ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง แต่ที่ผมแปลกคือกลิ่น มันไม่ใช่กลิ่นที่โรงพยาบาลแน่ๆ มันคือกลิ่นดินและโคลน รวมถึงน้ำเน่านั้นเอง ผมคิดในใจ มันเกิดอะไรขึ้นทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ไม่นานผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเธอจะทรุดโทรมไปบ้างแต่ก็มีเค้าของความสวย เธอน่าจะอายุน้อยกว่าผม น่าจะอยู่ที่ 35-38 ปีได้ ว่าแต่ภาพนี้มัน เหมือนภาพญาติคนไข้เข้ามาพบคนไข้นี้น่า ผมเลยมองรอบๆ และมองที่ร่างตัวเอง
ผมต้องใ ร่างกายของผมมันเล็กลงแขนที่เรียว ผิวที่ขาวจนซีด แล้วไม่น่าเธอก็พุ่งเข้ามากอดผมพร้อมกับร้องไห้
"โอเวน ลูกฟื้นแล้ว ไม่เป็ไรนะลูก แม่ขอโทษ แม่จะไม่ให้ลูกเป็อะไรอีกแล้ว ฮื้อๆ "
ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ทำได้แค่เพียงลูบหลังเพื่อปลอบเธอ
เห้อ ทำไมฉันถึงได้ชื่อโอเวนล่ะเนี้ย น่าปวดหัวจริงๆ
ไม่นานเธอก็ออกไปเพื่อไปนำอาหารมาให้ผม
หลังจากนั้นผมดูเสื้อผ้ามันคือผ้าฝ้ายที่ไม่หนาและเก่ามากแล้ว ก็นั้นสินะดูจากอาคารแล้วร่างกายนี้คงจะเป็คนจนสินะ
จากนั้นผมก็จับเส้นผมที่ยาวมาจากหน้าผาก อืม สีน้ำตาลแดงเข้ม ก็นั้นสินะ แม่คนนั้นก็ผมสีนี้นี่น่า
เอ๊ะ ว่าแต่งั้นเราก็เป็ชาวต่างชาตินี้น่า ทำไมเราพูดรู้เื่ล่ะ แปลกๆ แฮะ ลองออกไปดูข้างนอกดีกว่า
ผมเดินออกมาจากประดูห้อง ที่ผมตื่นขึ้นมา
คิดแล้วไม่ผิดเป็สิ่งปลูกสร้างแบบยุโรปโบราณละนะ มันเหมือนในหนังย้อนยุคเหมือนกันนะ แต่กลิ่นน้ำเน่านี้ไม่ไหวจริงๆ แหละ
ตรงแถวนี้จะมีบ้านหลังเล็กๆ เรียงรายแต่ไม่แออัดนัก แต่พอมองไปไกลๆ จะเห็นกำแพงเมืองและปราสาทที่สูงเด่นเป็สง่างอยู่ไกลๆ
ผมพยายามคิดว่าคงอยู่ในยุคโบราณของประเทศอะไรสักที่ทางฝั่งยุโรป
แต่สิ่งที่ผมแปลงใจคือ ไอ้สิ่งที่ลอยอยู่บนฟ้า ใช่แล้วมันคือ เกาะลอยอยู่บนฟ้า เหมือนูเาก้อนใหญ่ที่ลอยอยู่เลย
สิ่งนี้มันทำให้ผมคิดได้ มันไม่ใช่ย้อนยุค แต่ผมคงมาอยู่ในโลกไหนสักโลกเป็แน่
"โอเวน ออกมาทำอะไรน่ะลูก พึ่งจะฟื้นจากการป่วยแท้ๆ ไปเข้าไปทานข้าวข้างใน"
สิ่งที่แม่ถือมามันคล้ายๆ กับข้าวต้มแต่มันไม่ใช่ข้าวขาวแบบที่ผมเคยทาน วันนี้ผมจึงแกละทำเหมือนจะอะไรไม่ได้แล้วถามแม่ว่า เกิดอะไรขึ้น และลองถามเกี่ยวกับโลกใบนี้
ผลที่ได้ทำเอาผมหนักใจไม่น้อย เพราะผมอายุเพียง 16 ปี และ ที่ผมต้องนอนป่วยเพราะโดนวางยาพิษหลังจากที่ผมเข้าไปในบ้านของท่านพ่อ เขาเรียกผมซึ่งเป็บุตรคนที่ 4 เข้าไปหาเพราะคิดถึง และชวนให้ทานข้าว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ภรรยาของท่านพ่อเขาจะวางยาพิษในงานเลี้ยงโดยไม่เกรงกลัว แม้พ่อของผมจะโกรธมากแต่ก็ทำอะไรเธอไม่ได้ ถึงพ่อจะตามแพทย์มารักษา แต่ผมก็ไม่ฟื้นมาจะเป็อาทิตย์หนึ่งได้แล้ว อีกทั้งภรรยาของพ่อก็ไม่ให้ผมพักรักษาที่บ้านนั้น ไล่ออกมานอนรักษาที่กระท่อมหลังนี้
ผมก็ได้รู้ด้วยว่าพ่อของผมเป็ขุนนางระดับสูงของอาณาจักรนี้ และภรรยาเป็ลูกสาวของขุนนางใหญ่อีกท่าน ที่มีอำนาจมากล้นในอาณาจักร แม่ของเ้าของร่างเล่าเื่ทั้งน้ำตา เพราะถ้าไปเป็เพราะแม่ลูกของนางคงไม่เจอกับเื่แบบนี้
และผมก็ได้รู้ข้อมูล ของโลกใบนี้ ว่าโลกประกอบด้วย 9 ทวีปใหญ่ๆ และเมืองนี้ชื่อว่า ซีลอน เป็เมืองหลวงของอาณาจาก บราลัช ที่อยู่บนทวีปอาราบัส
แม่เล่าว่านางก็ไม่รู้อะไรมากหากอยากรู้ต้องเข้าวิหารนักปราช ที่นั่นจะเป็ศูนย์รวมความรู้ต่างๆ
แต่แม่เตือนว่า คนชั้นเราเขาไม่ต้อนรับหรอกการจะได้ข้อในนั้นต้องใช้เงินมากหน่อย ตอนนี้ที่บ้านเราไม่ค่อยมาเงินมาก แม่ก็มีรายได้จากการช่วยงานที่ร้านเสื้อ ได้มาก็พอแค่ค่าอาหาร ของเราสองคนเท่านั้น เหลือเก็บก็เล็กๆ น้อยๆ
หลังจากทานข้าวเสร็จแม่ก็ไปนอนอีกห้องเพราะห้องนี้มันเล็กและแคบเกินไปสำหรับนอนสองคนและไม่ได้สร้างจากวัสดุคงทนอะไร น่าจะทำจากโคลน ผมก็เข้านอนและหลับไปอย่างง่ายดายถึงจะไม่ค่อยชินกับสถานที่ก็ตาม
.............................................................................................................................................................................................
เช้าวันต่อมา แม่ออกไปทำงานแต่เช้า
ผมไม่รู้จะทำอะไรก็เลยออกไปเดินสำรวจเมืองไปเรื่อย จากถนนที่เป็พื้นดิน จนถึงพื้นที่เริ่มเป็หิน และถึงกำแพงเมือง
ผมเดินไปเรื่อยๆ คนบริเวณนี้เริ่มเยอะขึ้นสัญจรกันอย่างเนืองแน่นขึ้นเรื่อยๆ ถึงผมจะดูผอมแต่ความสูงน่าจะสัก 180 ซม.เห็นจะได้เพราะยืนที่นี้ผมก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเตี้ยเลย
ผมก็ยังเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงอาคารขาดใหญ่ น่าจะคล้ายๆ กับโบสของยุโรปนั่นแหละนะ ขนาดใหญ่มาก ป้ายเขียนว่า วิหารนักปราช นี้สินะ ในที่สุดผมก็มากถึง
ทางเข้าขนาดใหญ่และผู้คนแต่ตัวหลากหลายต่างเดินเข้าเดินออกวิหารนี้ เท่าที่ผมสังเกต
ไม่นานผมก็เดินเข้าไปข้างในอาคาร ซึ่งภายนั้นมีเคาน์เตอร์มากมายและผู้รอแต่ล่ะเคาน์เตอร์มากมายหลากหลายแตกต่างกันออกไป ออกไป
สุดท้ายผมจำต้องเดินไปที่เคาน์เตอร์ตรงกลาง"
"พี่สาวครับ พอดีผมพึ่งจะเข้ามาที่นี้ครั้งแรง อยากให้พี่ช่วยอธิบายเกี่ยวกับสถานที่นี้ได้ไหม"
หญิงสาวหันมามองเขาและดูชุดแล้วจึงเอ่ยขึ้น
"สถานที่นี้ เรียกว่าวิหารนักปราชคะ เป็สถานที่ในการสอบเพื่อทำงานในแต่ล่ะด้านหรืออาชีพต่างๆ โดยจะมีนักปราชของแต่ละอาชีพเป็ผู้ประเมิน และยังเป็ที่ให้คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่มีอาชีพ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อไปสอบในแต่ล่ะอาชีพค่ะ
ทานมีประสงค์จะทราบข้อมูลอะไรอี่นไหมครับ
เธอถามย้ำผมอีกครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจาก "ขอบคุณครับ"
ผมโค้งศีรษะให้แล้วเดินผ่านแต่ละเคาน์เตอร์เพื่อดูว่ามีอะไรที่ตัวเองพอจะทำได้บ้างอย่าน้องก็จะพอมีรายได้อีกทางแบ่งเบาภาระของเ้าของร่างบ้านนี้