ตอนที่ 3: มรดกคนหนีงาน กับ ไอเทมจับตอแหลแห่ง์
รพีใช้เวลาตลอด่บ่ายหมดไปกับการสวมบทบาทพนักงานทำความสะอาด เขารวบผมให้แน่นขึ้น เอาผ้าผืนเก่ามาปิดจมูกกันฝุ่น แล้วเริ่มจัดหมวดหมู่แฟ้มคดีที่กองพะเนินเทินทึกราวกับูเาขยะ
"นี่คดีที่ดิน... นี่คดีทะเลาะวิวาท... ส่วนอันนี้คดีสัตว์เลี้ยงไปขี้ใส่หน้าบ้านคนอื่น..." นิติกรหนุ่มบ่นพึมพำขณะคัดแยกม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่และแผ่นหยก
จนกระทั่งเขาลงมือรื้อค้นบริเวณใต้โต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่สุดในห้อง ซึ่งน่าจะเป็โต๊ะของอดีตหัวหน้าแผนก มือของเขาก็ปัดไปโดนแผ่นไม้ที่พื้นซึ่งมีรอยแง้มอยู่เล็กน้อย เมื่อลองงัดแผ่นไม้นั้นขึ้นมา เขาก็พบกับช่องลับที่ซ่อนกล่องไม้สลักลวดลายโบราณเอาไว้
รพีปัดฝุ่นออกและเปิดฝากล่อง สิ่งแรกที่พบคือเศษกระดาษยับๆ ที่ถูกเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกเร่งรีบ
‘ถึงผู้โชคร้ายที่มารับตำแหน่งต่อจากข้า... ข้าไม่ทนแล้ว! ข้าขอลาออก! ข้าขอกลับไปเป็เซียนปลูกผักที่ชายขอบ์ยังจะดีกว่าต้องมานั่งรับหน้าพวกเทพเส้นใหญ่ที่ชอบเอากฎหมายมาล้อเล่น ข้าทิ้งของสิ่งหนึ่งไว้ให้ในกล่องนี้ มันเป็สมบัติประจำแผนกที่ไม่มีใครกล้าใช้มาหลายร้อยปีแล้ว ขอให้เ้าโชคดี (และขอให้รอดชีวิตไปได้เกินหนึ่งเดือน)’
"ลาออกหนีงานกันดื้อๆ แบบนี้เลยเรอะ ระบบราชการ์นี่มันชิลเกินไปแล้ว!" รพีส่ายหัว ก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปมองของที่อยู่ใต้จดหมาย
มันคือม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่า ขอบกระดาษเป็สีเหลืองกรอบ ตัวแกนทำจากเหล็กสีดำสนิท ดูเผินๆ ไม่มีรัศมีพลังเวทหรือความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ แผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย
ทว่า ทันทีที่ปลายนิ้วของรพีัักับม้วนคัมภีร์นั้น...
วาบ!
แสงสีทองสว่างจ้าปะทุขึ้นจากแกนเหล็กพุ่งเข้าใส่หว่างคิ้วของเขาทันที! รพีผงะหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า ข้อมูลปริศนาจำนวนมหาศาลไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับถูกบังคับดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่
ชื่อของสิ่งนี้คือ "คัมภีร์สัจจะ"
เมื่อแสงสว่างจางลง รพีกะพริบตาถี่ๆ พยายามย่อยข้อมูลที่เพิ่งได้รับ คัมภีร์ม้วนเก่าในมือตอนนี้มีตัวอักษรเรืองแสงปรากฏขึ้นมา มันบอกเล่าคุณสมบัติที่ทำเอานิติกรหนุ่มถึงกับตาโต
‘คัมภีร์สัจจะ: เครื่องมือแห่งการสอบสวนขั้นเด็ดขาด ผู้ใดที่ถูกตั้งคำถามโดยผู้ถือครองคัมภีร์ หากผู้นั้นเอ่ยคำเท็จอันเป็การบิดเบือนความจริง ฟ้าผ่าแห่ง์จะฟาดฟันลงมาลงทัณฑ์ทันที!’
"นี่มัน... เครื่องจับเท็จระดับพระกาฬเลยนี่หว่า!" รพียิ้มกว้างแทบฉีกถึงรูหู สำหรับนักกฎหมายแล้ว ไม่มีอาวุธไหนจะทรงพลังไปกว่าการทำให้พยานโกหกไม่ได้อีกแล้ว ลองนึกภาพเทพกร่างๆ มาให้การเท็จในศาลแล้วโดนฟ้าผ่ากลางกบาลดูสิ แค่คิดก็สนุกแล้ว!
แต่รอยยิ้มของเขาต้องหุบลงฉับพลัน เมื่อสายตาเลื่อนไปอ่านบรรทัดสุดท้ายของเงื่อนไขการใช้งาน
‘คำเตือน: คัมภีร์นี้คือดาบสองคม ผู้ถือครองคัมภีร์จะถูกผูกมัดด้วยกฎแห่งความสัตย์จริงอย่างสัมบูรณ์ หากผู้ถือครองเอ่ยคำเท็จแม้เพียงครึ่งคำ จะถูกสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างจากภายใน’
"เดี๋ยวๆๆ หมายความว่า... ฉันเองก็ห้ามพูดโกหกด้วยงั้นสิ?" รพีขมวดคิ้ว "แค่ไหนที่เรียกว่าโกหกวะ? โกหกสีขาว (White lie) ถือว่านับไหม?"
เพื่อความแน่ใจ รพีจึงตัดสินใจทดสอบระบบ เขากระแอมเบาๆ ยืดอกขึ้น แล้วพูดลอยๆ ในห้องว่างๆ ว่า
"ฉันคือชายที่หล่อที่สุดในสามโลก!"
เปรี๊ยะ!!
ทันใดนั้น ประจุไฟฟ้าสีฟ้าขนาดเท่าปลายนิ้วก็ช็อตเข้าที่ริมฝีปากของเขาอย่างจัง!
"โอ๊ย!! ซี้ดดดด..." รพียกมือปิดปากตัวเอง น้ำตาเล็ดด้วยความเ็ปและชาหนึบ "โอเค! ยอมรับก็ได้ว่าหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางจืดชืด! ไม่เห็นต้องช็อตกันแรงขนาดนี้เลย!"
เขาถอนหายใจยาว มองคัมภีร์ในมือด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันคือสุดยอดอาวุธในการว่าความ แต่แลกมาด้วยคำสาปที่ทำให้เขาไม่สามารถตอแหล พลิกลิ้น หรือพูดจาหว่านล้อมด้วยคำโกหกได้อีกต่อไปในชีวิตนี้
"เอาเถอะ... สำหรับนิติกรที่ยึดถือความถูกต้องอย่างฉัน การพูดความจริงมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักหรอก" รพีพึมพำ ลูบคลำคัมภีร์เบาๆ
จากนี้ไป เขาไม่ใช่แค่เซียวเซียน เทพชั้น 9 ผู้ไร้ค่า แต่เขาคือผู้ถือครองคัมภีร์สัจจะ เครื่องมือเดียวที่จะกระชากหน้ากากความฟอนเฟะของ์แห่งนี้ให้โลกได้รับรู้
"เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดีเถอะ พวกเทพขี้จุ๊ทั้งหลาย... ศาลเปิดทำการแล้ว!"