เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความเคร่งเครียดที่แผ่ซ่านไปทั่วโถงกลางของสำนักคุ้มภัย ‘หิมะพันลี้’ บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ช่างหนาวเหน็บและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ‘ผู้าุโสูงสุด’ ชายชราผู้มีหน้าตาอิ่มเอิบและรอยยิ้มเมตตาประดับอยู่บนใบหน้าเสมอได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับคณะพ่อค้านักค้าใบชาจากตระกูลใหญ่ชายชราเดินนำเข้ามาดั่งผู้หวังดีที่อยากช่วยกอบกู้สถานการณ์ทว่าแท้จริงแล้วเขาคือไส้ศึกตัวร้ายที่คอยส่งข่าวลับให้สำนักปีกค้างคาวมาโดยตลอดซึ่งคนในสำนักหิมะพันลี้รวมถึงท่านประมุขผู้เที่ยงธรรมยังไม่มีใครทราบถึงตัวตนและหน้ากากอันร้ายกาจนี้เลย
ชายชราแสร้งทำเป็ทอดถอนหายใจยาวแววตาเต็มไปด้วยความกังวลจอมปลอมก่อนจะหันไปกดดัน ‘ท่านประมุข’ และ ‘คุณหนูใหญ่’ ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน
"ท่านประมุขหิมะพันลี้สำนักเราสูญเสียคนไปมากในระยะหลังสินค้าก็ถูกปล้นจนแทบไม่เหลือตั๋วเงินในคลังแล้ว" ผู้าุโสูงสุดเอ่ยเสียงเศร้าแต่ซ่อนความเ้าเล่ห์ไว้ในดวงตา "ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้เพื่อความอยู่รอดของพวกเราคือการให้คุณหนูใหญ่แต่งงานออกไปกับคุณชายตระกูลค้าใบชาเพื่อดึงเงินทุนและใบชาล้ำค่ามาพยุงสำนักของเราให้อยู่รอดต่อไป"
คุณหนูใหญ่กำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเข้าเนื้อจนห้อเืนางรู้ดีว่าตระกูลพ่อค้านี้ไม่มีกำลังรบหรืออำนาจการต่อสู้ใดๆ ในเมืองไร้ตะวันเลยแม้ใบชาจะเป็ของสูงล้ำค่าที่มีราคาแพงมหาศาล แต่นางก็มองแผนการนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่งหากนางแต่งงานออกไปและตระกูลนี้เข้ามาควบคุมเส้นทางขนส่งสำนักหิมะพันลี้จะกลายเป็ลูกไก่ในกำมือของผู้าุโสูงสุดทันทีนางจึงเชิดหน้าขึ้นดวงตาทอประกายเด็ดเดี่ยวและตอบโต้อย่างไม่ยอมแพ้
"ข้าไม่มีวันแต่งงานเพื่อหนีปัญหาเด็ดขาด!วันนี้ข้าจะเปิดลานรับสมัครผู้คุ้มภัยมือใหม่ หากเราได้ยอดฝีมือเข้ามาเสริมทัพสำนักเราจะกลับมายิ่งใหญ่และคุ้มกันเส้นทางของเราได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินของผู้อื่น!"
ณลานหินกว้างขวางใหญ่โตหน้าสำนักคุ้มภัยบรรยากาศในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงจอแจของฝูงชนชาวยุทธ์มากหน้าหลายตาจากทั่วสารทิศต่างพากันมามุ่งดูและลงสมัครแข่งขัน แเื่ยอดฝีมือพเนจรและผู้ชมรอบลานประลองต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความฝันสูงสุดของเหล่านักสู้ในทวีปเอนเกียร์นั่นคือการฝึกปรือวิชาเพื่อก้าวไปให้ถึงระดับ ‘3 จักรพรรดิแห่งยุทธภพ’:
เพื่อคัดกรองเนื้อดีออกจากกรวดทรายคุณหนูใหญ่ได้กำหนด ‘กฎการประลองคัดเลือกตัว’ ของสำนักคุ้มภัยออกเป็ 3 ด่านมหาโหด โดยด่านแรกคือ ‘การทดสอบพละกำลังและความเร็ว’ ผู้สมัครทุกคนต้องยกศิลาเวทมนตร์หนักร้อยชั่งและพุ่งตัวหลบลูกศรกลไกให้ทันเวลาด่านที่สองคือ ‘ตะลุมบอนสิบคน’ เป็การจัดกลุ่มกลุ่มละ 10 คนลงไปสู้ในสนามเดียวกันแบบไม่มีมิตรแท้เพื่อคัดเหลือผู้ชนะเพียง 1 เดียวและด่านสุดท้ายคือ ‘ประลองตัวต่อตัว’ สู้กันจนกว่าจะม้วนเสื่อพ่ายแพ้ไปข้างหนึ่ง
ในขณะที่การประลองกำลังจะเริ่มขึ้นเสียงประกาศชื่อของพิรุณก็ดังขึ้นชายหนุ่มในชุดกรรมกรป่านเนื้อหยาบตัวเก่าเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบฝุ่นก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงโห่ฮาและเสียงหัวเราะเยาะลั่นลานประลอง
"เฮ้ย!ไอ้หมอนี่มันเป็แค่กรรมกรแบกหามไม่ใช่เหรอวะ? ชุดยังขาดกะรุ่งกะริ่งอยู่เลยคิดยังไงจะมาเป็ผู้คุ้มภัย!"ชาวยุทธ์คนหนึ่งะโล้อเลียน
"สำนักหิมะพันลี้ตกต่ำถึงขนาดต้องให้คนงานไร้ค่าขึ้นมาสู้แล้วหรือนี่ช่างน่าขันสิ้นดี!" อีกคนเสริมขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะถากถาง
บนอัฒจันทร์้า ‘คุณหนูใหญ่’ ที่นั่งชมอยู่หันขวับมามองพิรุณด้วยความแปลกใจอย่างมากก่อนที่ใบหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็ความโมโหนางหันไปตวาดใส่สาวใช้นทีที่ยืนอยู่ข้างๆ
"นที! นี่มันเื่อะไรกัน? ทำไมไอ้คนงานซื่อบื้อคนนี้ถึงมีชื่อในใบบัญชีประลอง!ใครปล่อยให้ขยะไร้ค่าขึ้นไปทำสำนักเราขายหน้าต่อหน้าชาวยุทธ์แบบนี้!" คุณหนูใหญ่แผดเสียงด้วยความโกรธจัดทว่านทีกลับแอบยิ้มสะใจสะบัดหน้ามองวารีที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างล่าง
แม้จะถูกสายตาดูถูกและเสียงก่นด่าซัดสาดเข้าใส่แต่พิรุณกลับไม่สนใจ ใน ‘ด่านแรก’ การทดสอบพละกำลังและความเร็วชายหนุ่มแสร้งทำเป็ออกแรงหน้าดำคร่ำเครียดแกล้งซุ่มซ่ามสะดุดขาตัวเองหลบลูกศรกลไกพ้นไปแบบหวุดหวิดท่ามกลางเสียงหัวเราะว่าเขาผ่านไปได้แบบ‘ฉิวเฉียด’ เพราะโชคช่วยเท่านั้น
ทว่าเมื่อเข้าสู่ ‘ด่านที่สอง’ ในสนามตะลุมบอนร่วมกลุ่มละ 10 คน บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นองเืชาวยุทธ์ทั้งเก้าคนพุ่งรบราฆ่าฟันกันพัลวันพิรุณใช้ประโยชน์จากท่าทางซื่อบื้อหลบหลีกอยู่มุมมืดแววตาของเขาเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ ‘ประสบการณ์จากการฝึกอันโเี้ในองค์กรทมิฬ’ หลั่งไหลเข้ามาในหัวเขาอ่านทิศทางการลงมือและจุดตายของทุกคนได้อย่างทะลุปรุโปร่งชายหนุ่มอาศัยจังหวะทีเผลอ ใช้เพียงเศษหินตวัดดีดใส่จุดชีพจรและเบี่ยงทิศทางอาวุธของศัตรูให้หักล้างกันเองจนสุดท้ายทุกคนในกลุ่มต่างหมดสภาพล้มลงไป นอนจมกองเื เหลือเพียงพิรุณที่ยืนงงๆอยู่เป็คนสุดท้ายท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของผู้ชม
และแล้วความจริงใจก็ถูกพิสูจน์ใน ‘ด่านที่สาม’ การประลองตัวต่อตัว คู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพิรุณในยามนี้คือ ‘จอมยุทธ์ร่างใหญ่’ ผู้ฝึก ‘วิชากายาเหล็ก’ ร่างกายของมันขยายใหญ่หนาหนั่นผิวพรรณเป็สีทองแดงเข้มปานเหล็กกล้า แผ่กลิ่นอายกดดันจนลมหายใจสะดุด
"ไอ้หนูแกโชคดีมาสองด่านแล้วแต่เจอกายาเหล็กของข้า กระดูกแกได้หักเป็ชิ้นๆ แน่!" ั์ปักหลั่นคำรามพลางพุ่งเข้าใส่ดั่งหมูป่าตกมันฝ่ามือหนาซัดเข้าใส่พิรุณอย่างบ้าคลั่ง
พิรุณใจหายวาบสภาพร่างกายของเขาในยามนี้แย่มากเส้นชีพจรทั่วร่างฉีกขาดขนานใหญ่จนใช้พลังปราณดาบไร้ลักษณ์อันไร้เทียมทานได้ ไม่ถึง 2 ใน10 ส่วน ของยามปกติเท่านั้น ทุกครั้งที่เขายกแขนขึ้นรับการโจมตีอันหนักหน่วงความเ็ปเจียนตายจะแล่นพล่านไปทั่วร่างจนกระอักเืออกมาคำโต
"พิรุณ! ยอมแพ้เถอะ!อย่าสู้ต่อเลย!" วารีที่ดูอยู่ข้างล่างร้องไห้โฮะโห้ามเสียงหลงด้วยความสงสารและเป็ห่วงจับใจ
เสียงของวารีปลุกปลอบสติที่กำลังจะเลือนรางของพิรุณขึ้นมาชายหนุ่มกัดฟันกรอดจนเืซึม นึกถึงตั๋วเงินตำลึงที่จะนำมาไถ่ตัวนางนึกถึงรอยยิ้มอันอบอุ่นที่เขาอยากปกป้องไว้... เขาจะแพ้ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!
พิรุณรวบรวมพลังปราณอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ไม่ถึงสองส่วนส่งไปที่ดรรชนีขวาในจังหวะที่จอมยุทธ์ร่างั์ง้างหมัดเหล็กหวังเผด็จศึกชายหนุ่มผิวทองแดงเอี้ยวตัวหลบด้วยวิถีองศาอันพิสดารที่ได้จากค่ายฝึกนรกนิ้วมือของเขาพุ่งเจาะทะลวงเข้าที่ ‘จุดชีพจรใต้รักแร้ซ้าย’ ซึ่งเป็จุดตายเพียงหนึ่งเดียวของวิชากายาเหล็กอย่างแม่นยำดุจจับวาง!
ฉึก! ปราณดาบไร้ลักษณ์สายเล็กๆพุ่งทำลายการโคจรพลังของศัตรูทันที ร่างั์ใหญ่โตราวกับกำแพงเหล็กพลันแข็งค้างแววตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อก่อนจะกระอักเืคำโตและล้มตึงลงกระแทกพื้นลานประลองเสียงดังสนั่นหมดสติไป
พิรุณยืนหอบหายใจรวยรินร่างกายสั่นสะท้านด้วยความยากลำบากเ็ปไปทั้งร่างทว่าเขาก็ดัดฟันยืนหยัดอยู่ได้เป็คนสุดท้ายเสียงกรรมการประกาศชัยชนะดังขึ้นพร้อมกับความเงียบกริบสลับกับเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึงของคนทั้งลานประลองรวมถึงคุณหนูใหญ่ที่ลุกขึ้นยืนอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาจอมดาบผู้บอบช้ำในคราบกรรมกรซื่อบื้อฝืนยิ้มบางๆ หันไปมองทางวารี...ในที่สุดเขาก็เข้ารอบสำเร็จแล้ว!