ในขณะเดียวกัน…
ณ ดินแดนทางตอนเหนือ
เหล่าเซียนแห่งราชวงศ์โบราณต่างทยอยปรากฏกายย่างกรายออกจากบรรพตศักดิ์สิทธิ์ และสร้างความปั่นป่วนให้แก่หลายขุมอำนาจใหญ่การกระทบกระทั่งและข้อพิพาทจึงเกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน
ในยุคบรรพกาลหมื่นเผ่าพันธุ์ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่
เผ่ามนุษย์มิใช่กองกำลังใหญ่คับฟ้าในโลกนี้แต่กลับครอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลย่อมทำให้สิ่งชีวิตโบราณทั้งหลายขุ่นเคืองใจ
เมื่อปรากฏกาย ย่อมก่อให้เกิดทะเลนองเลือด
กระทั่งมีราชันย์บรรพกาลหลายคนส่งเสียงข้ามห้วงอากาศ
พวกเขาต้องการเชิญเหล่าบุคคลสำคัญจากหลายขุมอำนาจของเผ่ามนุษย์มาเจรจาเพื่อจัดระเบียบแคว้นตงฮวงเสียใหม่!
วันนั้น
เหนือแดนศักดิ์สิทธิ์เหยากวงแห่งแดนเหนือพลันปรากฏกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวเกินจินตนาการ
พลังศักดิ์สิทธิ์อันเข้มข้นหลายสายแผ่ปกคลุมทั่วฟากฟ้าในรัศมีหลายแสนลี้จนชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนจำต้องหน้าเปลี่ยนสี
"นะ…นี่มันกฎมรรคาศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์! มิใช่สิ่งที่กึ่งเซียนจะควบคุมได้!"
"ภูมิหลังของแดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือนั้นมิเลวที่แท้ก็ผนึกพลังกึ่งเซียนเอาไว้!"
เหล่าสิ่งมีชีวิตบรรพกาลจำนวนมิน้อยตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด
สุดยอดผู้ฝึกตนเช่นนี้สามารถเทียบเคียงราชันย์บรรพกาลของพวกมันได้!
ยิ่งไปกว่านั้นดูท่าทางของผู้ฝึกตนกึ่งเซียนจากเหยาฉือแล้ว ยังมีอายุขัยเหลืออีกมากหาใช่เซียนที่ใกล้ดับสูญไม่
มิเช่นนั้นคงไม่สามารถปลดผนึกจากแหล่งกำเนิดเทพเมื่อยุคสมัยแห่งโชคชะตาออกมาได้
ในชาติภพนี้เกรงว่าเขาก็คือหนึ่งในตัวตนน่าเกรงขามที่มีสิทธิ์ชิงตำแหน่งมหาจักรพรรดิ!
ทันทีที่ไอปราณเซียนโบราณแห่งเหยากวงแผ่ซ่านก็สั่นสะเทือนเหล่าสิ่งมีชีวิตบรรพกาลที่คิดหมายปองเหยาฉือ
ท้ายที่สุดเหยาฉือไม่ใช่แดนศักดิ์สิทธิ์ธรรมดา
เซียนผู้ถือครองอาวุธจักรพรรดิในยุคไร้มหาจักรพรรดิเปรียบดั่งไร้ผู้ใดต้านทาน!
เกรงว่าในหมู่ตัวตนบรรพกาลมีเพียงเชื้อสายราชวงศ์ที่ควบคุมอาวุธจักรพรรดิโบราณเท่านั้นจึงจะเทียบเคียงรัศมีได้
……
ภายในตำหนักเซียนอันกว้างใหญ่
เซียนท่านหนึ่งนั่งยืดอกตรงอยู่บนที่นั่งประธาน
นางมีเส้นผมสีเงินยาวสลวยดุจสายนทีรูปร่างหน้าตางามหมดจด ปรากฏอยู่ในสายตาประหนึ่งสตรีวัยสามสิบ
ในดวงตาแฝงไว้ด้วยประกายเจิดจ้าชวนสะกดใจทุกคราที่กวาดมอง
ยากจะจินตนาการว่านี่คือบุคคลสำคัญที่ดำรงอยู่มานับหมื่นปี
"คารวะท่านบรรพชน"
ซีหวังหมู่นำเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดรวมถึงธิดาศักดิ์สิทธิ์เหยาซีขึ้นมาคารวะ
"อืม"
ในดวงตาของบรรพชนเหยาฉือเปี่ยมไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาวาจาที่เอ่ยออกมามิมีความยินดีหรือเศร้าโศก
ผู้คนที่อยู่ในยุคเดียวกับนางล้วนล้มหายตายจากไปนานแล้ว
การปรากฏกายอีกครั้งเพียงเพื่อพิสูจน์วิถีและพิทักษ์การสืบทอดเหยาฉือ
"ซีหวังหมู่รุ่นนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
"สามารถทะลวงสู่ระดับกึ่งเซียนได้ในยุคไร้ซึ่งวิถีแห่งมหาจักรพรรดิเช่นนี้ในยุคข้านับว่าเป็นอัจฉริยะ"
บรรพชนเหยาฉือมองซีหวังหมู่พร้อมเปรยขึ้น
"ท่านบรรพชนกล่าวเกินไปแล้ว"
"ข้าเพิ่งทะลวงผ่านเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เท่านั้น"
ซีหวังหมู่พูดถ่อมตน ค้อมกายคารวะ
"ช่วงนี้เหยาฉือมีเรื่องใหญ่ใดเกิดขึ้นหรือไม่?"บรรพชนเหยาฉือไต่ถาม
ซีหวังหมู่ตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น "สิ่งมีชีวิตบรรพกาลจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเหนือทยอยกันออกมาแล้วจึงเกิดเหตุกระทบกระทั่งกับหลายขุมอำนาจของเผ่ามนุษย์ไม่หยุดไม่หย่อน"
"ยังมีราชันย์บรรพกาลหลายคนเอ่ยออกมาว่าต้องการจัดระเบียบความเป็นเจ้าแคว้นตงฮวงเสียใหม่"
"สงครามอาจเกิดขึ้นจากเหตุนี้เจ้าค่ะ"
บรรพชนเหยาฉือมีสีหน้าครุ่นคิดเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า "เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว"
"ราชันย์บรรพกาลถือดีในตนเองนอกเหนือจากราชวงศ์สูงสุดเหล่านั้น พวกมันก็ไม่เคยเห็นชีวิตอื่นใดอยู่ในสายตา"
"ผืนแผ่นดินตงฮวงจะต้องมีการนองเลือดเพื่อตัดสินความเป็นใหญ่เหนือหมื่นเผ่าพันธุ์"
"แต่เมื่อข้าปรากฏกายย่อมต้องพิทักษ์เหยาฉือของข้าให้ปลอดภัย ไม่ต้องกังวล"
"มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ซีหวังหมู่ก็เหลือบมองเหยาซีที่อยู่ด้านหลัง ละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมาเสียงต่ำ
"ท่านบรรพชน ยังมีเรื่องหนึ่ง"
"เหยาซีธิดาศักดิ์สิทธิ์ปัจจุบันแห่งเหยาฉือของข้า มีกายวิถีแต่กำเนิด"
"ด้วยเหตุผลบางประการจึงได้ผสานร่างกับกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเลไร้สิ้นสุด บัดนี้จึงตั้งครรภ์แล้ว"
"ข้าทราบดีว่าเรื่องนี้สำคัญยิ่งขอให้ท่านบรรพชนตัดสิน!"
เมื่อบรรพชนเหยาฉือได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนฉับพลัน แววตาเย็นเยียบกวาดผ่านผู้อาวุโสสูงสุดด้านหน้าหลายท่านแล้วหยุดลงบนร่างของสตรีชุดม่วง
นางมีรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งเส้นผมสีดำขลับยาวสลวย สรรพางค์กายหลอมรวมกับหมื่นวิถี
งามพิสุทธิ์ดุจวิญญาณช่างเหมาะกับภาพลักษณ์ของธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเหยาฉือ
เหยาซีซบหน้าลง ดวงตาเต็มไปด้วยความประหม่ามิกล้าสบตากับบรรพชนกึ่งเซียนท่านนี้
"กายวิถีแต่กำเนิดกับกายาศักดิ์สิทธิ์"
"ลูกที่เกิดมาจะมีคุณสมบัติเหมือนมหาจักรพรรดิอู๋สื่อกายาศักดิ์สิทธิ์และกายวิถีแต่กำเนิดเช่นนั้นหรือ..."
บรรพชนเหยาฉือเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อสิ้นเสียงซีหวังหมู่ก็พลันรู้ว่าตนลืมสิ่งใดไป
ท้ายที่สุดผู้คนในห้าแคว้นใต้พิภพล้วนเรียกมู่เสินฉวนว่ากายาศักดิ์สิทธิ์จนติดปาก
"เอ่อ...ท่านบรรพชน ข้าลืมบอกท่าน"
"บิดาของเด็กผู้นี้มิได้มีเพียงกายาศักดิ์สิทธิ์แต่ยังมีกายาโกลาหลที่หาได้ยากยิ่งในหมื่นภพ"
"หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ก็คือ…กายาศักดิ์สิทธิ์กายวิถี และกายาโกลาหลแต่กำเนิดเจ้าค่ะ!"
"อะไรนะ!"
เมื่อเอ่ยคำนี้แม้แต่กึ่งเซียนผู้เคยเห็นการผันแปรของกาลเวลาอันไร้สิ้นสุดยังไม่อาจสงบลงและร้องอุทานออกมา
กายาศักดิ์สิทธิ์ กายวิถีและกายาโกลาหลแต่กำเนิด!
ในโลกนี้จะมีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ด้วย!
กระทั่งเหนือกว่ามหาจักรพรรดิไร้กำเนิดอย่างอู๋สื่อ!
สีหน้าของบรรพชนเหยาฉือบิดเบี้ยวพิกลดวงตาจ้องมองไปยังเรือนร่างของเหยาซีโดยมิได้ละสายตา
บัดนี้นางเข้าใจความหมายสำคัญที่ซีหวังหมู่เอ่ยถึงแล้ว
ต้องรู้ว่าตอนที่มหาจักรพรรดิอู๋สื่อจุติเมื่อสิบกว่าปีก่อนปรากฏการณ์กายาศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าแผ่ปกคลุมหลายวันมิยอมจางหาย
กระทั่งดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินของหนึ่งแคว้นจนเกิดมาพร้อมพลังบ่มเพาะในระดับเซียน
ในเวลานั้น ทั่วทั้งแดนเหนือโกรธแค้นสวรรค์ผู้คนล้วนร่ำไห้
ทว่าภายใต้บารมีของซีหวังหมู่และกายาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยสิ่งใด
ในวันนั้นการจุติของเด็กผู้นี้จะต้องก่อให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
แม้แต่นางที่อยู่ในร่างกึ่งเซียนถือครองอาวุธจักรพรรดิแห่งเหยาฉือ ยังยากที่จะต้านทานการโจมตีจากทุกสารทิศ
"เหยาซี" บรรพชนเหยาฉือมองนางด้วยสายตาที่ลึกล้ำแกมสีหน้าซับซ้อน
"ศิษย์อยู่นี่เจ้าค่ะ" เหยาซีที่ใจสั่นตอบสนอง
"ยุคสมัยนี้แดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือของเรามิได้มีสมบัติใดหลงเหลือไว้"
"ถึงแม้ลูกของเจ้าจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศไร้ผู้ใดเทียบแต่หากมิได้เติบใหญ่ ก็เป็นเพียงการพูดลมปาก!"
"หากข้าออกหน้าคุ้มครองด้วยท่าทีแข็งกร้าวการสืบทอดของเหยาฉือเราก็อาจสิ้นชื่อ!"
"เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
บรรพชนเหยาฉือถอนหายใจแผ่วเบาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดาย
เมื่อสิ้นเสียงใบหน้างามของเหยาซีก็ซีดเผือด แต่สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้นางก็ได้เตรียมใจไว้บ้างแล้ว
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง นางก็ค่อยๆยืนขึ้น ค้อมกายคารวะต่อผู้คนในที่นั้น
"ศิษย์เข้าใจ!"
"ตั้งแต่วันนี้ไปข้ามิใช่ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเหยาฉืออีกต่อไป"
"ในช่วงหลายปีมานี้ข้าได้รับการดูแลจากท่านแม่และเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดทุกท่านมากพอแล้ว"
"หากมีโอกาส เหยาซีจะกลับมาตอบแทน"
เมื่อกล่าวจบเหยาซีก็ออกจากตำหนักเซียนไปด้วยสีหน้าหมองหม่น