การนอนกลางวันแล้วตื่นขึ้นมานั้นให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างมากซูเจี๋ยนมองดูหน้าจอโทรศัพท์ พบว่าเลยเวลาสี่โมงเย็นไปแล้ว
พอซูเจี๋ยนมาถึงห้องนั่งเล่น ก็เห็นอันอี่เจ๋อยืนอยู่ริมระเบียงด้านข้างดูเหมือนเพิ่งจะคุยโทรศัพท์เสร็จ
ซูเจี๋ยนทรุดกายลงนั่งบนโซฟายกขาข้างที่เจ็บขึ้นวางไว้บนโต๊ะเล็กตรงหน้า จากนั้นก็หันไปมองอันอี่เจ๋อ
อันอี่เจ๋อเดินกลับเข้ามาในห้องพอเห็นซูเจี๋ยนนั่งอยู่ ชายหนุ่มก็ขยับขาเดินมาทางโซฟา : “นี่เธอเพิ่งตื่น?”
ซูเจี๋ยนมองเขาตาค้าง : “คุณรู้ได้ยังไง”
อันอี่เจ๋อชี้นิ้วบ่งบอก : “ผมเธอ”
ซูเจี๋ยนเอียงหน้าลงมอง ไม่นึกว่าเส้นผมยาวเหยียดของตัวเองจะพันกันยุ่งเหยิงขนาดนี้คงเป็เพราะตอนนอนกลิ้งตัวไปมาบนเตียงจึงทับเส้นผมจนเสียทรงไปหมด
ซูเจี๋ยนหัวเราะแห้งๆ ออกมาสองเสียงยกนิ้วขึ้นสางเส้นผมของตัวเองแบบลวกๆ
อันอี่เจ๋อยื่นมือเข้ามาช่วยสางเส้นผมให้อย่างอ่อนโยน
ชายหนุ่มเคลื่อนไหวได้อย่างเป็ธรรมชาติมากซูเจี๋ยนเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแค่บ่นงึมงำ : “ผมยาวๆนี่ปัญหาเยอะชะมัด อยากจะโกนให้จบๆ ไปซะเลยจริงๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหวีเสียเวลาสระ แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาจัดทรงอะไรวุ่นวาย!”
พูดจบหางตาก็เหลือบไปเห็นอันอี่เจ๋อกำลังพยายามเม้มมุมปากกลั้นหัวเราะ
นี่...คนอย่างอันอี่เจ๋อก็หัวเราะเป็ด้วย!ซูเจี๋ยนแอบตื่นตาตื่นใจอยู่เงียบๆ ทำทีชำเลืองมอง : “ตลกอะไรของคุณ”
อันอี่เจ๋อกล่าวตอบ : “ฉันนึกว่าผู้หญิงจะชอบผมยาวกันหมดซะอีก”
ซูเจี๋ยนได้แต่ตอบกลับเขาในใจ : ฉันเองก็ชอบผู้หญิงผมยาวเหมือนกันนั่นแหละ แต่ฉันแค่ไม่ชอบให้ผมยาวๆแบบนั้นมางอกอยู่บนหัวกบาลตัวเอง!
ซูเจี๋ยนคลึงนิ้วเล่นปลายผมม้วนโค้งของตัวเองกระแอมกระไอออกมาสองเสียงให้คอโล่ง จากนั้นก็กล่าว : “สัมมี~หิวแล้วล่ะ”
น้ำเสียงของสาวน้อยซูนั้นเดิมทีก็ไพเราะนุ่มนวลอยู่แล้วแถมยังเจือเสน่ห์ชวนฟังแฝงเร้นอยู่โดยไม่เจตนาพอผสมเข้ากับความอ่อนหวานออดอ้อนที่ซูเจี๋ยนจงใจใส่เพิ่มเติมลงไปอีกย่อมกลายเป็อาวุธทำลายล้างแสนทรงประสิทธิภาพอย่างไม่ต้องสงสัยสำหรับอันอี่เจ๋อนั้นจะถูกโจมตีสำเร็จหรือไม่ซูเจี๋ยนก็ไม่อาจทราบได้แต่สำหรับซูเจี๋ยนเองนั้นถูกจู่โจมได้สำเร็จแน่นอน! ซูเจี๋ยนยังคิดๆอยู่ว่า ถ้ามีสาวน้อยคนไหนมาใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับตนเข้าล่ะก็ตนคงแขนขาอ่อนเปลี้ยจนแทบละลายไปทั้งร่าง ยอมทำทุกอย่างตามที่เธอขอให้ทำแน่นอน!
แน่นอนว่าอันอี่เจ๋อก็ยังเป็แค่ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง หลังจากได้ฟังซูเจี๋ยนออดอ้อนแล้ว สีหน้าท่าทางก็กลายเป็อ่อนโยนลงมาก
“เธอเหมือนจะหิวบ่อยขึ้นมากเลยนะ่นี้”
ซูเจี๋ยน : “……” เ้าคนแซ่อันนี่นายกำลังด่าอ้อมๆ ว่าฉันเหมือนหมูสินะ อย่านึกว่าฉันจะฟังไม่ออก!
ซูเจี๋ยนตอบกลับอย่างไม่พอใจ : “ร่างกายฉันกำลังฟื้นตัวนี่นา ก็ต้องกินเยอะเป็ธรรมดาแหละ!” จากนั้นก็จ้องเขม็งใส่อันอี่เจ๋อ : “มื้อเย็นฉันก็ไม่อยากกินของที่สั่งเข้ามาด้วย!”
“งั้นก็....”
“พวกอาหารสำเร็จรูปก็ไม่เอาเหมือนกัน!”
อันอี่เจ๋อได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างอับจนหนทาง
ซูเจี๋ยนพูดต่อ : “ถึงพวกเราจะไม่ใช่สามีภรรยากันจริงๆแต่ก็ถือว่าเป็เพื่อนร่วมห้องกัน ตอนนี้ฉันก็เหมือนพิการไปครึ่งตัวชั่วคราวแล้วไม่ใช่ว่าคุณควรจะทำอะไรอร่อยๆ มาให้ฉันกินสักหน่อยเหรอเพื่อให้ฉันฟื้นตัวได้เร็วขึ้นไงล่ะ”
อันอี่เจ๋อเงียบงันไปพักใหญ่ : “......ฉันทำอาหารไม่เก่ง”
ซูเจี๋ยนรีบตอบคำอย่างกระตือรือร้น : “ไม่เป็ไร ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ คุณน่ะนะขนาดตำแหน่งประธานกรรมการยังสามารถแบกรับไว้ได้กะอีแค่เื่ทำอาหารจะทำออกมาไม่ดีได้ยังไงกัน!” เฮอะคนแซ่อัน ฉันไม่ปล่อยให้นายได้มีโอกาสวิ่งหนีไปง่ายๆ หรอก! จะได้เห็นเ้าศัตรูหัวใจที่น่ารังเกียจนี่ต้องโค้งตัวคุกเข่าเอาอกเอาใจปรุงอาหารมาให้เหมือนภรรยาตัวน้อยๆ แบบนี้ แค่คิดก็ชวนให้รู้สึกดีสุดๆ แล้ว!
เห็นอันอี่เจ๋อยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาซูเจี๋ยนก็รีบยัดโทรศัพท์ใส่มือให้เขา : “ถ้าคุณไม่อยากไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดก็แค่โทรสั่งให้ทางร้านมาส่งให้ก็ใช้ได้แล้ว ไม่ว่าคุณ้าอะไรเขาก็มาส่งให้คุณได้ทั้งนั้นแหละ!”
อันอี่เจ๋อยังเงียบงันไม่พูดไม่จา
ซูเจี๋ยนนึกย้อนถึงสีหน้าท่าทางของนักแสดงสาวสวยในหนังรักโรแมนติกบางฉากบางตอนขึ้นมาอย่างรีบร้อนจากนั้นก็ตัดใจลงมืออย่างเด็ดเดี่ยว ยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของอันอี่เจ๋อแ่เบาบุ้ยริมฝีปากน้อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง กะพริบตาปริบๆ ใส่เขาอย่างเว้าวอน : “สัมมี~......”สองพยางค์นี้เอ่ยออกมาได้อย่างสะท้านะเืไปถึงก้นบึ้งของจิตใจดุจจะผูกมัดใจชายด้วยเงื่อนตายเก้าห่วงสิบแปดปม
อันอี่เจ๋อได้แต่หัวเราะดัง ‘พรืด’ ออกมาเสียงหนึ่ง
ซูเจี๋ยนมีสีหน้าโง่งมไปเ้าคนแซ่อันมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนี้มันหมายความว่าอะไรกัน? ป๊ะป๋าอุตส่าห์ทุ่มเทขนาดนี้ยอมแสดงฉากโรแมนติกได้อย่างถึงบทบาทขนาดนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าเวลานี้นายควรจะรีบวิ่งแจ้นไปทำตามที่ป๊ะป๋าบอกได้แล้วรึไงต่อให้ป๊ะป๋าถามเลขบัญชีของนาย นายก็ควรจะรีบบอกรหัสผ่านมาให้อย่างเต็มใจด้วยซ้ำ!
เห็นหน้าตาเซ่อซ่างุนงงของอีกฝ่ายแล้วอันอี่เจ๋อก็ยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ อมยิ้มเอ่ยตอบ : “ก็ได้”
ซูเจี๋ยนครุ่นคิด เ้าอันอี่เจ๋อคนนี้ เวลายิ้มแล้วช่าง......ลามกโฉดชั่วชะมัด! ให้ตายก็ไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าเ้าคนหน้าตาตายด้านคนนี้ เวลาแย้มยิ้มด้วยหัวคิ้วั์ตาผ่อนคลายแบบนั้นแล้วช่างทำให้เ้าตัวดูมีเสน่ห์ชวนมองอย่างที่สุด
หลังจากอันอี่เจ๋อรับปากแล้วซูเจี๋ยนก็อารมณ์ดีขึ้นมาก จึงนั่งไขว่ห้างดูทีวีอย่างสบายใจถึงขั้นที่ว่าขนาดเปิดดูช่องโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจด้านเกษตรกรรมแล้วยังสามารถรับชมรายการที่เสนอเื่วิธีทำฟาร์มหมูด้วยความสนอกสนใจอย่างยิ่ง
อันอี่เจ๋อดึงกระดาษออกจากม้วนมาแผ่นหนึ่งชำเลืองมองหน้าจอทีวี จากนั้นก็หันขวับมามองสาวน้อยร่างบางที่เอนกายเกียจคร้านอยู่บนโซฟาด้วยแววตาตื่นใ
ซูเจี๋ยนรู้สึกถึงสายตาของอีกฝ่ายได้ทันที :“อะไร?”
อันอี่เจ๋อกล่าว : “ฉันแค่นึกไม่ถึงว่าเธอจะชอบดูรายการแบบนี้”
ซูเจี๋ยนรู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังดูถูกรสนิยมของตนอยู่จึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที : “รายการแบบนี้มันทำไมมิทราบ?ถ้าไม่มีการเลี้ยงหมู แล้วคุณจะไปเอาเนื้อหมูจากไหนมากิน”
อันอี่เจ๋อพยักหน้าหงึกๆ เป็เชิงเห็นด้วย :“เธอพูดมาก็ถูกจะว่าไปแล้วการเลี้ยงดูหมูให้อาหารหมูนี่ก็สำคัญจริงๆ”กล่าวจบก็เดินตรงเข้าไปในครัว
ตอนแรกซูเจี๋ยนยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรนอนดูรายการต่อไปอีกพักใหญ่ๆ จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้เมื่อครู่เหมือนเ้าหมอนั่นเพิ่งจะเปรียบเทียบว่าตนเป็หมู?!
นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว! ซูเจี๋ยนะโกระย่องกระแย่งไปที่ห้องครัวด้วยความเกรี้ยวกราด
เข้าไปแล้วก็เห็นอันอี่เจ๋อถือกระดาษหลายแผ่นเอาไว้ในมือซูเจี๋ยนจึงโพล่งถามออกไปด้วยความสงสัย : “คุณ...นั่นมันคืออะไร”
อันอี่เจ๋อ : “สูตรอาหารที่ปริ๊นท์ออกมา”
ซูเจี๋ยนรู้สึกเบิกบานขึ้นมาทันตา : “ดูเหมือนคุณจะเตรียมพร้อมไม่เบาเลยนี่นา!”
อันอี่เจ๋อ : “เธอกลับไปดูรายการเลี้ยงหมูของเธอต่อเถอะ”
ดวงตาของซูเจี๋ยนเปล่งประกายวาววับ : “ได้! ฉันจะกลับไปแล้ว คุณก็ค่อยๆ ทำไปเถอะ!” หลังจากกล่าวจบก็ะโหย็องแหย็งจากไป
ที่ด้านหลัง อันอี่เจ๋อมองร่างเล็กๆที่มีท่าทางร่าเริงเปี่ยมชีวิตชีวานั้นแล้ว มุมปากก็ค่อยๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มน้อยๆอย่างไม่ได้ตั้งใจ
……………………………….