บทที่ 9
แต่งหน้าให้ดาวเด่นแห่งหอสราญรมณ์
มีบุรุษหลายคนมาถามหาเซี่ยหลินหลิน เพราะเคยเห็นหน้านางวันที่ฟ้าผ่า เซี่ยจงอี๋ได้แต่บอกปัดว่านางเป็หลานสาว และไม่ได้ทำงานเป็คณิกา บุรุษบางคนยังไม่ถอดใจ มีหลายคนพูดสู่ขอนางกับเซี่ยจงอี๋
เซี่ยหลินหลินไม่สนใจ ่นี้นางรู้สึกเบื่อหน่ายและกังวลใจ หอคณิกาเป็แหล่งรวบรวมข่าวสารชั้นดี เหล่าพี่สาวมักจะเล่าเื่าให้ฟัง ลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่เป็ทหาร พวกเขาล้วนพูดเป็เสียงเดียวกันว่าตอนนี้แนวหน้าสนามรบน่าเป็ห่วงทั้งสามทิศทาง ยิ่งทางเหนือเฉินเซียวไล่บี้ด้วยตัวเอง ตอนนี้มีเมืองตกอยู่ใต้อาณัติของเขาแล้วถึงยี่สิบเมือง!
อีกสองฝั่งนำทัพโดยองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองของเฮงโน้ว พวกเขาสามคนแข่งกันสร้างผลงาน เพื่อหวังเป็ผู้สืบทอดเผ่าต่อจากบิดา
ในบ่ายวันหนึ่ง มีม้าเร็วมาจากทางทิศตะวันออก ผู้ขี่บังคับม้าวิ่งฝ่าฝูงชนเข้าไปจนถึงวังหลวง คนส่งสารได้รับการงดเว้นให้ขี่ม้าเข้าไปได้ ชาวเมืองลุ้นระทึก ข่าวด่วนที่ส่งมาแต่ละครั้งล้วนไม่ใช่เื่ดี บางครั้งเมืองแตก บางครั้งแม่ทัพถูกสังหาร บางครั้งเมืองถูกเผาจนย่อยยับ
แต่วันนี้คนลั่นฆ้องกลับวิ่งยิ้มแย้ม ลั่นฆ้องไปปากก็ป่าวประกาศไป “องค์ชายใหญ่เฮงโน้วถูกลอบสังหาร! อาการสาหัสมาก ตอนนี้กองทัพเฮงโน้วทางตะวันออกเริ่มถอยทัพแล้ว!”
ชาวเมืองต้าเหยียนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ แม้จะเป็ชัยชนะครั้งแรก และยังเหลือทัพทางเหนือกับทางตะวันตกที่ถูกรุกคืบเข้ามาทุกขณะ แต่ข่าวนี้ก็ทำให้ความฮึกเหิมของพวกเฮงโน้วลดลงไม่มากก็น้อย!
เซี่ยหลินหลินนอนหลับเต็มอิ่ม หลังจากได้ยินข่าวดีจากาทางทิศตะวันออก นางกินอิ่มนอนอุ่นไปหลายวัน ชาวเมืองต้าเหยียนล้วนเป็เช่นนาง การค้าคึกคักขึ้นกว่าเดิม มีข่าวลือลับๆ ว่าทหารเฝ้าเมืองเริ่มลดหย่อนการป้องกันชาวเมืองหลบหนี ทำให้การหลบหนีออกจากเมืองหลวงง่ายขึ้นกว่าเดิม ผู้คนไม่น้อยยอมจ่ายเงินเพื่อหนีภัยาลงใต้ บางคนหนีไปทางตะวันออก เพราะทัพขององค์ชายใหญ่ถอนทัพออกไปไกลแล้ว
แม้เฮงโน้วจะมีทหารกล้ามากมาย แต่พวกเขามีแม่ทัพชาญศึกอยู่น้อยมาก เรียกได้ว่าขาดไปคนเดียวก็ต้องถอยทัพไปตั้งหลักใหม่
วันนี้เซี่ยหลินหลินตั้งใจบรรจงวาดดอกมู่ตานบนหน้าผากให้เหล่าพี่สาว นางคิดค่าวาดคนละสามร้อยอีแปะ ถูกท่านแม่กับท่านป้ากล่าวหาว่าทำการค้าหน้าเื!
เมื่อแต่งหน้าให้ครบทุกคนแล้ว นางเก็บเครื่องประทินโฉมใส่กระเป๋าที่ท่านแม่ตัดเย็บให้ ทันใดนั้นมีบ่าวชายมาแจ้งว่า “คุณหนู มีแม่นางจากหอสราญรมณ์มาขอพบขอรับ”
เซี่ยหลินหลินพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ แต่นางไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคนของหอสราญรมย์มาก่อน “ข้าไม่รู้จัก”
“นางบอกว่า้าให้คุณหนูเสริมความงามให้ขอรับ” บ่าวชายเขยิบเข้ามากระซิบเบาๆ ว่า “นางกล่าวว่าจะมอบเงินหนึ่งพันตำลึงให้ หากคุณหนูแต่งได้ถูกใจขอรับ”
คำว่าหนึ่งพันตำลึงทำให้ดวงตาขี้งกของเซี่ยหลินหลินโตขึ้นเล็กน้อย กระเป๋าหนักเช่นนี้ แสดงว่านางต้องเป็ดาวเด่นของหอสราญรมย์เป็แน่ “ไปเชิญนางเข้ามา”
“ขอรับ!” บ่าวชายรับคำด้วยใบหน้าเบิกบานใจ แม่นางผู้นั้นบอกว่า หากเขาติดต่อคุณหนูให้นางได้ นางจะให้เงินหนึ่งตำลึงกับเขา!
พริบตาเดียวร่างระหงใต้หมวกคลุมยาวสีดำเดินเข้ามาในห้อง “เ้าคือช่างเสริมความงามของหอเซี่ยฮวาหรือ?”
ดาวเด่นผู้นี้มีนามว่าเสิ่นจี๋ นางงดงามั้แ่ศีรษะจรดเท้า ได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในสี่ดาวเด่นแห่งเมืองต้าเหยียน บุรุษมากมายล้วนหมายปอง เคยมีข่าวลือลับๆ ว่าฮ่องเต้เองก็เคยเรียกนางเข้าวัง!
“เ้าค่ะ” เซี่ยหลินหลินยังคงสวมผ้าคลุมหน้า นางมองสตรีตรงหน้าค่อยๆ ถอดหมวกออก ใบหน้างดงามปรากฏ นางอุทานในใจเบา ‘แม่นางผู้นี้คือความงดงามเป็ธรรมชาติ เป็รูปแบบความสวยที่คนโบราณนิยมกัน’
“ช่วยแต่งหน้าให้ข้าที เอาให้เห็นแล้วหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น!” เสิ่นจี๋นั่งลงเก้าอี้ตรงหน้าเซี่ยหลินหลิน นางมีบ่าวรับใช้ตามมาหนึ่งคน บ่าวรับใช้วางห่อเครื่องสำอางที่เซี่ยหลินหลินไม่เคยเห็น
“ข้าไม่เคยเห็นของพวกนี้มาก่อนเลย”
เสิ่นจี๋แย้มยิ้ม นางมองเซี่ยหลินหลินด้วยสายตาดูแคลน “นี่เป็ของที่ดีที่สุดในใต้หล้าแล้ว นอกจากในวัง ที่อื่นล้วนหาไม่ได้”
เซี่ยหลินหลินวางลง นางเห็นอีกฝ่ายเชิดหน้ามองนางด้วยสายตาเหนือกว่า เซี่ยหลินหลินแอบเบ้ปากในใจ ชาติก่อนข้าเป็แบรนด์แอมบาสเดอร์ให้แบรนด์ดังระดับโลกมากมาย นับประสาอะไรกับของเก่าโบราณพวกนี้!
แม้ใจจะค่อนขอด แต่นางก็ยอมแต่งหน้าให้อีกฝ่ายแต่โดยดี เพราะเงินหนึ่งพันตำลึงมีค่าควรเมือง หลังจากได้ใช้เครื่องประทินโฉมของอีกฝ่าย เซี่ยหลินหลินยอมรับว่าดีกว่าที่เธอหาซื้อได้หลายเท่านัก แต่จนใจที่มีเพียงคนในรั้วในวังเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใช้
เมื่อแต่งเสร็จแล้ว ความงามของเสิ่นจี๋เพิ่มขึ้นทวีคูณ จนนางมองหน้าตัวเองในกระจกด้วยความหลงใหล “มีทางที่จะทำให้เครื่องประทินโฉมเหล่านี้ ติดหน้าข้าไปตลอดได้หรือไม่?”
เซี่ยหลินหลินกลั้นขำ ก่อนจะตอบว่า “ไม่ได้เ้าค่ะ ท่านต้องล้างหน้าให้สะอาดทุกวัน ไม่เช่นนั้นผิวจะไม่สวยและเหี่ยวย่นได้นะเ้าคะ”
เสิ่นจี๋ใ “จริงหรือ? น่าเสียดาย หากข้างามเช่นนี้ตลอดเวลา…”
นางไม่พูดต่อ เซี่ยหลินหลินก็คร้านจะใส่ใจ เสิ่นจี๋ยื่นตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงให้ตามสัญญา ก่อนกลับนางยังส่องกระจกอีกครู่หนึ่ง จนบ่าวที่มาด้วยกันกล่าวเตือน
“แม่นางเสิ่นเร็วเข้าเถิดเ้าค่ะ คนผู้นั้นรอท่านอยู่นะเ้าคะ มิหนำซ้ำพี่น้องหลายคนต่างมารอขอให้ท่านช่วยส่งบรรดาญาติพี่น้องของพวกนางออกจากเมืองหลวง”
“เฮ้อ! คนสำคัญเช่นข้า ลำบากใจจริงๆ คงเป็เคราะห์กรรมของคนงาม” นางยกมือปิดปากก่อนจะหัวเราะอย่างมีจริต
เซี่ยหลินหลินคิดว่าหากแม่นางเสิ่นจี๋ผู้นี้เกิดในยุคปัจจุบัน ต้องเป็คู่แข่งตัวฉกาจในวงการบันเทิงแน่นอน
แต่เมื่อไตร่ตรองสิ่งที่บ่าวผู้นั้นพูด เซี่ยหลินหลินอดถามไม่ได้ “แม่นางโปรดช้าก่อน”
เสิ่นจี๋หันกลับมาถาม “แม่นางอะไรกัน เรียกข้าพี่เสิ่นก็ได้ เ้ามีอะไรหรือ?” ความดูแคลนของนางหายไปจนสิ้น เพราะเด็กสาวผู้นี้เปลี่ยนนางให้เป็เทพเซียนได้ไม่เกินจริง
“คือ… ท่านช่วยคนออกจากเมืองหลวงได้หรือเ้าคะ?” เซี่ยหลินหลินคิดว่า นางควรหาทางหนีทีไล่ให้ตนเองและมารดา
เสิ่นจี๋หัวเราะพลางโบกไม้โบกมืออย่างไม่เห็นเป็สำคัญ “เื่เล็กๆ แค่นี้ หากเ้า้าก็บอกข้าได้เสมอ ให้คนไปแจ้งข้าที่หอสราญรมย์ ข้ายินดีช่วย แต่ทัพต้าเหยียนของเราใช่จะแพ้ง่ายๆ อย่าเพิ่งตื่นกลัวไปเลย ในแคว้นนี้นอกจากเมืองหลวงจะมีที่ใดปลอดภัยกว่านี้อีก”
สิ่งที่เสิ่นจี๋พูดมีเหตุผล เซี่ยหลินหลินพยักหน้าเห็นด้วย “จริงของท่านเ้าค่ะ แต่ข้าอยากไปเยี่ยมญาติ หากมีเื่รบกวน ข้าจะไปหาท่านที่หอสราญรมย์นะเ้าคะ”
“ได้เสมอ ข้าเองคงมาหาเ้าบ่อยๆ หวังว่าน้องสาวจะไม่เบื่อหน้าซะก่อน”
“มิกล้าๆ เทพเซียนเช่นท่านให้ข้าได้แต่งแต้มสีสันบนใบหน้า ถือเป็เกียรติอย่างยิ่ง” เซี่ยหลินหลินประจบเอาใจอีกหลายประโยค เพราะมองออกว่าเสิ่นจี๋น่าจะคว้าหัวใจคนใหญ่คนโตของต้าเหยียนเอาไว้ได้ นางต้องเส้นใหญ่ไม่เบา จึงกล้าพูดเื่หลบหนีอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้
เสิ่นจี๋ถูกชมจนเท้าแทบจะไม่แตะพื้น นางชอบคนปากหวาน พูดไปพูดมาจึงยกเครื่องประทินโฉมทั้งหมดให้เซี่ยหลินหลินเอาไว้ใช้ ทั้งยังบอกว่าหากใครกล้ารังแกให้คนรีบไปแจ้งนางที่หอสราญรมย์ นางจะจัดการให้ทันที!
เซี่ยหลินหลินยิ้มหน้าบาน ได้ทั้งเงินได้ทั้งของดี อีกทั้งยังหาลู่ทางหลบหนีได้แล้ว เื่ดีเช่นนี้ใช่จะมีได้ทุกวัน
นางรีบนำเื่นี้ไปบอกมารดา จวงเก๋อกำลังดองเหล้าผลไม้ นางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เสิ่นจี๋หรือ? นางแทบจะไม่รับแขก เคยได้ยินป้าของเ้าพูดว่านางเป็ผู้หญิงของคนใหญ่คนโต แต่เข้าจวนไม่ได้เพราะภรรยาเอกไม่ยอมรับ มิเช่นนั้นก็เป็นางบำเรอ และเป็สายให้ใครสักคนในราชสำนัก”
“เป็สายหรือเ้าคะ ข้ารู้สึกว่านางไม่เหมือนสายลับเลยสักนิด คำพูดคำจา ไม่มีความระวังเลยสักนิด”
“นั่นล่ะที่น่ากลัว คนเช่นนาง ใครเห็นก็เชื่อใจ ขนาดเ้ายังถามนางเื่หนีออกจากเมืองหลวง แสดงว่าเ้าเองก็เริ่มเชื่อใจนางเช่นกัน แม่ว่าต่อไป อย่าได้พูดเื่หลบหนีกับนางอีกเลย”
“เ้าค่ะ” เซี่ยหลินหลินพยายามคิดตามที่มารดาว่า แล้วนางจะพูดเช่นนั้นเพื่ออะไร ช่วยคนหลบหนีออกจากเมืองหลวง นางได้ประโยชน์อะไร? แล้วใครได้ประโยชน์จากการกระทำเช่นนี้ของนาง?
ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ นางปล่อยวางเื่นี้ แล้วหันมาสนใจเครื่องประทินโฉมที่เสิ่นจี๋ทิ้งไว้ให้ นางเริ่มสนใจทำครีมบำรุงผิว แป้งผัดหน้า กับชาดทาปาก ตอนแรกเซี่ยหลินหลินคิดจะทำเล่นๆ แต่มารดาของนางเป็คนพิถีพิถัน อีกทั้งยังรู้วิธีการทำเป็อย่างดี จวงเก๋อเล่าให้บุตรสาวฟังว่า บ้านเดิมของนางเปิดร้านประทินโฉม แต่ถูกทางการริบทรัพย์ไปจนสิ้นั้แ่เมื่อสิบกว่าปีก่อน
จวงเก๋อเล่าเื่บ้านเดิมของนางให้บุตรสาวฟัง เมื่อก่อนสกุลจวงเป็คหบดีที่มั่งคั่งไม่แพ้ใคร แต่ท่านตาของเซี่ยหลินหลินไปขัดแย้งเื่ผลประโยชน์กับขุนนางเข้า ทั้งตระกูลจึงถูกกำจัดทิ้ง ตอนนั้นจวงเก๋อออกเรือนแล้ว จึงรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนั้น
เซี่ยหลินหลินฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจ สุดท้ายแล้วเงินกับอำนาจก็ทำให้มนุษย์เราทำได้ทุกอย่าง
“ทุกวันนี้แม่จึงไม่ใฝ่สูง ยิ่งสูงยิ่งน่ากลัว เราเป็ชาวบ้านตัวเล็กๆ ไม่จนไม่รวย แต่เ้าสามารถออกไปวิ่งเล่นที่ตลาด ทำตัวตามใจชอบ ไม่มีกฎระเบียบน่าเบื่อพวกนั้น เ้ามีชีวิตชีวา มีความสุขในทุกๆ วัน เพียงเท่านี้แม่ก็ดีใจแล้ว”
“ท่านแม่ข้าก็อยากใช้ชีวิตเช่นนั้น และข้าก็อยากเปิดร้านหม้อไฟด้วย!” เซี่ยหลินหลินกอดมารดาแน่น นางออดอ้อนขอเปิดร้านหม้อไฟ ชาติก่อนนางอยากกิน แต่กลับกินได้แต่ผัก ชาตินี้นางจะกินเยอะแค่ไหนย่อมได้! แต่กลับไม่มีร้านหม้อไฟเปิด!
จวงเก๋อลูบผมบุตรสาว นางขมวดคิ้วสงสัย “หม้อ ไฟ?” นางคิดถึงหม้อกับไฟ ไม่รู้บุตรสาวอยากเปิดร้านอะไรกันแน่
“ใช่เ้าค่ะ ข้าอยากกิน แล้วก็อยากเปิดร้านด้วย ไม่แน่เราอาจร่ำรวยจากหม้อไฟก็ได้นะเ้าคะ”
“มันคือสิ่งใดกัน เ้าทำให้แม่ดูก่อนดีหรือไม่?”
เซี่ยหลินหลินยินดีเป็อย่างยิ่ง นางจับจูงมือมารดาออกไปซื้อเนื้อซื้อผัก ก่อนจะบอกให้มารดาแล่เนื้อหมูกับเนื้อไก่เป็แผ่นบางๆ นางไม่ลืมซื้อเครื่องในเป็ด ไก่ และหมูมาด้วย สองแม่ลูกวุ่นวายกับการเตรียมวัตถุดิบ
จากนั้นเซี่ยหลินหลินลองทำน้ำซุปหมาล่า นางรู้ว่าใส่อะไรบ้าง แต่ไม่รู้ต้องใส่มากน้อยแค่ไหน โชคดีที่จวงเก๋อทำครัวเก่ง นางเพียงมองก็เข้าใจว่ารสชาติจะออกมาแบบไหน นางถามบุตรสาวว่า “หม้อไฟที่เ้าว่าคือเอาเนื้อกับผักมาต้มรวมกันเองหรือ? เ้าไปเห็นของเช่นนี้จากที่ใด?”
เซี่ยหลินหลินเตรียมคำตอบมาอย่างดี “ฟังมาจากนักเล่านิทานเ้าค่ะ” คำพูดแปลกๆ ของกินแปลกๆ นางล้วนโบ้ยไปให้นักเล่านิทาน!
กลิ่นหอมของหม้อไฟเชิญชวนร่างตุ๊ต๊ะของเซี่ยจงอี๋ นางโวยวายว่าสองแม่ลูกแอบกินของอร่อยแล้วไม่เรียก นางชิมไปหนึ่งคำ รสชาติแปลกใหม่ เปรี้ยว เผ็ด หวานเล็กน้อย รวมๆ แล้วอร่อยจนหยุดกินไม่ได้
เหล่าพี่น้องหอคณิกาได้กลิ่นนี้เช่นกัน พวกนางตามกลิ่นมา สองแม่ลูกเชิญทุกคนมากินด้วยกัน ทุกคนล้วนหยุดกินไม่ได้ แม้จะเผ็ดจนปากบวมเจ่อ แต่พวกนางสู้ไม่ถอย ความอร่อยนี้เป็ที่ถูกอกถูกใจ พวกนางเพิ่งรู้ว่าหม้อไฟที่เซี่ยหลินหลินอยากเปิดร้านขายเป็เช่นนี้
เหล่าพี่น้องคิดว่าของสิ่งนี้ขายได้ และต้องขายได้ดีมากเป็แน่! พวกนางรวมเงินกันร่วมหุ้นกับเซี่ยหลินหลิน
เซี่ยหลินหลินมีเงินพอซื้อร้านอย่างงงๆ นางไม่คิดมาก่อนเลย เพียงแค่ทำหม้อไฟกินกับท่านแม่ จะหาผู้ร่วมลงทุนได้เยอะถึงเพียงนี้!
_________________________
อีบุ๊คแบบเซตกำลังลดราคา!
http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6MjY4MjkzO30