แล้วเขาก็ลูบศีรษะเล็กทุยอย่างปราณีมณีรัตนารีบยกมือไหว้ “ขอบใจท่านที่เมตตาต่อข้า”
แล้วพญานาคก็หันไปพูดกับหญิงสาวว่า“เ้าเป็สตรีที่งดงามยิ่งนัก แม้เ้าจะพรางกายด้วยอาภรณ์แห่งบุรุษก็ไม่อาจจะบิดเบือนความเป็หญิงของเ้าไปได้เ้าจงรับสิ่งนี้ไปเถิด”
แล้วพญานาคก็แบมือยื่นไปตรงหน้าหญิงสาวพลัน! ก็ปรากฏเกล็ดนาคราชขึ้นกลางฝ่ามือ
“รับไปซิ” เขาบอก แพรพรรณแบมือรับเกล็ดนาคราชลอยลงสู่อุ้งมือเรียวเสลาแล้วก็กลายเป็สร้อยมรกตเปล่งแสงระยิบระยับ
“อุ๊ย!” เธอใเกือบจะปล่อยมือจากสร้อยทันที
“ไม่ต้องใไปหรอกเ้าจงสวมสร้อยเส้นนี้ไว้ เกล็ดแห่งข้าจะช่วยบันดาลให้เ้ากลายเป็ชายหากเ้า้ากลับคืนสู่ร่างเดิมก็เพียงแค่ถอดออก เ้าก็จะกลายเป็หญิงเช่นเดิม” พญานาคบอกอย่างปราณีแพรพรรณจึงคิดจะลองสวมดู เพียงแค่นึกเท่านั้นสร้อยก็พุ่งวาบไปสวมอยู่บนลำคอระหงพร้อมกับแสงสีเขียวมรกตสว่างวาบ
“อุ๊ย!” เธอใ ยกมือลูบคลำสร้อยบนคอตัวเองอย่าง อึ้ง...ทึ่ง...ตะลึง แล้วสร้อยมรกตก็กลายสภาพเป็เชือกถักสีเขียวเพื่อพรางตาผู้คนเพราะหากโจรผู้ร้ายเห็นสร้อยสูงค่าอาจจะนำภยันตรายมาสู่เ้าของก็เป็ได้
“และอีกข้อหนึ่งที่เ้าควรจะรู้ไว้เกล็ดแห่งข้าสามารถป้องกันภยันตรายจากไฟและน้ำได้เช่นเดียวกันกับที่ข้ามอบให้เ้าเด็กน้อยและหากพวกเ้า้าให้ข้าช่วยเหลือสิ่งใด เ้าจงเอ่ยนามแห่งข้า...มธุราชนาคาแล้วข้าจะปรากฎกายต่อหน้าพวกเ้า” พญานาคบอกอ่อนโยน แต่ยามเอ่ยถึงนามของตนเสียงนั้นกลับอหังการอย่างภาคภูมิใจแล้วเขาก็ชี้ไปทางทุ่งหญ้าพลางบอกว่า “พวกเ้าจงเดินไปทางนี้ จะพบเมืองแห่งมนุษย์”
เขาหันไปยิ้มให้ทั้งสองคนอย่างปราณี“ข้าต้องไปแล้ว ลาก่อนเ้ามนุษย์น้อย”
“ขอบคุณค่ะที่ช่วยเหลือพวกเรา”แพรพรรณยกมือไหว้ มณีรัตนารีบไหว้ตาม “ขอบพระคุณท่านยิ่งนัก ข้าจะไม่ลืมพระคุณของท่านเ้าค่ะ”
พลัน! ร่างของมธุราชนาคาก็เปล่งแสงสีเขียวมรกตอีกครั้งแล้วก็หายวับไป ทั้งสองคนได้แต่ยืนมองอย่างตะลึง!
‘พระเ้าช่วย! นี่ถ้าเอาไปเล่าให้ใครเขาฟังว่าหลุดไปอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้เห็นนกั์ ได้เจอพญานาคเขาคงหาว่าเราบ้าแน่ๆ’ แพรพรรณนึกในใจแล้วก็ถอนหายใจ“เฮ้อ...”
เธอก้มมองดูตัวเองพลางลูบคลำไปตามร่างกายซึ่งจับดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรมากนอกจากหน้าอกอวบอิ่มที่เคยมีหายไปเท่านั้นเอง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“น่าจะมีกระจกนะเนี่ยจะได้ส่องดูว่าพอเป็ผู้ชายแล้วเป็ยังไงบ้างนะ” เธอเปรยเบาๆ มณีรัตนาโผกอดหญิงสาวไว้แล้วพูดว่า“ข้าคิดว่าคงจะต้องตายแน่แล้วเสียอีกนะพี่พรรณ”
เด็กหญิงเหลือบมองฝ่ามือของตัวเองข้างที่ได้รับเกล็ดนาคราชพลางพูดว่า“กลับกลายเป็ว่าท่านพญานาคช่วยพาพวกเรามาส่งแล้วยังมอบเกล็ดนาคราชให้พวกเราอีก”
“นั่นซินะทีแรกพี่ก็คิดว่าคงตายแน่ๆ เลย เฮ้อ...ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสเจอพญานาคด้วย”แพรพรรณพูดแล้วก็ลูบสร้อยที่คอ “พี่ว่าพวกเราเดินทางกันต่อเถอะนะ”
มณีรัตนาพยักหน้า “จ้ะพี่พรรณแดดร่มลมตกด้วยซิ”
แล้วสองสาวต่างวัยก็ออกเดินทางไปตามทางที่มธุราชนาคาบอกทั้งสองเดินผ่านทุ่งหญ้าคาจนมายืนอยู่ริมหน้าผาเตี้ย
“พี่พรรณดูซินั่นเมืองนี่จ๊ะ” มณีรัตนากระตุกแขนหญิงสาวพลางชี้ไปที่เมืองเบื้องล่างอย่างตื่นเต้นแพรพรรณมองลงไปยังเมืองเล็กๆที่แวดล้อมไปด้วยขุนเขา
“มีเมืองจริงๆด้วย” เธอตื่นเต้นเช่นกันพลัน! เธอก็นึกขึ้นมาในใจ ‘เอ...จะเป็เมืองแบบไหนกันนะ?’
“พวกเรารีบเข้าเมืองเถิดพี่พรรณข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าที่นั่นคือเมืองใด” มณีรัตนาเร่งน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ สองสาวต่างวัยจึงหาทางลงจากหน้าผาทั้งคู่ค่อยๆ เดินไต่ไปตามทางเล็กๆ มีต้นไม้ขึ้นประปรายพอให้ใช้เกาะยึด ครั้นเมื่อลงจากหน้าผาแล้วทั้งสองก็มุ่งหน้าเข้าเมืองทันที
จนกระทั่งไปถึงหมู่บ้านนอกกำแพงเมือง ทั้งสองเดินไปตามทางในหมู่บ้าน บ้านแต่ละหลังเป็บ้านไม้ใต้ถุนสูงเหมือนกับหมู่บ้านตามชนบททั่วไปแพรพรรณและมณีรัตนาชะเง้อมองหันซ้ายหันขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชาวบ้านหันมองคนต่างถิ่นพร้อมกับยิ้มให้ด้วยท่าทางเป็มิตร
“พ่อหนุ่มแม่หนู”หญิงชราคนหนึ่งเรียกทั้งสอง
“สวัสดีค่ะคุณยาย”แพรพรรณไหว้หญิงชรา หญิงชรามองอย่างประหลาดใจ “พ่อหนุ่มพูดจาประหลาดนัก พวกเ้ามาจากเมืองใดรึ?”
“เอ่อ...คือว่า” แพรพรรณอึ้ง!
“ท่านยายจ๊ะคือว่าพวกข้าหลงทางมาที่นี่คือเมืองใดหรือจ๊ะ” มณีรัตนาถาม หญิงชรามองเด็กหญิงอย่างเอ็นดู “ที่นี่คือพนมนครจ๊ะแม่หนู”
แล้วหญิงชราก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็กหญิงอย่างเอ็นดูแล้วก็หันไปพูดกับหนุ่มน้อยว่า “พวกเ้าหลงทางมาคงจะยังไม่รู้ซินะว่าที่นี่กำลังจะเกิดศึกาในเร็ววันนี้แล้วข้าว่าพวกเ้ารีบออกไปจากเมืองนี้โดยเร็วเถิด”
“อะไรนะ! าเหรอ!?”
“จะเกิดศึกาหรือท่านยาย!?”
แพรพรรณกับมณีรัตนาอุทานพร้อมกัน
“ก็พวกหิรัญคีรีน่ะซิยกทัพใหญ่มามากมาย ใกล้จะประชิดชายแดนพนมนครในอีกวันสองวันนี้แล้วล่ะ” หญิงชราบอกแล้วก็หดมือกลับ
“หิรัญคีรีหรือท่านยาย!?” มณีรัตนาถามอย่างงุนงง “ก็ไหนพระอาจารย์เคยบอกว่าหิรัญคีรีเป็มิตรกับพนมนครไม่ใช่หรือจ๊ะ?เหตุใดจึงจะสู้รบกันเสียล่ะจ๊ะท่านยาย?”
หญิงชราถอนหายใจ “เฮ้อ...”
แล้วก็เล่าว่า “เมื่อก่อนน่ะใช่พนมนครกับหิรัญคีรีเป็มิตรกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วล่ะแม่หนู ั้แ่าาองค์ใหม่ขึ้นครองเมืองก็ประกาศตัวเป็ศัตรูกับหิรัญคีรี ทำให้พวกหิรัญคีรียกทัพมามากมายหมายจะตีเมืองฆ่าาาองค์ใหม่”
“เอ๋...าาพนมไพศาลทรงตเสียแล้วหรือท่านยาย?”มณีรัตนาถามอย่างอยากรู้
“ไม่ใช่หรอกจ้ะแม่หนูองค์าาพนมไพศาลกับพระโอรสหายตัวไประหว่างออกล่าสัตว์ปุโรหิตมหินธาจึงเข้ายึดอำนาจก่อ...” หญิงชราเล่ายังไม่ทันจบก็มีเสียงตวาดว่า “อีแก่!มึงอยากตายนักหรือถึงได้กล่าวหาว่าองค์าามหินธาก่อการกบฎเช่นนี้!?”
“เอ๊ะ!” แพรพรรณกับมณีรัตนาหันไปมองทันที
“โอ๊ะ! หมื่นหาญ” หญิงชราใ กลัวจนตัวสั่น ผู้ที่ถูกเรียกว่าหมื่นหาญเดินปรี่เข้ามาหน้าตาถมึงทึงพอเดินมาถึงก็ฟาดหลังมือตบหน้าหญิงชราทันที เพี๊ยะ!
“โอ๊ย!” หญิงชราล้มถลาลงกับพื้น
“ท่านยาย!”
“คุณยาย!”
สองสาวต่างวัยร้องเรียกพร้อมกันแพรพรรณถลันเข้าไปขวางทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เธอตวาดใส่อย่างลืมตัว ส่วนมณีรัตนาก็ถลันเข้าไปประคองหญิงชราซึ่งนั่งกุมแก้มอยู่กับพื้น
“ท่านยายท่านเจ็บมากไหม?” เด็กหญิงถาม
“ไอ้หนุ่มไม่ใช่เื่ของเอ็ง! อย่าเสือก!” หมื่นหาญตวาดใส่พลางชี้หน้าผู้ที่กล้าเข้ามาขวางอย่างเอาเื่
“ทำไมต้องทำร้ายคุณยายด้วย!?” แพรพรรณตวาดใส่อย่างไร้ความเกรงกลัว เธอโกรธเืขึ้นหน้าที่เห็นคนแก่ถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา‘ป่าเถื่อนที่สุด!’
“หือ”หมื่นหาญประหลาดใจที่หนุ่มน้อยไม่มีท่าทางกลัวเขาเลยแม้แต่น้อยดวงตาเหี้ยมจึงกวาดตามองสำรวจคนตรงหน้า
“ไอ้หนุ่ม เอ็งคงเป็คนต่างถิ่นล่ะซิจึงได้ไม่รู้จักข้า...หมื่นหาญ”เขาถามแล้วก็มองหนุ่มน้อยตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า
“ท่านหมื่นขอรับหรือว่ามันเป็ทหารของหิรัญคีรีที่เข้ามาสืบความ?” ทหารคนหนึ่งที่มาด้วยกันรีบบอก ทำให้หมื่นหาญหัวเราะลั่น“ฮ่าๆๆ รูปร่างอย่างไอ้หนุ่มนี่หรือจะเป็ทหารของหิรัญคีรี ถุย!”
เขาถ่มน้ำลายอย่างดูแคลน“เอ็งดูมันให้ชัดๆ ซิ ผอมแห้งปานนี้หรือจะเป็ทหารได้แล้วเอ็งดูซิผิวมันขาวเสียยิ่งกว่าสตรีเสียอีก หากมันเป็ทหารได้ข้าคงเป็พระาากระมัง ฮ่าๆๆๆ”
“ท่านหมื่นขอรับหรือว่ามันจะเป็ไส้ศึก?” ทหารอีกคนบอก หมื่นหาญหรี่ตาลง“ไส้ศึกงั้นรึ?...อาจจะเป็ไปได้”
“มันต้องเป็ไส้ศึกแน่ขอรับท่านหมื่นยามศึกาประชิดติดชายแดนเช่นนี้คนต่างถิ่นที่ไหนจะกล้าเข้ามาขอรับ”ทหารคนที่สองบอก
ระหว่างที่ทหารทั้งสามคุยกัน มณีรัตนาก็พยุงหญิงชราให้ลุกขึ้น “ท่านยายลุกไหวไหมจ๊ะ?”
“ไหวจ้ะแม่หนู”หญิงชราตอบพร้อมกับค่อยๆลุกขึ้นยืน
“ท่านหมื่นขอรับไอ้หนุ่มคนนี้หน้าตามันงามนัก รูปร่างมันก็ดูอ้อนแอ้นข้าว่าหากพวกเราเอาตัวมันไปให้องค์าามหินธาพระองค์คงจะตบรางวัลให้พวกเราอย่างงามแน่ขอรับ” ทหารคนแรกกระซิบกับหมื่นหาญทำให้หมื่นหาญตาลุกวาว
“จริงซิองค์าาทรงโปรดหนุ่มๆ หน้าตางดงามไอ้หนุ่มนี่คงจะทำให้ข้าได้รางวัลมากโขเชียวล่ะ” หมื่นหาญกระซิบตอบ สายตาเหี้ยมจับจ้องที่หนุ่มน้อยตรงหน้าอย่างมีเลศนัยแล้วเขาก็ร้องะโสั่งลูกน้องทั้งสองคนว่า “จับมันไว้ มันต้องเป็ไส้ศึกแน่”
“เอ๋...” แพรพรรณอุทานอย่างงงๆ‘อะไรง่ะ!?’
จู่ๆ ก็มาหาว่าเธอเป็ไส้ศึกซะงั้น!
“พี่พรรณ ระวัง!” มณีรัตนาบอกเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี
“พ่อหนุ่ม...แย่แน่”หญิงชราอุทานแล้วก็รีบปลีกตัวออกห่างทันที แล้วทหารทั้งสองคนก็เข้ามาจับแขนของหนุ่มน้อยคนละข้าง
“เอ๊ะ! อะไรเนี่ย มาจับฉันไว้ทำไม? ปล่อนฉันนะ” แพรพรรณพยายามสลัดแขนให้หลุดจากการจับกุม
“ยอมให้จับกุมเสียดีๆไอ้หนุ่ม ข้าจะจับเอ็งไปให้องค์าามหินธาทรงสอบสวนด้วยพระองค์เอง หากเอ็งไม่ใช่ไส้ศึกก็จงอย่าได้ขัดขืน ยอมให้พวกข้าจับกุมแต่โดยดีเถิด หากเอ็งไม่ใช่ไส้ศึกก็คงจะได้รับการปล่อยตัวในไม่ช้านี้ล่ะ”หมื่นหาญประกาศก้อง แล้วลดเสียงลงพูดกับหนุ่มน้อยว่า “หึๆๆๆแต่เอ็งคงถูกองค์าาทั้งสอบ...ทั้งสวน...จนทวาร...บานเป็แน่ ฮ่าๆๆ”
เขาพูดแล้วก็หัวเราะทำให้ลูกน้องทั้งสองหัวเราะตาม “ฮ่าๆๆๆ”
แพรพรรณได้ฟังก็ทำหน้างงๆในตอนแรกแต่พอคิดได้... เธอก็ทำหน้าสยอง! ‘อึ๋ย!...อย่าบอกนะว่า...องค์าาที่ว่าเนี่ยเป็.........กรี๊ด!...ไม่นะ!’
“ปล่อยฉันนะ!” เธอสะบัดแขนสุดแรง ทหารทั้งสองคนไม่ทันระวังจึงเผลอหลุดมือ
“เฮ้ย!” ทหารทั้งสองรีบจับตัวหนุ่มน้อยอีกครั้ง
พลัน! พลั่ก!
“โอ๊ะ!” ทหารคนหนึ่งถูกถีบเข้ากลางหลังจนถลาไปปะทะกับหมื่นหาญ “เฮ้ย!”
ส่วนทหารอีกคนก็ถูกแพรพรรณถีบเข้าที่ท้องเต็มแรงพลั่ก!
จนลงไปนั่งจุกแอ๊ก! “อุ๊ก!”
“ตามข้ามาทางนี้เร็ว!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งบอกพร้อมกับคว้าแขนของคนต่างถิ่นทั้งสอง เด็กหนุ่มคนนี้ก็คือคนที่ถีบทหารคนแรกนั่นเอง!
สองสาวต่างวัยจึงรีบวิ่งตามเด็กชายไปทันทีเขาพาเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาพาเลี้ยวซ้ายทีเลี้ยวขวาทีอย่างชำนาญพื้นที่จนมาโผล่ยังป่าละเมาะแห่งหนึ่งพอเห็นว่าไม่มีใครตามมาแล้วเขาก็หยุดวิ่ง “ไม่มีใครตามมาแล้วล่ะ”
สองสาวต่างวัยก็หยุดวิ่งเช่นกันสำหรับตัวแพรพรรณเพียงแค่เหนื่อยหอบเล็กน้อย แต่สำหรับมณีรัตนานั้นกลับเหนื่อยหอบจนหายใจแทบไม่ทันใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราแดงก่ำเหงื่อท่วมตัวจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เด็กหญิงทรุดตัวลงนั่งพักทันที“แฮ่กๆๆ”
“เป็ยังไงมั่งน้องรัตนา?”แพรพรรณรีบเข้าไปถามอย่างเป็ห่วง
“พวกเ้ามาจากแคว้นใดหรือ?”เด็กชายถามพร้อมกับจ้องมองชายหนุ่มกับเด็กหญิงอย่างสงสัย แพรพรรณอึ้ง! “เอ่อ...”
“ข้าไม่เป็ไรจ้ะพี่พรรณ”มณีรัตนาตอบปนหอบ แล้วก็หันไปมองเด็กชายซึ่งดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าตัวเอง“พวกข้าหลงทางผ่านมาจ้ะพี่ชาย”
พอได้ฟังคำตอบเด็กชายก็ถามว่า “แล้วพวกเ้ามีกิจธุระใดที่พนมนครหรือ?”
“พวกข้าไม่ได้มีกิจใดที่เมืองนี้หรอกท่านข้ากับพี่พรรณหลงทางผ่านมาเท่านั้นจ้ะ” มณีรัตนาตอบ เด็กชายนิ่งคิด แล้วพูดว่า “อืม...ถ้าเช่นนั้นค่ำนี้พวกเ้าคงยังไม่มีที่พัก”
เด็กชายคาดเดา เด็กหญิงรีบตอบอย่างไม่ยี่หร่ะ“ข้ากับพี่พรรณเดินทางผ่านมา ค่ำไหนก็นอนนั่น คืนนี้พวกข้าก็คงหาที่นอนเอาแถวไหนสักแห่งนั่นแหละพี่ชาย”
พอได้ยินเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราบอกเช่นนั้นเด็กชายจึงออกปากเชื้อเชิญว่า “ถ้าเช่นนั้นคืนนี้พวกเ้าไปพักที่บ้านของข้าเถิดข้ารู้สึกถูกชะตากับเ้าจึงอยากจะสนทนากับพวกเ้าอีกซักหน่อย พวกเ้าคงไม่ปฏิเสธน้ำใจไมตรีของข้าหรอกนะ”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเด็กชายจึงรู้สึกถูกชะตากับเด็กหญิงคนนี้ยิ่งนัก
สองสาวต่างวัยนิ่งอึ้งไปเมื่อถูกดักคอเช่นนี้เพราะถ้าปฏิเสธก็เท่ากับหักหน้าเด็กชาย
“พี่ชายท่านพูดเช่นนี้ข้ากับพี่พรรณจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน” มณีรัตนาพูดแกมประชดพร้อมกับยิ้มให้เด็กชาย
“เช่นนั้นพวกเ้าก็ตามข้ามาเถิด”เด็กชายบอกแล้วก็เดินนำไปทันที แพรพรรณหันไปช่วยพยุงมณีรัตนาให้ลุกขึ้น มณีรัตนากระซิบว่า“จะทำเช่นไรดีจ๊ะพี่พรรณ?”
แพรพรรณสบตากับมณีรัตนาแล้วก็มองตามเด็กชายไปพลางนิ่งคิด‘เอ...จะเอาไงดีล่ะ...?’
แล้วเด็กชายก็เดินย้อนกลับมายืนกอดอกมองทั้งสองอย่างไม่ค่อยพอใจที่ทั้งสองมัวแต่ชักช้าพร้อมกับพูดว่า“หรือพวกเ้าอยากจะอยู่รอไอ้พวกทหารเมื่อกี้นี้ก็ตามแต่ใจพวกเ้าเถอะ ข้าไปล่ะ”
สองสาวต่างวัยมองตากัน‘อึ๊ย!...อยู่รอพวกนั้นเหรอไม่เอาด้วยหรอก’
แพรพรรณจับมือมณีรัตนาพลางพยักหน้า“ไปกันเถอะจ้ะน้องรัตนา”
“จ้ะพี่พรรณ” มณีรัตนาพยักหน้าแล้วสองสาวต่างวัยก็เดินตามเด็กชายไป
“ข้ามีนามว่าวัชระ”เด็กชายหันไปบอก มณีรัตนาจึงรีบบอกว่า “ข้ามีนามว่ามณีรัตนาส่วนพี่ข้ามีนามว่าพรรณจ้ะพี่ชาย”
แพรพรรณเห็นเด็กทั้งสองคุยกันเธอจึงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรปล่อยให้มณีรัตนาเป็คนพูด
“มณีรัตนาหรือ นามของเ้าไพเราะยิ่งนัก”วัชระชม มณีรัตนายิ้มที่ถูกชม วัชระพาทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามป่าละเมาะ
จนกระทั่งไปถึงเรือนของเขา หน้าเรือนมีบ่าวไพร่ 4 คนยืนถือหอกดาบเฝ้าอยู่ พอบ่าวไพร่เห็นวัชระเดินมาก็พากันคุกเข่าลง
“เ้าชายเสด็จกลับมาแล้ว”บ่าวคนหนึ่งะโบอก แพรพรรณและมณีรัตนาชะงักกึก! “เอ่อ...”
ทั้งสองมองไปที่เด็กชายเขม็ง
“เ้าชาย!” ทั้งสองอุทานลั่น
“พวกเ้าตามข้ามาเร็วๆเข้าเถอะ” เ้าชายวัชระทรงเร่งแล้วเสด็จเข้าไปภายใน แพรพรรณและมณีรัตนาจึงรีบตามเสด็จเ้าชายแห่งพนมนครไปอย่างงุนงง
“ท่านคือเ้าชายวัชระแห่งพนมนครหรือนี่?”มณีรัตนาจ้องมองอย่างไม่คาดคิดว่าจะได้มาเจอกับเ้าชาย แล้วเด็กหญิงก็พูดว่า “ก็ไหนท่านยายบอกว่าท่านหายไประหว่างล่าสัตว์อย่างไรล่ะ?”
“ฮึ!...หายไปหรือ น่าขันนัก!” เ้าชายวัชระตรัสประชดแล้วตรัสว่า“ไอ้ปุโรหิตนั่นมันลอบปลงพระชนน์เสด็จพ่อของข้าระหว่างออกล่าสัตว์ต่างหากแต่เป็เพราะพระบุญญาธิการของเสด็จพ่อของข้ายังไม่ถึงคราวแตกดับจึงทรงรอดมาได้แต่ก็ทรงาเ็สาหัสนัก ข้ากับเหล่าข้าราชบริพารที่ตามเสด็จในครั้งนั้นจึงพาเสด็จพ่อหลบหนีมารักษาตัวอยู่ที่นี่”
เ้าชายวัชระตรัสอย่างเจ็บแค้น
“เ้าชายเสด็จกลับมาแล้วเสด็จออกไปข้างนอกอีกแล้วนะเพคะ” เสียงต่อว่าดังขึ้นพร้อมกับร่างของสตรีสูงวัยเดินแกมวิ่งมาแต่เ้าชายวัชระกลับไม่ใส่ใจคำพูดนั้น เขาหันไปมองแว๊บนึงแล้วก็ตรัสกับชายหนุ่มและเด็กหญิงว่า“นี่ขุนท้าวแจ่มศรี แม่นมของข้า”
แพรพรรณและมณีรัตนาไหว้ขุนท้าวแจ่มศรีด้วยกริยาอ่อนน้อมขุนท้าวแจ่มศรีจ้องมองทั้งสองคนอย่างสงสัย
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ