดือนหน้าครับหลวงตา" หลวงตาแก่นพยักหน้าหงึกๆ แกมองหน้าขุนนิ่งๆแล้วถามต่อ "ถ้าเอ็งรับราชการทหารแล้ว เอ็งจะทำเพื่อชาติหรือทำเพื่อเ้านาย" ขุนยิ้มแล้วตอบแบบไม่ต้องคิดนาน "ก็ต้องทำเพื่อชาติสิครับ ผมกินเงินเดือนของชาติก็ต้องทำเพื่อชาติ กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ก็ต้องรับใช้ประชาชน ชาติคือประชาชน ประชาชนก้คือชาติ ส่วนเื่ทำตามคำสั่งนายก้ต้องทำแน่นอนครับ ถ้าคำสั่งนั้นไม่ผิดต่อศิลธรรมและจริยธรรม สิ่งที่หลวงตาสอนผมไม่มีวันลืมไปจากใจหรอกครับ" หลวงตาแก่นพยักหน้าอีกครั้ง "ดี ๆ เอ็งไปนอนเถอะกลับมาเหนื่อยๆ" ขุนทำท่าจะเดินออกไปแต่ก็หันกลับมาถามหลวงตา ในคำเดิมๆประโยคเดิมๆที่เคยถามมาตลอด "หลวงตานึกออกหรือยังครับว่า คนพวกไหนชื่ออะไรที่ฆ่าพ่อแม่ผม" หลวงตาก็ตอบเหมือนเดิมเช่นกัน "ข้าจำไม่ได้แล้วว่ามันพวกไหน เอ็งไปนอนเถอะวะ อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางไป ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีอย่าคิดถึงเื่แก้แค้นอะไรอีก" ว่าแล้วหลวงตาแก่นก้ลุกขึ้นเดินเข้าห้องไปนอนเสียเอง ขุนได้แต่ยืนถอนหายใจแบบไม่เชื่อว่า หลวงตาจะจำพวกนั้นไม่ได้จริงๆ ขุนรู้ตัวเองดีว่าที่ตั้งใจเรียนจนจบและสมัครเข้าฝึกหน่วยซีล มนุษย์กบ อย่างตั้งใจ ก็เพราะความแค้นมันอัดแน่นในใจมาโดยตลอด ั้แ่เด็กจนถึงวันนี้แล้วจะปล่อยวางง่ายๆได้ไง
เสียงฝีเท้าเดินอย่างเป็จังหวะมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง ของผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวณชายแดน ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูก่อนจะเปิดแล้วเดินเข้าไปยืนทำความเคารพ "ผม ร้อยตำรวจตรีวันชัย เหนือเมฆา มารายงานตัวครับผม" เป็การรายงานตัวอย่างเสียงดังฟังชัด "รุ้แล้วใช่มั้ยว่าต้องไปสังกัดที่ไหน" นายตำรวจระดับพลตำรวจโท ผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวณชายแดนผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวณชายแดนถามน้ำเสียงปกติ "ทราบครับผม" หมวดชัยตอบอย่างหนักแน่น "ตอนนี้ยาเสพติดหลุดรอดเข้ามาเป็จำนวนมาก เราต้องช่วยกันกวาดล้างให้หมด หากมีอะไรล่อตาล่อใจสิ่งแรกที่ต้องคิดคือ เกียรติและศักดิ์ศรีของเราเป้นที่ตั้ง อย่าหวังรวยทางลัดอย่างเด็ดขาดเข้าใจไหม" ผู้บังคับบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดนร่ายยาว "เข้าใจครับผม เสียสละ อดทน ดำรงตนอย่างมีเกียรติ ครับผม" หมวดชัยตอบรับ พร้อมคำขวัญประจำของตำรวจตระเวณชายแดน "โอเค เดินทางโชคดี" หมวดชัยทำความเคารพก่อนที่จะก้าวเดินออกจากห้อง ของผู้บังคับบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน
. สมัยเรียนนายร้อยตำรวจชัยก็ฟิตร่างกายเต็มที่ ทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ ซิทอัพ วิดพื้น งอเข่าครึ่งนั่ง ทั้งหมดทั้งมวลก็หวังที่จะสมัครเข้าการฝึกหลักสูตรมนุษย์กบ แล้วก็เป็ผลทำให้ชัยได้รับการตอบรับให้เข้าฝึกหลักสูตรนี้ ทางด้านผู้บังคับบัญชาอนุญาตั้แ่ชัยอ้าปากขอแล้ว ่เวลาการฝึกชัยกับขุนก็ได้รู้จักกัน และทั้งสองก้มักจะแข่งขันกันตลอดระยะเวลาการฝึก การแข่งขันที่ว่านั้นทำให้ทั้งคู้สนิทสนม และรู้ใจกันมากที่สุดในกลุ่ม มาจากคนละหน่วยงานแต่ก็เป็เพื่อซี้กันได้ในระยะเวลาสั้นๆ ชัยดึงมือถือออกจากกระเป๋ามากดหาขุนทันที เพื่อจะบอกให้รู้ว่าไปสังกัดหน่วยไหนภาคไหน "ว่าไงชด เอ๊ยชัย" เสียงขุนที่ปลายสาย "ไอ้บ้าล้อชื่อพ่อกูอีกแล้ว เออ กูต้องไปประจำอยู่ภาค 3 เชียงใหม่ว่ะ แล้วมึงล่ะ" ชัยบอกสถานที่สังกัดที่ต้องไปประจำอยู่ "กูต้องไปรายงานต้นเดือนหน้า ยังไม่รู้เลยว่าจะตกที่ไหน ถ้ารู้แล้วจะบอกอีกที" ขุนตอบเพื่อนกลับไปชัยก็เลยชวนขุนไปเที่ยวด้วยกันที่เชียงใหม่ "เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งเดือน เฮ้ย ไปเที่ยวด้วยกันดีกว่าใกล้ๆสิ้นเดือนค่อยกลับ" ขุนตอบรับแบบไม่ลังเลแต่ขอเวลาเพื่อนไปหากนกพรแฟนสาวก่อน ทั้งสองเลยนัดเจอกันที่ขนส่งสายเหนือตอนสองทุ่ม
สถานีขนส่งสายเหนือชัยซื้อตั๋วรถมายื่นให้ขุน "อ้าวเฮ้ย ทำไมปลายทางเป็สุโขทัยวะชัย" ขุนเข้าใจว่าชัยตีตั๋วผิด "แวะหายายก่อนว่ะ ไม่เจอแกมาหลายปีอล้ว" ชัยตอบห้วนๆแล้วเดินเข้าไปซืื้อของในร้านสะดวกซื้อ สามทุ่มรถออกจากขนส่งสายเหนือถึงสุโขทัยราวๆตีสามกว่าๆ ขุนกับชัยลงจากรถทัวร์ก็เดินจ้ำอ้าวไปทางหลังสถานีขนส่ง ซึ่งน้าสาวกับน้าเขยของชัยมารอรับ ตามที่ชัยได้โทรนัดแนะกันก่อนขึ้นรถทัวร์ "สวัสดีครับน้าชีพน้าหวาน" ชัยยกมือไหว้ขุนก็ไหว้ตาม "หวัดดี หวัดดี" น้าชีพกับน้าหวานรับไหว้เสร็จ ชัยกับขุนก็ะโขึ้นกระบะรถด้านหลัง น้าชีพก็ขับรถออกไปราวๆครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านยาย ชัยรีบลงจากรถแล้วเดินตรงดิ่งไปหายายทันที ยายตื่นลุกขึ้นมานั่งรอหลานชายั้แ่ตีสอง พอเห็นหลานชายก็อ้าแขนกอดน้ำตาไหลพรากเพราะคิดถึง (คิดถึงแหละดูออก) ขุนก็ยกมือไหว้ยายตามมารยาทที่ควรทำ ชัยหันไปบอกขุนให้ไปนอนก่อนส่วนเขาจะนั่งคุยกับยาย ขุนหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อชัยปลุก "มึงลุกไหวมั้ย" ขุนลืมตาพยักหน้าหงึกๆ "ไปจับพวกวัยรุ่นห้าวกันดีกว่า มันยิงไอ้วัฒน์ลูกน้าชีพ" ขุนลุกขึ้นทันที่ที่ได้ยินประโยคนี้ "แล้วคนเจ็บอยู่ไหนวะ" ขุนถามเพื่อน "น้าชีบกับน้าหวานพาไปส่งโรงพยาบาลแล้ว ไม่น่าเป็อะไรมาก" ชัยขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์แบบที่ผู็หญิงใช้ ขุนก็ขึ้นซ้อนท้ายทั้งสองออกไปตามทางที่น้าชีพบอกว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหน พอใกล้ถึงชัยก็ดับเครื่องรถแล้วเข็นเข้าไปซ่อนไว้ข้างทางแถวๆนั้น แล้วทั้งคู่ก็เดินเท้าไปเบาๆแต่ไม่ถึงกับย่องเดิน ทั้งสองไม่คุยกันแม้แต่คำเดียว ราวกับนัดแนะวางแผนกันก่อนออกมาแล้ว แต่เปล่าเลยไม่มีการวางแผนใดๆทั้งสิ้น เพราะทั้งคู่เคยฝึกมาด้วยกันสารพัด ต่างก็รู้งานรู้ใจกันเป็อย่างดีอยู่แล้ว
สองเพื่อนซี้เดินมาถึงบ้านหลังหนึ่ง เป็บ้านชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก ทั้งคู่ค่อยๆเดินไปรอบๆอย่างเงียบกริบ พยายามหาช่องเพื่อมองเข้าไปข้างในบ้าน กลิ่นยาลอยมาแตะจมูกทั้งสองตลอดเวลา เด็กวัยรุ่นข้างในกำลังเสพยากันเพลิน โดยไม่คิดว่าจะมีใครมาทำอะไรแถวนี้ "ไอ้หน่อง มึงออกไปเอามาอีกแถวนึงเร็ว อยู่โคนต้นขนุนกูเอาหินทับไว้" ไอ้หัวโจกสั่งเพื่อนขุนกับชัยก็มองหาต้นขนุนที่มันว่า แต่มันมืดพอสมควรจึงมองไม่ออกว่าต้นอะไรเป็ต้นอะไร เสียงถอดกลอนดัง แกร๊ก ไอ้หน่องก็เดินออกไปทางหลังบ้าน ชัยซุ่มรออยู่ก่อนแล้วก็ค่อยๆย่องตามไปโดยที่ไอ้หน่องผู็ไร้ประสบการณ์ ไม่มีโอกาสจะรู้ได้เลยว่ามีคนตามหลังมันอยู่ พอถึงโคนต้นขนุนไอ้หน่องก้มลงจะเอายาตรงที่หินทับไว้ตามเพื่อนมันบอก ชัยก้รีบเข้าล็อคคอแล้วเอาปืนจ่อที่ขมับไอ้หน่อง "ถ้ามึงร้องกูยิง บอกมาว่าข้างในมีกี่คน" ไอ้หน่องใพูดไม่ออกยืนขาสั่น พั่บ ๆ ใจเต้นตูมตาม "กูถามว่าในบ้านมีทั้งหมดกี่คน" ชัยพูดทำเสียงขู่ไอ้หน่องก็บอกเสียงเบาหวิวว่ามีสี่คน ปึ้ก เสียงด้ามปืนกระทบท้ายทอยหลังที่มันพูดจบ ไอ้หน่องสลบเหมือดอยู่ที่ใต้โคนต้นขนุน ชัยเดินมากระซิบขุนให้รู้จำนวนคนในบ้านแล้วก็จู่โจมทันที วัยรุ่นทั้งสี่ใไม่ทันที่จะได้กระดิกตัว ผัวะ ๆ อั้ก ตุ้บ พลั่ก เหงื่อยังไม่ทันออกเลยสี่สหายสายห้าวก็หลับปุ๋ย ชัยรีบโทรแจ้งสถานีตำรวจที่นั่น สักพักใหญ่ๆก็มีตำรวจมา 4 นาย นำโดยจ่าสิบตำรวจเอกเดินนำหน้ามาถามเสียงดัง "ใครโทรแจ้งความ แล้วพวกลื้อเป้นใครวะมาทำอะไรแถวนี้" ชัยกำลังจะบอกแต่ขุนตบไหล่แล้วชิงพูดก่อน "ผมสองคนเป็พลเมืองดีครับ" จ่าสิบตำรวจเอกมองหน้าขุนเขม็ง เสียงของตำรวจนายหนึ่งก็ดังขัดจังหวะ "จ่าครับ มีปืนลูกซองไทยประดิษฐ์กระบอกเดียว นอกนั้นไม่มีอะไรนอกจากฟลอยด์ที่ใช้แล้วครับ" ขุนชี้ไปทางที่ไอ้หน่องนอนสลบอยู่ ตำรวจก็พากันไปดูเห็นไอ้หน่องนอนสลบทับถุงยาบ้า ตำรวจก็จัดแจงเอาออกมานับได้สามร้อยกว่าเม็ด จ่าสิบตำรวจเอกคนนั้นก็สั่งให้คุมตัวขุนกับชัยไปด้วย พร้อมใส่กุญแจมือไพล่หลังทั้งสองคน "บิดค่ายากันหรือไงวะพวกมึง" จ่าสิบตำรวจเอกถามเสียงดังลั่น ชัยไม่ตอบอะไรขุนก็เมินหน้าไปทางอื่นทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามของจ่าคนนั้น "กวนตีนกันนักนะพวกมึง เดี๋ยวเหอะเดี๋ยวกูทำสำนวนพร้อมของกลาง ขนยาสักคนละ 5 มัดเป็ไงจะได้ติดนานหน่อย" พูดจบก็เดินนำหน้าส่ายอาดๆไปนั่งหน้ารถ ชัยกับขุนถูกคุมตัวไปขึ้นหลังรถ พวกวัยรุ่นตำรวจก็ช่วยกันเอาขึ้นท้ายรถไปด้วย 15 นาทีต่อมาทั้งหมดก็ถูกคุมตัวขึ้นโรงพัก ตำรวจพาเด็กวัยรุ่นพวกนั้นเข้าห้องขังทั้งหมด
ขุนกับชัยไม่ยอมเข้าบอกให้สอบปากคำเสียก่อน ถ้าได้รับรู้ข้อกล่าวหาแล้วจะได้วางตัวถูก จ่าสิบตำรวจเอกเดินมาจับคอเสื้อชัย "มึงอยากเจ็บตัวนักใช่มั้ย ถึงได้พูดโยกโย้กวนส้นตีนกูนัก" ชัยมองหน้าตาเขม็ง "คุณเป็ตำรวจ คุณยังไม่รู้เลยว่าผมผิดหรือไม่ผิด คุณก้ใช้อำนาจมาข่มขู่ผมแบบนี้ ซึ่งตำรวจไม่ควรทำเป็อย่างยิ่ง ผมอาจจะฟ้องคุณได้นะครับ" ชัยพูดเสียงเนิบๆยิ่งทำให้จ่าสิบตำรวจเอกคนนั้นโมโหมากขึ้น ทำท่าเงื้อมือจะต่อย "มีอะไรกันเสียงดังออกไปข้างนอกโน่นเลย" จ่าสิบตำรวจเอกชะงักทันที "พวกค้ายามันกวนประสาทผมครับหมวด ผมเลยจะสั่งสอนมันเสียหน่อย" ร้อยตำรวจตรีคเชนทร์ร้อยเวรประจำเวรคืนนี้เดินเข้ามาพอดี "อ้าวเฮ้ยไอ้ชัยนี่หว่า มึงไปไงมาไงวะเนี่ย" ชัยยิ้ม้มื่อเจอเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกัน เพียงแต่คเชนทร์ไม่ได้ไปลงฝึกมนุษย์กบด้วยกันเท่านั้น แล้วคเชนทร์ก็หันไปบอกผู้ใต้บังคับบัญชาให้ไขกุญแจมือชัยกับขุนออก และได้บอกจ่าสิบตำรวจเอกว่าชัยกับขุนก็เป็ตำรวจเหมือนกันยศร้อยตำรวจตรี ทำเอาจ่าสิบตำรวจเอกจอมกร่างหน้าเจื่อนไปทันที ชัยยิ้มแล้วบอกกับจ่าสิบตำรวจเอกคนนั้นว่า "ถ้าจ่าไม่ควบคุมตัวผมกับเพื่อน ผมก็จะแจ้งว่าจ่าละเว้นต่อหน้าที่ แต่เมื่อกี้จ่าจะซ้อมผมกับเพื่อนและยังพูดไม่สุภาพอีกด้วย จ่าคิดหรือว่าจะรอด" จ่าสิบตำรวจเอกคนนั้นรีบยกมือไหว้ขอโทษเป็การใหญ่ "เมื่อกี้จ่าพูดว่าอะไรนะ จะทำสำนวนแล้วยัดยาให้ผมสองคน 5 มัดใช่มั้ย" ขุนพูดเสียงแข็งตาก็มองหน้าจ่าสิบตำรวจเอกคนนั้นไม่กระพริบ จ่าสิบตำรวจเอกจอมกร่างก็หน้าซีดพร้อมยกมือไหว้ปะลกปะลกอีกรอบ "เอาหล่ะ ครั้งนี้ผมจะคาดโทษไว้ก่อนหากมีอีกครั้งก็คุกนะครับ" ขุนขู่ทำหน้านิ่งโดยที่ทางจ่าสิบตำรวจเอกคนนั้น ไม่อาจรู้ได้เลยว่าแท้จริงแล้วขุนไม่ใช่ตำรวจ "ครับผม" จ่าสิบตำรวจเอกจอมกร่างรับคำเสียงอ่อยๆ ทางด้านชัยก็ให้ปากคำกับคเชนทร์เรียบร้อย คเชนทร์ทำหน้าหนักใจเอ่ยปากบอกกับชัยเบาๆ "เด็กพวกนั้นพรุ่งนี้ก็ต้องปล่อยออกไปเหมือนเคย เพราะไอ้หัวโจกนั่นมันชื่อไอ้ลักญณ์ เป็ลูกของผู้ใหญ่จงผู้มีอิทธิพลที่นี่ แล้วผู้กำกับก็เป็ขี้ข้าไอ้ผู้ใหญ่นั่นเสียด้วยสิ กูเองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีว่ะเพื่อน" พูดจบคเชนทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่แสดงอาการถึงความหนักใจ ชัยหันไปมองหน้าขุนก็แบมือสองข้างพร้อมยักไหล่ ชัยลุกขึ้นยืนบอกเพื่อนขอลงไปข้างล่างแป๊บเดี๋ยวม ชัยหายไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็เดินกลับมาบอกกับคเชนทร์ว่า "กูเป็คนนำจับไม่ว่าใครก็ห้ามปล่อย แม้แต่ผู้กำกับเองก็ไม่มีสิทธิ์กูฝากมึงบอกเขาด้วยนะไอ้เชน" คเชนทร์ได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าเหมือนบอกบุญไม่รับ คเชนทร์เหลือบตาไปมองทางขุนก็เห็นท่าเดิม แบมือยักไหล่และเพิ่มเบ้ปากให้อีกอย่างด้วย คเชนทร์หันไปทางชัย "ไม่เอาน่าเพื่อน พวกเรามันยศน้อยกว่าเขาจะทำอะไรได้วะ เผลอๆเด้งกลางอากาศไปเสียอีก" ชัยมองหน้าคเชนทร์แล้วหันไปพูดกับตำรวจในนั้นทุกคนด้วยเสียงอันดัง "ผู้ต้องหาพวกนี้ผมเป็คนจับใครๆก็ห้ามปล่อย ถ้าใครแอบปล่อยผมจะรายงานเบื้องบน และเมื่อกี้ผมก็ได้โทรไปรายงานเื่การจับกุมแล้วด้วย ผมขอให้ทุกคนทำหน้าที่ให้ถูกต้องอย่าเลือกปฏิบัติ" ทุกคนเงียบสนิทไม่มีท่าทีต่อต้านอะไร คงหวังรอสะใจเมื่อผู้กำกับมาถึงสถานี ชัยเดินไปหาขุนที่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ที่ต่องกันเป็แถว ชัยเลยเอามาเรียงต่อกันแล้วเอนตัวนอนเอาแรงบ้าง ชัยงีบหลับไปได้สักพักก็ลืมตาขึ้นเพราะขุนเอาขามาสะกิดปลุก "มีไรวะขุน" ... "มึงตามกูลงไปข้างล่างหน่อย" พูดจบขุนก็เดินออกไปชัยก็ลุกขึ้นเดินตามลงไปที่ใต้สถานีตำรวจแห่งนั้น ก็เห็นตำรวจที่เข้าเวรนั่งกินเหล้ากันอย่างครึกครื้น "พวกคุณทำงานกันแบบนี้หรือครับ" ทุกคนรีบยืนขึ้นเมื่อเห้นชัยกับขุนเดินเข้ามา จ่าสิบตำรวจเอกจอมกร่างคนเดิมเงยหน้าขึ้น "หมวดประจำอยู่ที่อื่นอย่ามาเบ่งอำนาจที่นี่ดีกว่า เดี่ยวถ้าดาวปลิวกระเด็นออกจากบ่า จะหาว่าผมไม่เตือนไม่ได้นะครับ" ชัยมองด้วยสายตาเรียบเฉย "ผมถามว่าพวกคุณทำงานกับแบบนี้ใช่ไหม เข้าเวรอยู่แท้ๆ แต่กลับมานั่งตั้งวงกินเหล้าแบบนี้คงต้องขัง โทษฐานบกพร่องต่อหน้าที่" จ่าสิบตำรวจเอกหน้าแดงจากฤทธิ์เหล้าอยู่แล้วก็แดงเพิ่มขึ้นเมื่อได้ยินชัยพูด "นี่มันเื่ของพวกผม หมวดมาจากที่อื่นก้อย่ามาเบ่งดีกว่า มาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้นเลย" มันพูดจบก็เอามือตะปบปืนที่เอว ...พล็อก... หมัดตรงเข้าปลายคางเหมาะเหม็งมันหลับั้แ่หลังยังไม่ถึงพื้น "เอาไปขังเดี๋ยวนี้" ชัยสั่งเสียงตวาดลั่น "ครับ" พวกที่เหลือรีบช่วยกันหามร่างไร้สตินั่นขึ้นไป แล้วส่งเข้าไปนอนในห้องกรงบนโรงพัก ขุนกับชัยนอนไม่หลับแล้วก็นั่งเล่นอยู่ข้างล่าง เหมือนว่ากำลังนั่งรออะไรบางอย่างอยู่ แสงไฟของรถยนต์พุ่งตรงมาทางโรงพัก เป็รถโฟร์วินสี่ประตูขับเข้ามาอย่างเร็ว แล้วก็มาเบรคล้อลากที่หน้าสถานีตำรวจ ครืดดด ผู้ชายอายุเกือบจะสี่สิบเปิดประตูลงมาถามตำรวจที่ยืนอยู่ข้างล่าง "ไอ้หน้าไหนวะที่จับหลานกูมาขัง มึงรีบไปปล่อยออกมาเดี๋ยวนี้" ตำรวจนายนั้นยืนอ้ำอึ้ง "มึงไม่ได้ยินหรือไงวะ กูสั่งให้ไปปล่อยหลานกูเดี๋ยวกูสั่งย้ายแม่งทั้งโรงพักเลยนี่" ตำรวจนายนั้นหันไปมองทางชัยซึ่งกำลังเดินเข้ามาหา "ไม่มีคำสั่งผมใครก็ห้ามปล่อยทั้งนั้น" ชายผู้วางกล้ามหันมองหน้าชัยด้วยอารมณ์หงุดหงิด "มึงรู้หรือเปล่าว่ามึงกำลังพูดอยู่กับใคร" มันถามเสียงดังจนเกือบจะตะคอก "หมามั้ง" เสียงตอบมาจากมุมมืดของโรงพัก "ไอ้สัตว์ ใครพูดวะ" มันโมโหตวาดลั่นมองไปทางต้นเสียงที่พูดเมื่อกี้ ขุนก็เดินยิ้มออกมาแล้วยักคิ้วให้อย่างกวนบาทาสุดๆ "กูเองที่พูดมึงจะทำไม" ขุนไม่สนว่ามันจะอายุรุ่นไหน หยาบมาก็หยาบกลับไม่โกง มันโมโหจัดชักปืนออกจากเอว ขุนหมุนตัวถีบท่ากวางเหลียวหลังแบบแม่ไม้มวยไทย มันเซถอยหลังไปกระแทกรถที่มันจอดอยู่ คนถีบไม่ร้อช้าหมุนตัวแถมแม่ไม้มวยไทยด้วยจระเข้ฟาดหาง ปึ้ก ส้นเท้าเข้าขมับมันขาอ่อนทรุดลงก้นกระแทกพื้น ผัวะ ดอกสุดท้ายซัดเต็มข้อเข้ากรามมันหลับสนิท "มึงถ่ายคลิปทันใช่มั้ย" ขุนยังมีอารมณ์ขันหันไปถามชัยเพื่อนซี้ "ทันสิวะท่าอย่างสวย" แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขุนหันไปมองตำรวจที่ยังยืนทำท่าเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูก "เอาไปขังสิครับรอไรล่ะ เก็บปืนของกลางไว้ด้วยนะ อย่าหงอสิขอร้อง" ตำรวจนายนั้นก็เรียกเพื่อนๆ มาช่วยกันหามนักเลงโตยัดห้องขังไปอีกคน คเชนทร์เดินลงมาหาชัยกับขุน "เอาวะเป็ไงเป็กัน จับแม่งให้หมดไอ้พวกกร่างพวกนี้ โดนย้ายก็โดนสิวะ" คเชนทร์พูดเสียงดังฟังชัด เหมือนได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างที่มันค้างคาในใจมานาน ขุน ชัย คเชนทร์ ก้นั่งคุยกันอยู่ใต้สถานี้จนฟ้าสาง แล้วก็พากันไปอาบน้ำที่ห้องพักของคเชนทร์
รถเบนซ์สีเทาดำวิ่งเข้ามาจอดหน้าโรงพักั้แ่เช้า ชายวัยสี่สิบกว่าร่างสูงใหญ่ลงจากรถแล้วขึ้นไปบนโรงพัก ท่าทางอาการออกจะฉุนเฉียวเอาเื่ เพราะรู้เื่ั้แ่เมื่อคินจากการรายงาน ของจ่าสิบตำรวจเอกจอมกร่างลูกน้องคนสนิท เดินผ่านห้องขังเห็นลูกน้องคนสนิทโดนขังอยู่ด้วย ยิ่งทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ การก้าวขาก็ยิ่งเร็วขึ้นเดินมาถึงห้องที่มีชื่อระบุว่า พันตำรวจเอกปราโมทย์ สุขเสริมเดช ชายผู้อารมณ์ฉุนเฉียวเดินเข้าไปในห้อง "ไปไหนกันหมดวะ" เสียงะโถามดังลั่น พลตำรวจนายหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปในห้อง "ครับ ผู้กำกับ" คนที่ถูกเรียกว่าผู้กำกับขบกรามเป็สันนูน "ไหนไอ้คนไหน ที่มันมาอวดเบ่งอำนาจเมื่อคืนมันอยู่ไหน แล้วมึงรีบไปปล่อยคนทั้งหมดออกมาด้วย" ผู้กำกับปราโมทย์สั่งผู้ใต้บังคับบัญชาเสียงดัง พลตำรวจนายนั้นถึงกับสะดุ้งรีบรายงานตอบ "กุญแจอยู่ที่ผู้หมวดคนที่นำจับครับ" ... "มึงไปตามมันมาหากูเดี๋ยวนี้ มันเป็ใครเสือกจะมาใหญ่ที่นี่ได้ยังไง ไป" ตำรวจชั้นผู้น้อยรีบเดินออกมาจากห้อง เดินลงไปข้างล่างแล้วตรงไปหาชัยที่นั่งกินกาแฟกันอยู่กับขุนและคเชนทร์ พลตำรวจคนนั้นไปยืนทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม ยังไม่ทันจะเอ่ยปากชัยก็ยกมือห้ามก่อน "ผมได้ยินแล้ว แต่ยังขึ้นไปไม่ได้เพราะกินกาแฟยังไม่เสร็จ" พลตำรวจคนนั้นทำหน้าเหมือนคนท้องผูกมาเป็แรมเดือน หันไปทางคเชนทร์ "ผู้หมวดครับ" คเชนทร์ทำหน้าและท่าทางเหมือนที่ขุนเคยทำ คือแบมือสองข้างยักไหล่และเบ้ปาก เมื่อหมดที่พึ่งพลตำรวจนายนั้นก็ยืนทำตาปริบๆ "คุณก็เดินโต๋เต๋ไปมาแถวนี้แหละ พอผู้หมวดเดินขึ้นไปคุณก็เดินตามไปก็ได้นี่นา" ขุนแนะนำเพราะรู้สึกสงสารตำรวจชั้นผู้น้อย ที่มักโดนกดขี่จากเ้านายไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งสามคนกินกาแฟกันเสร็จเรียบร้อย ชัยลุกขึ้นยืนกำลังจะก้าวเดินไปที่โรงพัก "กูไปด้วย" คเชนทร์พูดแล้วลุกขึ้น "ไม่ต้องหรอกเพื่อน มึงออกเวรแล้วเดี๋ยวกูจัดการเอง เพราะกูไม่ใช่คนของเขาก็ไม่สนอยู่แล้ว" ชัยห้ามเพื่อนแต่ "กูก็ไม่ใช่เหมือนกัน เป็ไรก็เป็กันสิวะ กูก็เหลืออดมานานแล้วเหมือนกัน .. ไป" พูดจบคเชนทร์ก็เดินนำหน้าชัยไปทันที ชัยหันไปมองขุน "ตามบายเลยเพื่อน กูจะรอฟังข่าวอยู่ตรงนี้แหละ" ชัยพยักหน้าให้ก่อนเดินตามคเชนทร์ขึ้นไปบนโรงพัก พอเข้าไปในห้องคเชนทร์ก็ยืนตรงทำความเคารพผู้กำกับ ชัยไม่ทำตามกลับยืนเฉย ปึ้ง เสียงผู้กำกับทุบโต๊ะและชี้หน้าถาม "ทำไมมึงถึงไม่ทำความเคารพกู มึงไม่รู้จักระดับขั้นไม่รู้จักตำแหน่งหรือไง" ชัยยืนมองหน้าผู้กำกับนิ่งอย่างไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด "คุณจะคุยกับผมหรือไม่ ถ้าไม่คุยผมจะลงไปเดี่ยวนี้" ผู้กำกับกัดกรามกรอดแล้วหันไปทางคเชนทร์ "มึงไปปล่อยคนทั้งหมดเดี๋ยวนี้ นี่เป็คำสั่ง" คเชนทร์ยืนถอนหายใจแรงก่อนจะตอบกลับไป "คงไม่ได้หรอกครับท่าน มีทั้งปืนและยาบ้านอีก 320 เม็ด ส่วนจ่าก็จะยิงหมวดชัยเมื่อคืนนี้ ทั้งหมดต้องทำสำนวนส่งฟ้องศาลทุกคนครับท่าน" มันช่างเป็คำตอบที่กระตุ้นต่อมโมโหของผู้กำกับอย่างแรง "ทำไมจะไม่ได้วะ กูบอกแล้วไงว่านี่เป็คำสั่ง มึงขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแบบนี้ มึงรู้หรือเปล่าว่าต้องนอนคุกกี่วัน รวมทั้งเพื่อนมึงด้วยที่กระด้างกระเดื่องไม่รู้ยศไม่รู้ระดับขั้น ถ้ากูจะสั่งให้เป็ไปแบบนั้นมันไม่ได้ยากเลย หรือจะเพิ่มข้อหาหนักๆให้พวกมึงอีก ก็คงไม่มีเทวดาหน้าไหนที่จะมาช่วยพวกมึงได้หรอก จำใส่หัวพวกมึงเอาไว้" ผู้กำกับสบทออกมาพร้อมคำขู่ "แล้วถ้าหน้าแบบนี้พอจะช่วยได้ไหม" คนที่อยู่ในห้องทั้งสามคนหันขวับ ไปมองทางเสียงที่กำลังเดินเข้ามาเหมือนนัดกัน
โปรดติดตามตอนต่อไป (ตอนที่2)