“พวกแกมองไปยังตัวเลขที่แสดงกลางหน้าอกตัวเองดู~!”
เหล่านักเรียนมองจ้องไปยังตัวเลขกลางหน้าอก ทุกคนล้วนเห็นเลข 499 บางคนยังคงเป็ตัวเลข 500 ครูฝึกจึงร้องะโบอกความสำคัญของมัน
“ตัวเลขนี้เป็ตัวเลขพลังมานาที่บรรจุเอาไว้ในชุดเกราะของพวกแก ทุกครั้งที่มีการใช้กำลังมันจะลดลง จากการวิจัยชุดเกราะฝึกซ้อมถ้าพวกแกใช้ใน่ฝึกมันจะกินพลังมานาแค่เดือนละ 50 - 60 หน่วยเท่านั้นหวังว่าพวกแกจะไม่นำมันไปใช้ในทางที่ผิด งั้นมาฟังและดูสิ่งที่พวกแกจะต้องฝึกต่อจากนี้ไป”
ทหารเดินขึ้นไปบนเวทีจนทุกๆคนมองตาม ครูฝึกที่ยืนอยู่ใกล้ๆได้ให้เวลาทหารเปิดใช้งานชุดเกราะฝึกซ้อมจนการเตรียมความพร้อมสำเร็จ ทันใดนั้นทุกคนในค่ายฝึกต่างก็เห็นครูฝึกนำปืนพกออกมาจากเอวก่อนจะขึ้นลำลั่นไกปืนที่จ่อไปยังหัวของทหาร ภายใต้เสียงก้องกังวาลของปืนที่ลั่นไก ทุกๆคนต่างตื่นใเมื่อเห็นะุกระเด็นออกมาจากหัวของทหารที่ถูกยิง ไม่ทิ้งรอยใดๆเอาไว้เลยสักนิด
“เห็นอะไรไหม พวกแกเห็นอะไรหรือเปล่า~!” ครูฝึกร้องะโถามกับนักเรียนเตรียมทหาร
“ไม่ครับ~!”
“งั้นฉันจะให้พวกแกดูอีกรอบ”
ปัง ปังปัง ปัง~!
ะุปืนอีก 4 นัดยิงไปยังร่างกายของทหาร โดย 4 จุดที่ยิงนั้นล้วนอยู่ห่างกัน นัดแรกยิงเข้าที่กลางหน้าผาก นัดที่สองยิงที่กลางลำคอ นัดที่สามยิงบริเวณหน้าอก ส่วนนัดสุดท้ายยิงบริเวณหัวเข่าข้างซ้าย ทั้ง 4 นัดที่ยิงออกไปล้วนแล้วมีระยะห่างของปากกระบอกปืนไม่มาก แต่ะุกลับไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับทหารได้ สร้างความใให้กับนักเรียนไม่น้อย
“เห็นอะไรไหม”
“ไม่ครับ~!”
“ดี ไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น ฉันจะบอกให้ก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้คือพลังของมานาที่มาจากชุดเกราะ ในการฝึกที่จะเกิดขึ้นพวกแกจะต้องควบคุมมันให้ได้จนถึงขั้นใช้ป้องกันะุ เอาล่ะ ลองควบคุมมันดู คำแนะนำไม่มีอะไรมาก เพียงแค่พยายามควบคุมสิ่งแปลกปลอมที่ไหลเข้าไปในร่างกายของพวกแกให้ได้เท่านั้นก็พอแล้ว นั่นแหละมานาที่พวกแกจะต้องใช้งาน”
ทุกคนเริ่มฝึกควบคุมมานา คนที่มีการซิงโครไนซ์ระดับ A ล้วนแล้วตอบสนองต่อสิ่งที่เรียกมานาได้อย่างรวดเร็ว ถึงอย่างนั้นการจะควบคุมสิ่งที่เหมือนกับน้ำไหลไปทั่วร่างกายของพวกเขายังคงเป็เื่ยาก อย่างต่ำระดับ A ต้องใช้เวลา 2 - 3 วันเพื่อที่จะจับมานาเหล่านี้ กว่าจะขึ้นรูปให้มันป้องกันได้อีกต้องใช้เวลาอีกหลายสิบวัน อย่างไรก็ตามใน่ที่ทุกๆคนกำลังััมานาในร่างตัวเองที่ส่งผ่านจากชุดเกราะเข้าไปนั้น เสียงปืนของครูฝึกก็ได้ดังลั่น จนทุกหันมองมาสนใจ
ปัง~!
“หืม” คิ้วของครูฝึกย่นเข้าหากัน ะุปืนที่ยิงไปเมื่อครู่ต่างจากที่ใช้ยิงทหาร มันเป็ปืนคนละกระบอก ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เขาต้องยิงะุยางซ้ำเข้าไปบนร่างกายของแอชเชอร์ กระทั่งมั่นใจว่าแอชเชอร์สามารถป้องกันได้จึงเปลี่ยนไปใช้ะุจริง ก่อนที่เขาจะใมากกว่าเดิม หลังจากรู้ว่าแอชเชอร์สามารถควบคุมมานาได้ดั่งใจนึกหลังจากที่สวมใส่ชุดเกราะไปได้ยังไม่ถึง 10 นาทีเลยด้วยซ้ำ
เหล่านักเรียนที่อยู่รอบข้างต่างใไม่แพ้กัน เมื่อรู้ความห่างชั้นระหว่างพวกเขาและแอชเชอร์ ทั้งๆที่สวมใช่ชุดเกราะเดียวกัน ใช้มานาเท่ากัน สิ่งที่เกิดกลับต่างกัน ในพวกเขาบางคนยังไม่สามารถจับมานาได้ แอชเชอร์กลับแสดงความสามารถในการใช้มานาป้องกันะุแล้ว
สำหรับแอชเชอร์ไม่จำเป็ต้องฝึกเลยสักนิด หลังจากที่เขาสวมใส่ชุดเกราะฝึกซ้อมเขาก็เหมือนกับคนที่ไม่ได้ขับรถเป็เวลานานได้กลับมาขับรถอีกครั้ง เพียงแค่ทดสอบ 1 นาทีหลังจากสวมชุดเขาก็สามารถควบคุมมานาได้อย่างใจนึก ทำได้ไม่ต่างจากเขาในชีวิตก่อน แต่เขาก็ไม่นึกว่าจะถูกทดลองจากครูฝึกด้วยการใช้ะุจริงยิงแบบนี้
“เอาล่ะ แยกย้ายไปฝึก ใครที่มีปัญหาสามารถถามรุ่นพี่ของพวกแกได้~!”
ครูฝึกเดินจากไปปล่อยให้นักเรียนได้อยู่กับมานา เหล่ารุ่นพี่ที่ถูกเชิญมาล้วนยืนรอในร่มไม้ ใครก็ตามที่มีปัญหาในการควบคุมมานาสามารถถามไถ่ได้ หรือจะเป็การถามเทคนิคก็สามารถถามได้ เหล่าผู้ที่สามารถซิงโครไนซ์ระดับ A พวกเขาก็เริ่มถามรุ่นพี่เกี่ยวกับการนำมานาไปใช้งาน หลังจากที่พวกเขาจับมันได้แล้ว
“จะถูกตรวจสอบไหมนะ”
แอชเชอร์รู้สึกดีใจมากกับชุดฝึกซ้อม ตอนนี้เขาก็ได้รับคำตอบเื่พลังต่อสู้ของเขาที่มากกว่าชุดเกราะแล้ว จากเดิมชุดเกราะมาร์คทูจะให้พลังต่อสู้ที่มากกว่าพลังต่อสู้ของร่างกายเขาเอง
หลังจากเขาได้ลองสวมชุดเกราะฝึกซ้อมที่พลังต่อสู้น้อยกว่าร่างกายสิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังต่อสู้ของชุดเกราะยังเท่าเดิม เพียงแค่เขาจะสามารถควบคุมชุดเกราะได้ดีกว่าเดิมจนไม่มีอาการติดขัด
แต่ตอนนี้พลังต่อสู้ร่างกายของเขามากกว่าชุดฝึกซ้อมที่มีพลังต่อสู้แค่ 50 สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือพลังมานามันกลายเป็พลังสำรองที่เอาไว้ใช้สร้างม่านพลังป้องกันเท่านั้น
หากเปรียบเทียบกับชุดเกราะมาร์คทูแล้วขณะนั้นเขามีพลังต่อสู้มากกว่าชุดเกราะมาร์คทู การสวมใส่ชุดเกราะสำหรับแอชเชอร์คงเหมือนกับการสวมเสื้อผ้าเพราะเขาแข็งแกร่งกว่ามันไปแล้ว ชุดเกราะสำหรับเขาคงจะเป็เหมือนสิ่งที่เอาไว้ป้องกันเท่านั้น
พรึ่บ~!
หลังจากมองซ้ายขวาจนพบว่าไม่มีใครสนใจ แอชเชอร์เริ่มเคลื่อนตัวด้วยการทดลองนำมานาในร่างกายที่ได้รับจากแกนพลังมานาปรับใช้กับส่วนขาและเอวแล้วทดลองวิ่ง ปรากฎว่าความเร็วที่เขาเคยใช้ในอดีตกับตอนนี้ต่างกันมาก นอกจากความเร็วดั้งเดิมของเขาแล้วมันยังถูกมานาเพิ่มความเร็วให้อีกจนเขาสามารถวิ่งได้เร็วกว่าทุกครั้งที่เคยสวมชุดเกราะฝึกซ้อม แล้วยิ่งเป็การทดลองเปิดใช้งานสกิลวิ่งเร็วอีก ยิ่งทำให้ความเร็วของแอชเชอร์เพิ่มสูงขึ้นจนน่าใ แต่ที่ทำให้เขาดีใจมากก็คือ สกิลวิ่งเร็วที่เขาใช้ สามารถเลือกได้ว่าเขาจะให้มันใช้พลังงานจากสิ่งไหนด้วยการใช้ระบบ 1-1 แลกเปลี่ยนการใช้พลังงานระหว่างมานาของชุดเกราะและพลังของเขา
“ะเิฝีเท้า”
พรึ่บ~!
ความเร็วของแอชเชอร์เพิ่มขึ้นในชั่วพริบตาจากนั้นเขาก็หยุดเท้าหลังจากััได้ว่ามีใครบางคนมองจ้องเขา เพียงแค่วินาทีสั้นๆที่เขาเปิดใช้งานสกิละเิฝีเท้าทำให้เขาฉีกยิ้มอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรู้ว่าระบบ 1-1 ทำให้ร่างกายของเขาเปรียบเสมือนชุดเกราะ สามารถใช้สกิลได้ด้วยการนำพละกำลังของเขามาเปรียบให้เป็พลังงานที่ระบบ้า
ตอนนี้แอชเชอร์สามารถเลือกได้ว่าเขาจะใช้พละกำลังหรือมานา ด้วยการเลือกนี้เอง หากชุดเกราะของเขาเสียหายแล้วเกิดเหตุการณ์วิกฤตเขาสามารถใช้สกิลหลบหนีได้ด้วยพละกำลังของตัวเอง ต่างจากคนอื่นๆที่ทำได้เพียงแค่วิ่งด้วยความรวดเร็วไม่ต่างจากคนธรรมดาเพราะทุกอย่างของพวกเขาต้องใช้มานาเป็ที่พึ่ง
ทว่าเขาก็เห็นข้อจำกัดหนึ่งอย่างของมัน หากตอนนั้นพลังต่อสู้ของร่างกายเขาต่ำกว่าของชุดเกราะ สกิลจะสร้างการโจมตีที่รุนแรงเท่ากับพลังต่อสู้ของร่างกาย ไม่ใช่พลังต่อสู้จากชุดเกราะ ยกตัวอย่างเช่นเขามีพลังต่อสู้ที่ 150 หน่วยสวมใส่ชุดเกราะมาร์คเอท หากเปิดใช้งานสกิลหลบหลีกด้วยพละกำลัง ความเร็วของเขาจะเท่ากับความเร็วของพลังต่อสู้ 150 เท่านั้น แต่หากเขาใช้มานาจากชุดเกราะความเร็วของเขาจะเป็ความเร็วของชุดเกราะ สิ่งนี้จึงเป็ข้อจำกัดแรกที่แอชเชอร์มองเห็น
“เห็นหรือเปล่า เมื่อกี้เขาใช้สกิล” ผู้บัญชาการฉีกยิ้มพลางพูดกับรองผู้บัญชาการ หลังจากที่เขาเห็นสิ่งที่แอชเชอร์ได้ทำลงไปก่อนหน้า แม้แอชเชอร์จะระวังตัวมากก็ตาม พวกเขากลับสังเกตเห็นมันผ่านกล้องที่แอบติดเอาไว้ตามสถานที่ต่างๆ
“มันจะเป็ไปได้ยังไง ในเมื่อสกิลจะได้รับก็ต่อเมื่อฝึกด้วยการสวมใส่ชุดเกราะฝึกซ้อมปล่อยให้ร่างได้ปรับตัวเข้ากับมานาเป็ระยะเวลาหลายเดือนถึงจะมีสกิลเกิดขึ้นมาได้ เขาพึ่งสวมใส่มันได้ยังไม่ถึง 1 ชั่วโมงจะใช้งานสกิลได้อย่างไร”
“มันถึงได้น่าสนใจไงล่ะ”
แอชเชอร์จมอยู่กับตัวเอง เขาพยายามมองหาสิ่งที่จะทดลอง ด้วยพลังต่อสู้ของเขาตอนนี้มากกว่าชุดเกราะฝึกซ้อม เขาจึงยังไม่เห็นประโยชน์จากการใช้งานมัน จึงมองหาวิธีการที่เขาจะหาประโยชน์จากสิ่งๆนี้
“ใช่สิ สกิลดาบไง” แอชเชอร์มีเวลาในค่ายแห่งนี้อีก 7 วัน เขาจึงอยากจะเผาผลาญพลังมานาที่ได้รับให้หมด เพราะเชื่อว่าค่ายฝึกพิเศษจะมีให้เขาใหม่ แอชเชอร์จึงคิดจะใช้งานมันในการฝึกดาบจึงเดินเข้าไปถามรุ่นพี่ทหารที่น่าจะมีสกิลกันทุกๆคน
“รุ่นพี่ครับ ผมอยากรู้ว่าสกิลได้รับมายังไง”
ด้วยคำถามของแอชเชอร์ทำให้ทหารหลายคนมองจ้องมายังเขา ทหารที่มีสกิลพื้นฐานครบจึงให้คำตอบกับแอชเชอร์
“สกิลเหรอ มันเป็สิ่งที่ทุกคนจะได้ฝึกหลังจากเข้าสู่เดือนที่ 7 แต่ก็ช่างมัน หากนายรู้ฉันจะบอกก็ได้ ”
แอชเชอร์ใอีกเล็กน้อยหลังจากเขาได้ยินมาว่าในหลักสูตรนักเรียนเตรียมทหาร เดือน 7 จะมีการสอนสกิลให้กับนักเรียน ชีวิตก่อนสกิลจะได้รับก็ต่อเมื่อใช้งานชุดเกราะนาโนสูท ในค่ายฝึกไม่มีให้เรียนรู้และไม่มีในหลักสูตร ทุกคนล้วนแล้วแข็งแกร่งได้ก็ต่อเมื่อได้รับชุดเกราะนาโนสูทเท่านั้น ซึ่งจะได้รับก็ต่อเมื่อเป็แนวหน้าและมีผลงานที่โดดเด่น
“การจะได้รับสกิลนายจะต้องได้รับเซรุ่มก่อน มันจะทำให้นายมีโอกาส 100 % ในการได้รับสกิลจากการฝึกทำแบบเดิมซ้ำๆ”
“หากไม่มีเซรุ่มละครับ”
“ก็ฝึกได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่โอกาสจะได้รับขึ้นอยู่กับความสามารถว่าจะไปถึงจุดที่สกิลจะปรากฎออกมาไหม”
“บอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าต้องฝึกยังไง”
“นายใช้ดาบสินะ แต่มันกินพลังมานามากหากจะฝึก มานาของนายจะได้รับการเปลี่ยนก้อนใหม่และใช้ได้ไม่จำกัดเมื่อเข้าสู่เดือน 7 ของหลักสูตร เอางี้ฉันจะสอนมีดให้”
แอชเชอร์นำมีดพกออกมาถือในมือ มันเป็อุปกรณ์ร่วมในการฝึก ไม่มีคมมีเพียงแค่น้ำหนักที่เหมือนของจริงเท่านั้น ระหว่างที่เขากำลังจะได้รับการสอนสั่งวิธีฝึกสกิล ผู้บัญชาการก็ได้เดินเข้ามาในสนามจนครูฝึกสั่งให้ทุกคนยืนตรง
“แอชเชอร์ แอสลาส”
“สวัสดีครับผู้บัญชาการ”
“สวัสดี เกือบมาไม่ทัน เอาเป็ว่านายอย่าพึ่งเรียนรู้สกิลอาวุธ สาเหตุก็เพราะว่ามันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น ด้วยการซิงโครไนซ์ระดับ S ของนาย จำเป็ต้องได้รับการชี้แนะที่ละเอียดอ่อนกว่านี้ ไม่ต้องรีบนายจะได้เรียนรู้มันที่ค่ายฝึกพิเศษ”
“ครับ~!”
แอชเชอร์ทำความเคารพผู้บัญชาการที่กำลังเดินเข้าไปหาทหารที่กำลังจะสอนวิธีการใช้สกิลให้แอชเชอร์
“นายทำได้ดีเช่นกัน แต่อย่าพึ่งให้ผู้ที่มีการซิงโครไนซ์ระดับ A และ S ได้เรียนสกิล พวกเขาจำเป็ต้องเห็นสิ่งที่กว้างกว่านี้”
“ครับ!”
ไม่มีการตำหนิใดๆ จนกระทั่งผู้บัญชาการเดินจากไป ทุกคนก็เริ่มกลับมาฝึกอีกครั้ง แอชเชอร์ที่ไม่สามารถเรียนรู้วิธีการใช้งานสกิลได้ในตอนนี้จึงเริ่มมองหาสิ่งใหม่ทำ โดยสิ่งนั้นก็คือการเพิ่มสกิลเชี่ยวชาญดาบ เชี่ยวชาญมีด เชี่ยวชาญหมัดให้เพิ่มสูงมากกว่านี้ มันเป็สิ่งเดียวที่เขาทำได้
พรึ่บ!
แอชเชอร์แยกออกไปจากกลุ่มแล้วเริ่มฟันดาบในแนวตรงด้วยสองมือไปเรื่อยๆไม่คิดจะหยุดพัก
“ระบบ ถ้าฉันใช้มานาในการฝึกจะได้รับสกิลอะไรไหมแล้วมานาที่ใช้ไปจะทำให้สกิลเพิ่มระดับได้หรือเปล่า”
สกิลหลบหลีก สกิละเิฝีเท้า สกิลวิ่งเร็ว ทั้ง 3 สกิลนี้เป็สกิลตายตัวไม่มีการเพิ่มระดับ ความเร็วของเขาจะยึดติดกับพลังต่อสู้สูงสุด แต่สกิลดาบ มีดและหมัดของเขาพัฒนาได้แอชเชอร์จึงเกิดความสงสัย
[ระดับสกิลจะเพิ่มขึ้นผ่านการใช้งานบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็พละกำลังหรือใช้มานา สกิลสามารถเพิ่มระดับขึ้นได้ หากโฮสต์ใช้งานมานา ร่างกายของโฮสต์จะไม่ได้รับประสบการณ์เพิ่มแต้มสถานะ]
“แบบนี้เองสินะ”