ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 170 กึ่งเซียนเหยาฉือปรากฏ ธิดาศักดิ์สิทธิ์ขอสละตำแหน่ง

            ในขณะเดียวกัน…

            ณ ดินแดนทางตอนเหนือ 

            เหล่าเซียนแห่งราชวงศ์โบราณต่างทยอยปรากฏกายย่างกรายออกจากบรรพตศักดิ์สิทธิ์ และสร้างความปั่นป่วนให้แก่หลายขุมอำนาจใหญ่การกระทบกระทั่งและข้อพิพาทจึงเกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน

            ในยุคบรรพกาลหมื่นเผ่าพันธุ์ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่

            เผ่ามนุษย์มิใช่กองกำลังใหญ่คับฟ้าในโลกนี้แต่กลับครอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลย่อมทำให้สิ่งชีวิตโบราณทั้งหลายขุ่นเคืองใจ

            เมื่อปรากฏกาย ย่อมก่อให้เกิดทะเลนองเลือด

            กระทั่งมีราชันย์บรรพกาลหลายคนส่งเสียงข้ามห้วงอากาศ

            พวกเขาต้องการเชิญเหล่าบุคคลสำคัญจากหลายขุมอำนาจของเผ่ามนุษย์มาเจรจาเพื่อจัดระเบียบแคว้นตงฮวงเสียใหม่!

            วันนั้น

            เหนือแดนศักดิ์สิทธิ์เหยากวงแห่งแดนเหนือพลันปรากฏกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวเกินจินตนาการ 

            พลังศักดิ์สิทธิ์อันเข้มข้นหลายสายแผ่ปกคลุมทั่วฟากฟ้าในรัศมีหลายแสนลี้จนชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนจำต้องหน้าเปลี่ยนสี

            "นะ…นี่มันกฎมรรคาศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์! มิใช่สิ่งที่กึ่งเซียนจะควบคุมได้!"

            "ภูมิหลังของแดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือนั้นมิเลวที่แท้ก็ผนึกพลังกึ่งเซียนเอาไว้!"

            เหล่าสิ่งมีชีวิตบรรพกาลจำนวนมิน้อยตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด

            สุดยอดผู้ฝึกตนเช่นนี้สามารถเทียบเคียงราชันย์บรรพกาลของพวกมันได้!

            ยิ่งไปกว่านั้นดูท่าทางของผู้ฝึกตนกึ่งเซียนจากเหยาฉือแล้ว ยังมีอายุขัยเหลืออีกมากหาใช่เซียนที่ใกล้ดับสูญไม่

            มิเช่นนั้นคงไม่สามารถปลดผนึกจากแหล่งกำเนิดเทพเมื่อยุคสมัยแห่งโชคชะตาออกมาได้

            ในชาติภพนี้เกรงว่าเขาก็คือหนึ่งในตัวตนน่าเกรงขามที่มีสิทธิ์ชิงตำแหน่งมหาจักรพรรดิ!

            ทันทีที่ไอปราณเซียนโบราณแห่งเหยากวงแผ่ซ่านก็สั่นสะเทือนเหล่าสิ่งมีชีวิตบรรพกาลที่คิดหมายปองเหยาฉือ

            ท้ายที่สุดเหยาฉือไม่ใช่แดนศักดิ์สิทธิ์ธรรมดา

            เซียนผู้ถือครองอาวุธจักรพรรดิในยุคไร้มหาจักรพรรดิเปรียบดั่งไร้ผู้ใดต้านทาน!

            เกรงว่าในหมู่ตัวตนบรรพกาลมีเพียงเชื้อสายราชวงศ์ที่ควบคุมอาวุธจักรพรรดิโบราณเท่านั้นจึงจะเทียบเคียงรัศมีได้

            ……

            ภายในตำหนักเซียนอันกว้างใหญ่

            เซียนท่านหนึ่งนั่งยืดอกตรงอยู่บนที่นั่งประธาน

            นางมีเส้นผมสีเงินยาวสลวยดุจสายนทีรูปร่างหน้าตางามหมดจด ปรากฏอยู่ในสายตาประหนึ่งสตรีวัยสามสิบ

            ในดวงตาแฝงไว้ด้วยประกายเจิดจ้าชวนสะกดใจทุกคราที่กวาดมอง

            ยากจะจินตนาการว่านี่คือบุคคลสำคัญที่ดำรงอยู่มานับหมื่นปี

            "คารวะท่านบรรพชน"

            ซีหวังหมู่นำเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดรวมถึงธิดาศักดิ์สิทธิ์เหยาซีขึ้นมาคารวะ

            "อืม"

            ในดวงตาของบรรพชนเหยาฉือเปี่ยมไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาวาจาที่เอ่ยออกมามิมีความยินดีหรือเศร้าโศก

            ผู้คนที่อยู่ในยุคเดียวกับนางล้วนล้มหายตายจากไปนานแล้ว

            การปรากฏกายอีกครั้งเพียงเพื่อพิสูจน์วิถีและพิทักษ์การสืบทอดเหยาฉือ

            "ซีหวังหมู่รุ่นนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก"

            "สามารถทะลวงสู่ระดับกึ่งเซียนได้ในยุคไร้ซึ่งวิถีแห่งมหาจักรพรรดิเช่นนี้ในยุคข้านับว่าเป็นอัจฉริยะ"

            บรรพชนเหยาฉือมองซีหวังหมู่พร้อมเปรยขึ้น

            "ท่านบรรพชนกล่าวเกินไปแล้ว"

            "ข้าเพิ่งทะลวงผ่านเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เท่านั้น"

            ซีหวังหมู่พูดถ่อมตน ค้อมกายคารวะ

            "ช่วงนี้เหยาฉือมีเรื่องใหญ่ใดเกิดขึ้นหรือไม่?"บรรพชนเหยาฉือไต่ถาม

            ซีหวังหมู่ตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น "สิ่งมีชีวิตบรรพกาลจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเหนือทยอยกันออกมาแล้วจึงเกิดเหตุกระทบกระทั่งกับหลายขุมอำนาจของเผ่ามนุษย์ไม่หยุดไม่หย่อน"

            "ยังมีราชันย์บรรพกาลหลายคนเอ่ยออกมาว่าต้องการจัดระเบียบความเป็นเจ้าแคว้นตงฮวงเสียใหม่"

            "สงครามอาจเกิดขึ้นจากเหตุนี้เจ้าค่ะ"

            บรรพชนเหยาฉือมีสีหน้าครุ่นคิดเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า "เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว"

            "ราชันย์บรรพกาลถือดีในตนเองนอกเหนือจากราชวงศ์สูงสุดเหล่านั้น พวกมันก็ไม่เคยเห็นชีวิตอื่นใดอยู่ในสายตา"

            "ผืนแผ่นดินตงฮวงจะต้องมีการนองเลือดเพื่อตัดสินความเป็นใหญ่เหนือหมื่นเผ่าพันธุ์"

            "แต่เมื่อข้าปรากฏกายย่อมต้องพิทักษ์เหยาฉือของข้าให้ปลอดภัย ไม่ต้องกังวล"

            "มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?"

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ซีหวังหมู่ก็เหลือบมองเหยาซีที่อยู่ด้านหลัง ละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมาเสียงต่ำ

            "ท่านบรรพชน ยังมีเรื่องหนึ่ง"

            "เหยาซีธิดาศักดิ์สิทธิ์ปัจจุบันแห่งเหยาฉือของข้า มีกายวิถีแต่กำเนิด"

            "ด้วยเหตุผลบางประการจึงได้ผสานร่างกับกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเลไร้สิ้นสุด บัดนี้จึงตั้งครรภ์แล้ว"

            "ข้าทราบดีว่าเรื่องนี้สำคัญยิ่งขอให้ท่านบรรพชนตัดสิน!"

            เมื่อบรรพชนเหยาฉือได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนฉับพลัน แววตาเย็นเยียบกวาดผ่านผู้อาวุโสสูงสุดด้านหน้าหลายท่านแล้วหยุดลงบนร่างของสตรีชุดม่วง

            นางมีรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งเส้นผมสีดำขลับยาวสลวย สรรพางค์กายหลอมรวมกับหมื่นวิถี 

            งามพิสุทธิ์ดุจวิญญาณช่างเหมาะกับภาพลักษณ์ของธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเหยาฉือ

            เหยาซีซบหน้าลง ดวงตาเต็มไปด้วยความประหม่ามิกล้าสบตากับบรรพชนกึ่งเซียนท่านนี้

            "กายวิถีแต่กำเนิดกับกายาศักดิ์สิทธิ์"

            "ลูกที่เกิดมาจะมีคุณสมบัติเหมือนมหาจักรพรรดิอู๋สื่อกายาศักดิ์สิทธิ์และกายวิถีแต่กำเนิดเช่นนั้นหรือ..."

            บรรพชนเหยาฉือเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            เมื่อสิ้นเสียงซีหวังหมู่ก็พลันรู้ว่าตนลืมสิ่งใดไป

            ท้ายที่สุดผู้คนในห้าแคว้นใต้พิภพล้วนเรียกมู่เสินฉวนว่ากายาศักดิ์สิทธิ์จนติดปาก

            "เอ่อ...ท่านบรรพชน ข้าลืมบอกท่าน"

            "บิดาของเด็กผู้นี้มิได้มีเพียงกายาศักดิ์สิทธิ์แต่ยังมีกายาโกลาหลที่หาได้ยากยิ่งในหมื่นภพ"

            "หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ก็คือ…กายาศักดิ์สิทธิ์กายวิถี และกายาโกลาหลแต่กำเนิดเจ้าค่ะ!"

            "อะไรนะ!"

            เมื่อเอ่ยคำนี้แม้แต่กึ่งเซียนผู้เคยเห็นการผันแปรของกาลเวลาอันไร้สิ้นสุดยังไม่อาจสงบลงและร้องอุทานออกมา

            กายาศักดิ์สิทธิ์ กายวิถีและกายาโกลาหลแต่กำเนิด!

            ในโลกนี้จะมีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ด้วย!

            กระทั่งเหนือกว่ามหาจักรพรรดิไร้กำเนิดอย่างอู๋สื่อ!

            สีหน้าของบรรพชนเหยาฉือบิดเบี้ยวพิกลดวงตาจ้องมองไปยังเรือนร่างของเหยาซีโดยมิได้ละสายตา

            บัดนี้นางเข้าใจความหมายสำคัญที่ซีหวังหมู่เอ่ยถึงแล้ว

            ต้องรู้ว่าตอนที่มหาจักรพรรดิอู๋สื่อจุติเมื่อสิบกว่าปีก่อนปรากฏการณ์กายาศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าแผ่ปกคลุมหลายวันมิยอมจางหาย

            กระทั่งดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินของหนึ่งแคว้นจนเกิดมาพร้อมพลังบ่มเพาะในระดับเซียน

            ในเวลานั้น ทั่วทั้งแดนเหนือโกรธแค้นสวรรค์ผู้คนล้วนร่ำไห้

            ทว่าภายใต้บารมีของซีหวังหมู่และกายาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยสิ่งใด

            ในวันนั้นการจุติของเด็กผู้นี้จะต้องก่อให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

            แม้แต่นางที่อยู่ในร่างกึ่งเซียนถือครองอาวุธจักรพรรดิแห่งเหยาฉือ ยังยากที่จะต้านทานการโจมตีจากทุกสารทิศ

            "เหยาซี" บรรพชนเหยาฉือมองนางด้วยสายตาที่ลึกล้ำแกมสีหน้าซับซ้อน

            "ศิษย์อยู่นี่เจ้าค่ะ" เหยาซีที่ใจสั่นตอบสนอง

            "ยุคสมัยนี้แดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือของเรามิได้มีสมบัติใดหลงเหลือไว้"

            "ถึงแม้ลูกของเจ้าจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศไร้ผู้ใดเทียบแต่หากมิได้เติบใหญ่ ก็เป็นเพียงการพูดลมปาก!"

            "หากข้าออกหน้าคุ้มครองด้วยท่าทีแข็งกร้าวการสืบทอดของเหยาฉือเราก็อาจสิ้นชื่อ!"

            "เจ้าเข้าใจหรือไม่?"

            บรรพชนเหยาฉือถอนหายใจแผ่วเบาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดาย

            เมื่อสิ้นเสียงใบหน้างามของเหยาซีก็ซีดเผือด แต่สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้นางก็ได้เตรียมใจไว้บ้างแล้ว

            หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง นางก็ค่อยๆยืนขึ้น ค้อมกายคารวะต่อผู้คนในที่นั้น

            "ศิษย์เข้าใจ!"

            "ตั้งแต่วันนี้ไปข้ามิใช่ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเหยาฉืออีกต่อไป"

            "ในช่วงหลายปีมานี้ข้าได้รับการดูแลจากท่านแม่และเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดทุกท่านมากพอแล้ว"

            "หากมีโอกาส เหยาซีจะกลับมาตอบแทน"

            เมื่อกล่าวจบเหยาซีก็ออกจากตำหนักเซียนไปด้วยสีหน้าหมองหม่น

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน