บทที่ 18
ถึงหุบเขาอวี้เฟิง
นอกจากตำราควบคุมเพลิง และตำราความรู้การบำเพ็ญเบื้องต้นแล้ว ในแหวนเก็บของก็มีของอีกสิ่งนึง มันคือเหรียญ
แต่เหรียญนี้ค่อนข้างจะพิเศษ ที่บอกว่าค่อนข้างพิเศษก็คือ มันเป็เหรียญเงินตราที่มีความงดงามและทำจากวัสดุบางอย่างที่แปลกประหลาด โดยที่วัสดุที่ทำเหรียญเป็วัสดุที่เงางามราวกับเพชรและอัญมณี บนตัวเหรียญด้านหน้ามีการสลักรูปสิ่งก่อสร้างที่งดงามราววัง์ เมื่อพลิกดูด้านหลังก็จะพบว่ามันสลักอักษรคำว่าปฐีอยู่
สิ่งน่าสนใจไม่เพียงเหรียญนี้ที่งดงามเท่านั้น แต่คือตัวเหรียญมีปราณิญญาที่บริสุทธ์ปลดปล่อยออกมาด้วย ราวกับว่าตัวเหรียญถูกทำขึ้นมาจากปราณิญญาบริสุทธ์อย่างไรอย่างนั้น
จางหยุนไม่เคยพบเจอเหรียญแบบนี้มาก่อน ไม่เพียงแค่นั้นในแหวนเก็บของที่ได้มาจากองค์ชายใหญ่ ด้านในมันมีเหรียญแบบนี้อยู่ถึงหนึ่งร้อยเหรียญ
เมื่อเห็นจำนวนแบบนั้นแล้ว จางหยุนก็พอจะคาดเดาได้ว่า บางทีของสิ่งนี้อาจจะเป็สกุลเงินที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรใช้กัน
ถึงอย่างไรผู้บำเพ็ญเองก็คงจะไม่ใช้ พวกตำลึงทองเหมือนกับมนุษย์ธรรมดาอย่างแน่นอน ถ้าเกิดว่าจะให้พูดว่าสกุลเงินที่เหมาะสมมากที่สุด ก็คงจะเป็เหรียญที่ได้รับมา
นอกจากเหรียญนี้แล้วก็เหลือของอีกสองอย่าง อย่างแรกคือกำไลสีทองที่องค์ชายใหญ่คนนั้นคิดจะใช้งานก่อนที่จะตาย
มันน่าจะเป็อาวุธวิเศษที่ไม่ธรรมดา แต่ด้วยความรู้ที่มีอย่างจำกัดของจางหยุน เขายังไม่รู้ว่ากำไรทองนี่มันคืออะไรกันแน่ ได้แต่คุ้มคาดหวังว่าหลังจากที่เดินทางไปถึงหุบเขาอวี้เฟิงแล้วจะหาคำตอบได้
อย่างสุดท้ายคือยันต์ที่องค์ชายผู้นั้นคิดใช้หลบหนี จางหยุนก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่ามันคือยันต์อะไร เขายังไม่กล้าใช้งาน เพราะเกรงว่าของประเภทนี้ใช้งานไปแล้วมันจะหมดภายในทันทีเลยเก็บเอาไว้ก่อน
นี่คือของทั้งหมดที่ได้รับมาในครั้งนี้ จางหยุนหยุดพักใน่กลางเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเริ่มเดินทางต่อในทันที
เวลาผ่านอีกยี่สิบวัน
หลังจากผ่านการเดินทางที่ยาวนาน ผ่านขุนเขาสายน้ำหลายแห่ง ผ่านเมืองและหมู่บ้านนับไม่ถ้วน ในที่สุดจางหยุนก็เดินทางมาถึงเป้าหมายของตนเองในที่สุด
เบื้องหน้าของยามนี้คือทัศนียภาพ เทือกเขาสูงใหญ่ทอดแนวยาวสุดลูกหูลูกตา เป็เทือกเขาที่ทอดแนวยาวมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
สถานที่แห่งนั้นคือหุบเขาอวี้เฟิง
หุบเขาอวี้เฟิงมองเห็นด้วยไกลๆคือเทือกเขาทอดยาวสุดหูลูกตา ไม่เพียงแค่นั้นจ้องมองจากไกลๆด้วยสายตาเช่นนี้มองเห็นเหมือนกับว่า พื้นที่บริเวณแถบนั้นแทบจะโดนหมอกเลือนลางปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ส่งเสริมให้ทัศนียภาพนั้นดูลึกลับขึ้นอีกระดับ
จางหยุนไม่ได้หวาดกลัวกับ ทัศนียภาพที่ดูลึกลับเบื้องหน้า แต่ว่าในใจของเขากับมีแต่ความยินดีที่เดินทางมาถึงเป้าหมาย
ใน่หลายวันที่ใช้ในการเดินทาง จางหยุนไม่หยุดฝึกฝนเขาฝึกฝนมาตลอดทาง ในทำให้ยามนี้จางหยุนเริ่มััได้ถึงคอขวดของตนเองได้แล้ว
ขอเพียงแค่ฝึกอีกเล็กน้อย เขาก็จะสามารถทะลวงไปยังขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสามได้ แต่เื่ที่น่ายินดีไม่ได้มีแค่นั้น ในยามนี้ซากเทวะที่หล่อเลี้ยงมาหลายวันก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว
ซากเทวะร่างขององค์ชายใหญ่ยามนี้แม้จะยังอยู่ในระดับทองแดงขั้นกลาง แต่ขอบเขตของมันพัฒนาขึ้นมา ก่อนหน้านี้เมื่อยี่สิบวันก่อน มันอยู่ในขอบเขตเทียบเท่าผนึกตันเถียนขั้นสี่ แต่ยามนี้พลังของมันกับใกล้เคียงกับผนึกตันเถียนขั้นหกแล้ว
ซากเทวะอีกตนหนึ่งก็คือซากเทวะหัวหน้าองครักษ์หวัง ในตอนนี้ทะลวงสู่ซากเทวะระดับทองแดงขั้นสูงแล้ว แถมพลังของมันยังทะลวงไปสู่ระดับที่เทียบเท่ากับผนึกตันเถียนขั้นแปดแล้ว
ส่วนซากเทวะตนแรกของเขา ที่เป็ร่างของชายชราผู้ฝึกตนผุ้นั้น หลังจากที่จางหยุนฝึกฝนซากเทวะมาตลอด ในตอนนี้มันพัฒนาเข้าไปสู่ขอบเขตที่สูงขึ้นกว่าเดิม ถ้าเกิดเทียบระดับพลัง มันน่าจะอยู่ในระดับผนึกตันเถียนขั้นเก้าแล้ว แน่นอนว่ายังพัฒนาได้อีก
แต่ในตอนนี้การที่มีซากเทวะทองแดงขั้นกลางหนึ่งตัว แล้วก็ทองแดงขั้นปลายอีกสองตัว มันทำให้ความมั่นใจในการเดินทางในหุบเขาอวี้เฟิงของจางหยุนเพิ่มขึ้น
จางหยุนมองหุบเขาอวี้เฟิงด้านหน้า เขาหยิบแผ่นที่ออกมาจากแหวนเก็บของ
กางแผนที่ของหุบเขาอวี้เฟิงออก ใช้ดวงตากวาดมองสำรวจแผนที่ด้านในนั้น
“ดูจากตำแหน่งที่เดินทางมา ถ้าเกิดว่าเข้าเมืองที่ใกล้ที่สุดก็น่าจะเป็เมืองวายุแดงสินะ” เมื่อระบุตำแหน่งได้เรียบร้อยแล้วก็เก็บแผนที่แล้วก็เริ่มออกเดินทางในทันที
จางหยุนทำการกำหนดเป้าหมายของตนเอง เมืองที่เขาเดินทางไปหลังจากที่เดินทางเข้าไปภายในหุบเขาอวี้เฟิง มันคือเมืองที่มีชื่อว่าวายุแดง มันคือหนึ่งในสามเมืองที่ตั้งอยู่ภายในหุบเขาอวี้เฟิง
ที่เลือกเดินทางไปที่เมืองนี้ก็ไม่ใช่อะไร เป็เพราะว่ามันอยู่ใกล้ที่สุดจากทิศทางเข้าที่เขาเดินทาง
จางหยุนใช้เวลาเคลื่อนไหวไม่นาน ก็เดินทางมาถึงบริเวณจุดแบ่งแยกที่จะก้าวเท้าเข้าไปภายในอาณาเขตของหุบเขาอวี้เฟิง
แน่นอนว่าเขาไม่รอช้าก้าวเท้าของตนเองเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวเท้าเข้าไปภายในนั้นแล้ว บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปราวกับว่าเป็ฟ้าดินคนละแห่ง
จางหยุนที่ก้าวเข้ามาแล้วถึงกับชะงักฝีเท้า
“ปราณิญญานี่มัน” จางหยุนลองสูดหายใจเข้าออก เพียงแค่ทำการสูดหายใจเข้าออก ปราณิญญาที่อยู่รอบตัวของเขาก็ไหลเวียนในร่างกายอย่างบ้าคลั่ง
“หนาแน่นมาก เหตุใดปราณิญญาภายในหุบเขาแห่งนี้ถึงหนาแน่นมากขนาดนี้” จางหยุนในใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เขาไม่คิดมาก่อนว่าภายในหุบเขาแห่งนี้ปราณิญญาจะหนาแน่น มากกว่าด้านนอกไม่รู้ตั้งกี่เท่า
เมื่อก้าวเข้ามาสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าเขาจะมีความรู้น้อยขนาดไหนก็รู้ได้ว่า การที่อยู่ภายในสถานที่ที่มีปราณิญญาหนาแน่นย่อมเป็ประโยชน์กับตนเองมากกว่า
อย่างเช่นในตอนนี้จางหยุน ััได้ถึงปราณิญญา ที่ไหลเข้ามาภายในร่างกายหนาแน่นเทียบเท่ากับตอนที่เขาฝึกภายในสุสาน
นั่นก็เทียบเท่ากับว่าถ้าเกิดว่าภายในหุบเขาที่มีปราณิญญาหนาแน่นแห่งนี้ มีสุสานที่เหมาะกับการฝึกฝนเคล็ดวิชากลืนมรณะ เมื่อฝึกภายในสถานที่แห่งนั้นผลลัพธ์ที่ได้จากการฝึกฝนก็จะทวีคูณอีกหลายเท่า
เมื่อคิดเกี่ยวกับเื่นี้ใบหน้าของจางหยุนก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขารีบสงบใจแล้วก็เริ่มเดินทางต่อในทันที เพราะว่าจากเส้นทางที่ถูกเขียนเอาไว้ภายในแผนที่ ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญอย่างเขาที่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าที่จะเดินทางไปถึงเมืองวายุแดง
จางหยุนเดินทางไปด้วยคอยเฝ้าระวังภัยไปด้วย แต่หลังจากที่เดินทางลึกเข้ามาภายในหุบเขาหลายชั่วยาม ก็ยังไม่พบเจออันตรายอย่างเช่นพวกสัตว์อสูรเข้าจู่โจม การเดินทางวันแรกภายในหุบเขาถือว่าราบรื่นดี
เดินทางมาตลอดทั้งวัน เมื่อเห็นว่าท้องฟ้า้ากำลังจะมืดมิด จางหยุนก็หาถ้ำแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างลับตาใช้ในการพักผ่อน
บริเวณแถบนี้เป็แนวเทือกเขาสูงใหญ่แล้วก็เป็ผืนป่าอยู่แล้ว เพราะแบบนั้นการหาถ้ำพักผ่อนที่ปลอดภัยสักแห่งจึงไม่ใช่เื่ที่ยาก
จางหยุนไม่ได้พักผ่อนเลยทันที เขาถือโอกาสนี้ใช้เวลาฝึกฝนวิชากลืนมรณะแล้วก็วิชาซากเทวะไปด้วย ถึงอย่างไรในหุบเขาแห่งนี้ก็มีปราณิญญาหนาแน่นอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าไม่ใช้โอกาสนี้ในการฝึกฝนมันเองก็ดูน่าเสียดาย
ผนวกกับตอนนี้จางหยุนััได้ว่าตนเองนั้นใกล้ที่จะทะลวงแล้ว เพราะแบบนั้นเลยใช้เวลาให้มีประโยชน์สูงสุด
หลังจากนั้นผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม สัญญาณการทะลวงขั้นก็ปรากฏขึ้นแล้ว