ทั่วทั้งห้องโถงต่างก็ตื่นตระหนกกับการมาถึงของผู้ถือแส้หางม้าผู้นั้น
“ศิษย์คารวะผู้อาวุโสสวีฝู”
ทั่วทั้งห้องโถงเกิดเสียงเช่นนี้ดังขึ้นกว่าปกติและสม่ำเสมอ การแสดงออกแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความเคารพและไม่กล้าที่จะเมินเฉยเลยแม้แต่น้อย
ไม่แปลกใจเลยที่ศิษย์พวกนี้จะแสดงออกกันแบบนี้นั่นเป็นเพราะผู้ที่มาถึงนั้นมีสถานะที่ควรให้ความเคารพอย่างยิ่ง
สวีฝูประมุขแห่งหอโอสถวิญญาณของสำนักเหิงเยว่
ในสำนักเหิงเยว่หากจะพูดถึงความอาวุโส เขายังเป็นศิษย์พี่ของเจ้าสำนักเหิงเยว่คนปัจจุบันและยังเป็นนักปรุงยาเพียงหนึ่งเดียวของสำนักเหิงเยว่
นักปรุงยาเป็นสถานะที่มีเกียรติอย่างหาใดเปรียบไม่ได้ และก็มีน้อยจริงๆซึ่งสวีฝูก็คือหนึ่งในนั้น โอสถวิญญาณและน้ำยาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่ล้วนแต่ถูกสร้างมาโดยบุคคลผู้นี้ คนของสำนักเหิงเยว่ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าจะยั่วยุเขา
“จางเฟิงเหนียนคารวะ...คารวะศิษย์พี่สวี”วิหารประกาศิตที่เงียบสงบ ถูกทำลายบรรยากาศลงด้วยเสียงอันโรยแรง
จางเฟิงเหนียนที่ถูกอิ่นจื้อผิงเตะจนกระอักเลือดออกมาได้คลานอยู่บนพื้นอย่างอ่อนแรง
“เจ้าคือจางเฟิงเหนียนหรือ?” คำพูดที่แปลกใจออกมาจากปากของสวีฝูเขาขมวดคิ้วขึ้นและมองไปยังจางเฟิงเหนียนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะมีความสงสัยเช่นนี้เป็นเพราะรูปลักษณ์ของจางเฟิงเหนียนแก่ชราลงไปมาก ทำให้เขาเองก็จำไม่ได้ลองคิดดูอย่างละเอียด จางเฟิงเหนียนกลายเป็นคนไร้ค่าไม่เหมือนกับพวกเขาซึ่งเป็นผู้ฝึกตนที่สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนได้
“ใช่...ข้าเอง”จางเฟิงเหนียนยังคงคลานอยู่กับพื้น
สวีฝูขมวดคิ้วอีกครั้งดูเหมือนว่าสายตาของเขาจะมองออกว่าจางเฟิงเหนียนเพิ่งจะถูกทำร้ายมาและไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนกระทำ
“ใครทำร้ายเจ้า”สวีฝูโบกมือแสงสว่างเส้นหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายของจางเฟิงเหนียน
ทันทีที่พูดออกมาอิ่นจื้อผิงที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยความเคารพก็ถึงกับตัวสั่นเทา ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
“เป็นใคร”มองไปยังทุกคนในห้องโถง สวีฝูตะโกนขึ้นมา ทั่วทั้งวิหารประกาศิตเกิดการสั่นสะเทือนการบีบคั้นที่ทรงพลังได้ปกคลุมไปทั่ว
“ข้า...ข้าเอง”แม้ว่าจะหวาดกลัว แต่อิ่นจื้อผิงก็ได้แต่ก้มศีรษะและก้าวออกไปข้างหน้า
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสวีฝูก็หันมามองอิ่นจื้อผิง ดวงตาของเขานั้นแหลมคมจ้องจนอิ่นจื้อผิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“ผู้...ผู้อาวุโสข้า...ข้าได้รับบาดเจ็บ ข้า...”
ก่อนที่อิ่นจื้อผิงจะพูดจบก็ถูกฝ่ามือของสวีฝูตีเข้าจนลอยออกไป
“ช่างกล้าหาญยิ่งนัก”เสียงของสวีฝูเยือกเย็นอย่างมาก “เป็นถึงหัวหน้าศิษย์ของวิหารประกาศิตแต่กลับกล้าลงมือกับผู้อาวุโส รนหาที่ตายใช่ไหม?”
อิ่นจื้อผิงถูกฝ่ามือนั้นฟาดเข้าไปจนกระอักเลือดสีหน้าซีดเซียว แต่หลังจากประคองตัวลุกขึ้นมาได้ ก็คุกเข่าลงกับพื้นและรีบร้องขอความเมตตา “ผู้...ผู้อาวุโส ศิษย์ผิดไปแล้ว ศิษย์ผิดไปแล้ว”
“ศิษย์พี่สวีเหตุใดท่านจึงต้องโกรธเช่นนี้ด้วย” ในวิหารประกาศิตมีผู้อาวุโสสวมชุดคลุมสีม่วงผู้หนึ่งเดินเข้ามาไม่ต้องพูดเลยว่าเขาคืออาจารย์ที่เก็บตัวของอิ่นจื้อผิงผู้เป็นประมุขของวิหารประกาศิต มีนามว่า จ้าวจื้อจิ้ง
“ศิษย์น้องจ้าวเจ้าสั่งสอนศิษย์ออกมาได้ดีจริงๆ” สวีฝูเหลือบมองไปยังจ้าวจื้อจิ้ง
เมื่อได้ยินเช่นนี้จ้าวจื้อจิ้งก็ขมวดคิ้ว มองไปยังอิ่นจื้อผิงผู้เป็นศิษย์ของตนเอง “ผิงเอ๋อร์เจ้าทำอะไรหรือ”
“ข้า...ข้าไม่ทันระวังจึงทำให้..เอ่อ...อาจารย์อาจางเฟิงเหนียนได้รับบาดเจ็บ”
“จางเฟิงเหนียนหรือ?” จ้าวจื้อจิ้งได้ยินดังนั้น จึงเหลือบไปมองทางจางเฟิงเหนียนสายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ศิษย์พี่สวีจางเฟิงเหนียนถูกท่านอาจารย์ขับลงจากเขาไปนานแล้ว ท่าน...”
“แม้ว่าจะถูกขับลงจากเขาแต่เขาก็เป็นคนของสำนักเหิงเยว่” พูดออกไปอย่างเรียบนิ่งน้ำเสียงของสวีฝูก็เย็นชาลงเล็กน้อย “สั่งสอนลูกศิษย์ของเจ้าให้ดีก็แล้วกันในฐานะที่เป็นหัวหน้าศิษย์ของวิหารประกาศิต แต่กลับข่มเหงผู้อาวุโสเช่นนี้จะเป็นที่นับถือได้อย่างไร”
เมื่อถูกสวีฝูสั่งสอนเช่นนี้จ้าวจื้อจิ้งก็หายใจเข้าลึกๆ แต่กลับไม่ได้ทำอะไร หากยั่วโมโหสวีฝูดูจะไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย
ทางด้านนี้สวีฝูมองไปยังเย่เฉินที่ถูกตรึงเอาไว้บนเสาทองแดง
เมื่อมองไปทั่วร่างของเย่เฉินดวงตาของเขาก็คมและลึกล้ำ ผ่านไปชั่วขณะจึงเอ่ยขึ้น “ข้าจะพาศิษย์คนนี้ไปด้วย”
“ผู้อาวุโสนี่...” สีหน้าของศิษย์สองยอดเขาต่างตกตะลึง
“ทำไมพวกเจ้ามีปัญหาอะไรหรือ?”สวีฝูชำเลืองมองศิษย์ของสองยอดเขา และทุกอย่างก็เงียบสงบลง
“ผู้อาวุโสเขา...เขาใช้คาถาอสุนีสวรรค์ในสำนัก โทษของเขาคือ...ประหารชีวิต”อิ่นจื้อผิงที่อยู่ด้านข้างกล่าวขึ้นมา มีอาจารย์อยู่ข้างกายเขาเขาจึงมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง
นอกจากนี้เย่เฉินเพิ่งจะพูดว่าจะล้างแค้นเขา เขาจึงไม่ต้องการให้มีคนพาเย่เฉินไปแบบนี้สำหรับเขาแล้ว การทำเช่นนี้จะเป็นหายนะต่อเขาในอนาคต
เมื่อได้ยินคำพูดของอิ่นจื้อผิงในฐานะประมุขของวิหารประกาศิต เขาจึงพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “ศิษย์พี่สวีเขาก่อความผิดมีโทษถึงประหาร หากท่านพาเขาไป เกรงว่า...”
“เย่เฉินใช้คาถาอสุนีสวรรค์เพื่อปกป้องตัวเอง”เสียงหนึ่งดังขึ้นมา เจ้าหมีสองเดินเข้ามาจากด้านนอกห้องโถง
เอ๊ะ?
สวีฝูเลิกคิ้วและมองไปยังเจ้าอ้วนหมีสอง
ทันใดนั้นเจ้าหมีสองก็ขบฟันมองไปยังศิษย์ของสองยอดเขา“เจ้าพวกชั่วช้าพวกนี้ผลัดกันขึ้นต่อสู้บนลานเมฆวายุเพื่อโจมตีเย่เฉิน”
เมื่อได้ยินเจ้าหมีสองพูดเช่นนี้สวีฝูก็ชำเลืองมองศิษย์ของสองยอดเขาอีกครั้ง และพูดอย่างเย็นชา“คนตั้งมากมายสู้กับคนขั้นรวมพลังเพียงคนเดียว พวกเจ้านี่ก็ทำกันได้ลงหรือ?”
แม้สวีฝูจะไม่ได้มองมาเช่นนี้ศิษย์ทั้งสองยอดเขาก็ต่างก้มหน้า ใบหน้าร้อน ไม่กล้าที่จะส่งเสียงใดๆ ออกไป
“พูดต่อสิ”สวีฝูละสายตากลับมา และมองไปยังเจ้าหมีสองอีกครั้ง
“เย่เฉินถูกทำร้ายจนปางตายจนไม่สามารถจะสู้ต่อไปได้แล้ว จึงกระโดดลงจากเวทีแต่เจ้าพวกชั่วช้าบีบบังคับให้เขาขึ้นไปประลองต่อ เย่เฉินไม่ยินยอมพวกเขาจึงล้อมเข้าโจมตีเย่เฉิน ผู้อาวุโส แต่ละคนหมายจะสังหารเขา! ท่านผู้อาวุโสผู้ปราดเปรื่อง!เย่เฉินถูกบีบให้ใช้คาถาอสุนีสวรรค์”
หลังจากฟังเจ้าหมีสองจบสวีฝูก็เลิกคิ้วขึ้น มองไปยังจ้าวจื้อจิ้ง และถามออกไป “ศิษย์น้องจ้าวที่เหิงเยว่ของข้า การกำเริบเสิบสานทำร้ายศิษย์จนบาดเจ็บสาหัสหมายจะสังหารอย่างป่าเถื่อนมีโทษเช่นไร”
“ความผิดหนักหนามีโทษประหาร”
“แล้วการกำเริบเสิบสานทำร้ายผู้อาวุโสล่ะ?” สวีฝูถามขึ้นอีก
จ้าวจื้อจิ้งหรี่ตาลงเขาไม่ได้โง่ เห็นได้ชัดว่าเป็นการพุ่งเป้าไปยังลูกศิษย์ของเขา อิ่นจื้อผิงแต่ในตอนนี้ เขาได้แต่หายใจลึกๆ และตอบออกไป “โทษประหารเช่นกัน”
“ในเมื่อล้วนแต่มีโทษประหารอย่างนั้นก็รีบประหารเสีย!แล้วก็ฆ่าพวกไอ้ลูกหมานี่ให้หมดด้วย” คำพูดของสวีฝูทำให้ผู้คนต่างตกใจเป็นอย่างมากคำพูดนั้นเพียงคำเดียวทำให้ศิษย์ของสองยอดเขาและอิ่นจื้อผิงถึงกับคุกเข่าลงกับพื้น
“ศิษย์พี่สวีท่านก็รู้ว่าฆ่าพวกเขาแล้วจะมีความหมายอะไร?”จ้าวจื้อจิ้งพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มันก็หมายความว่าความยุติธรรมของวิหารประกาศิตแห่งสำนักเหิงเยว่มีความเข้มงวด!” สวีฝูยักไหล่ “ในเมื่อความผิดล้วนมีโทษประหารแล้วทำไมจึงต้องประหารเฉพาะศิษย์คนที่ชื่อเย่เฉินนั่นด้วยเล่าถ้าจะต้องตายก็ตายให้หมด ถ้ารอดก็รอดให้หมด”
“ศิษย์พี่สวีท่านจะต้องใช้ความสัมพันธ์มาทำให้ลำบากใจเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ลำบากใจหรือ? ถ้าอย่างนั้นเรามาทำข้อตกลงกันเถอะ” สวีฝูยิ้มขึ้นและชี้นิ้วไปยังเย่เฉิน พร้อมพูดว่า “เจ้าเด็กคนนี้ข้าขอพาไปสั่งสอนเองส่วนศิษย์ของสองยอดเขากับอิ่นจื้อผิง เจ้าก็หาวิธีจัดการเอาเองก็แล้วกัน”
เอาล่ะ! ตอนนี้จ้าวจื้อจิ้งดูออกแล้วว่า การที่สวีฝูทำเรื่องไร้สาระไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกป้องเย่เฉิน
ทันใดนั้นจ้าวจื้อจิ้งก็ครุ่นคิด
สวีฝูพูดถูกทั้งหมดนี้ล้วนมีโทษประหาร เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถจะประหารเย่เฉินเพียงคนเดียวได้แต่หากว่าต้องประหารคนทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เพียงแค่สองยอดเขาเท่านั้นแต่ครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาจะต้องมาคิดบัญชีกับเขาเป็นแน่
นอกจากนี้เขาก็ไม่ต้องการจะทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับสวีฝูเกิดความลำบากใจขึ้นเกินไป
มันคงจะไม่ฉลาดเท่าไรกับการยั่วยุผู้ปรุงยาแค่ศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งเท่านั้น เขาไม่เอามาใส่ใจ ต่อให้เอาไปก็ไม่ได้มีอะไรใหญ่โตแต่การทำเช่นนี้ยังเป็นการได้รับความโปรดปรานจากสวีฝูการยอมตกลงตามนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย
จ้าวจื้อจิ้งครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนและพูดขึ้น “หากเป็นเช่นนี้ ศิษย์พี่สวีก็พาไปเถอะ”
“ท่านอาจารย์...”อิ่นจื้อผิงมีสีหน้ากังวลขึ้นมา
“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้”จ้าวจื้อจิ้งพูดอย่างเย็นชา และรีบขัดจังหวะคำพูดของเขา “จากนี้ไปเจ้าไปอยู่ประจำที่คุกน้ำแข็ง”
“หากเป็นเช่นนี้ข้าก็สามารถพาเขาไปได้แล้วสินะ” สวีฝูเหลือบมองเย่เฉินจากนั้นก็โบกมือและปัดลำแสงศักดิ์สิทธิ์ออกไปทำลายโซ่ตรวนให้กับเย่เฉิน
“เจ้าหนุ่ม”เจ้าหมีสองรีบก้าวออกไปข้างหน้า และดึงตัวเย่เฉินออกมา
“ขอบใจมาก”คว่ำตัวลงบนหลังของเจ้าหมีสอง เย่เฉินพูดออกไปเบาๆเขาจะไปคาดคิดได้อย่างว่าเจ้าหมีสองจะสามารถเชิญมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างสวีฝูให้มาช่วยเขาได้