ครึ่งชั่วโมงต่อมาเซียวหยวนหมิงก็กลับมาในที่สุดเขาสะพายถุงป่านมาหนึ่งใบแล้วนำของเข้าไปในห้องของตัวเอง ไม่ได้วางไว้ในครัว
เพราะหลิวเฉิงเหว่ยยังคงอยู่ในครัวแม้ว่าตอนนี้หลิวเฉิงเหว่ยจะดูน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังไม่ใช่คนที่เขาจะไว้วางใจได้เรื่องที่เขาค้าขายเก็งกำไรย่อมไม่ให้หลิวเฉิงเหว่ยรู้
ไม่เช่นนั้นหากหลิวเฉิงเหว่ยเห็นของดีมีราคาพวกนั้นเข้าละก็ คงต้องกังขาถึงที่มาที่ไป
ซูเจียวเจียวก็คิดเช่นนั้น
“ข้างนอกคงหนาวมาก รีบล้างมือแล้วมากินข้าวเถอะ”
ซูเจียวเจียวถืออ่างน้ำอุ่นมาให้หนึ่งอ่างข้างในมีผ้าขนหนูวางอยู่ ให้เขาได้ล้างหน้าและล้างมือด้วยน้ำอุ่นเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น
เซียวหยวนหมิงล้างมือล้างหน้าด้วยน้ำที่เธอถือมา
“ดื่มชาขิงน้ำตาลแดงคลายความหนาวสักหน่อยสิคะ” ซูเจียวเจียวถือชาขิงน้ำตาลแดงมาให้อีกหนึ่งถ้วยเป็นชาที่เธอต้มด้วยเตาเล็กๆ ต้มไว้หนึ่งกา
เมื่อเห็นภรรยาที่น่ารักและเอาใจใส่ขนาดนี้ใบหน้าของเซียวหยวนหมิงก็เผยรอยยิ้มออกมา “ไม่เป็นไรผมจัดการเอง”
“คุณลำบากมามากแล้ว ข้างนอกนั่นหนาวกว่าเยอะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้สำหรับฉันมันไม่ได้มากมายเลยค่ะ” ซูเจียวเจียวหัวเราะ
อีกอย่างชาขิงน้ำตาลแดงกานี้ เธอกับพี่หยวนซินก็ดื่มได้ผู้หญิงดื่มชาขิงน้ำตาลแดงก็จะช่วยไล่ความหนาว ปรับสมดุลร่างกายได้เช่นกันพอประจำเดือนมาก็จะไม่ปวดท้องมาก
หลิวเฉิงเหว่ยมองเซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวที่กำลังคุยกันอย่างลึกซึ้งอาหมิงดีกับน้องสะใภ้จริงๆ แต่น้องสะใภ้ก็อ่อนโยนและเอาใจใส่อาหมิงจริงๆนี่แหละคือเหตุผลที่ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเรื่อยๆ…
ในบ้านหลังนี้เขาแทบไม่เคยได้ยินทั้งสองคนทะเลาะกันเลย ทุกครั้งที่มาก็เห็นแต่ความหวานชื่น
อืม…
ถ้าเขาอ่อนโยนและเอาใจใส่หยวนซินมากขึ้นหยวนซินจะอ่อนโยนกับเขาบ้างไหมนะ?
ตอนเย็นกินซาลาเปาและหมั่นโถวและมีข้าวต้มกับกับข้าวสองอย่าง ทั้งครอบครัวกินกันจนอิ่มหนำสำราญ
หลังจากกินข้าวเสร็จก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดนอน ทั้งสองสามีภรรยาก็นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงด้วยกัน
เมื่อสบสายตาทั้งสองก็ทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างกัน เมื่อเสียงออดอ้อนจางหายเซียวหยวนหมิงก็กอดซูเจียวเจียวแน่น แล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา
อากาศหนาวเหน็บในเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติซูเจียวเจียวไม่อยากตื่นเช้า เลยนอนขลุกอยู่ในผ้าห่ม
เซียวหยวนหมิงยกอาหารเช้าเข้ามาให้โดยตรงมีไข่ต้มหนึ่งฟอง ซาลาเปาเนื้อสองลูก ซาลาเปาผักสองลูก และหมั่นโถวสองลูก
ซูเจียวเจียวซุกตัวอยู่ในผ้าห่มโผล่มาแต่หัว ผมสีดำขลับแผ่สยายอยู่ด้านล่าง ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องมองเขา“อ๊ะ! ฉันยังไม่ได้แปรงฟันเลย!”
“ไม่เป็นไร กินแล้วค่อยแปรงก็ได้” เซียวหยวนหมิงหัวเราะร่า
ซูเจียวเจียวรีบลุกขึ้นนั่ง“ไม่ได้หรอก ไม่ได้! แบบนั้นน่าขยะแขยงออก”
“งั้นคุณนอนลงไปก่อน” เซียวหยวนหมิงวางอาหารเช้าลงบนโต๊ะหนังสือแล้วเดินออกจากห้องพอกลับมา เขาก็ถืออ่างล้างหน้ามาด้วย ข้างในมีน้ำเต็มอ่าง และมีผ้าขนหนูวางอยู่รวมถึงแปรงสีฟันและแก้วของเธอก็ถูกนำมาวางแปรงสีฟันยังมีสีฟันบีบเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วด้วย
ซูเจียวเจียวหัวเราะ“ฉันไม่ได้พิการสักหน่อย”
“ข้างนอกมันหนาว คุณแปรงในห้องนี่แหละ แปรงเสร็จแล้วกินอาหารเช้ากินเสร็จแล้วก็นอนต่อ”
“ทำอย่างนั้นฉันก็กลายเป็นหมูพอดีน่ะสิ...”
“ไม่ใช่หมูหรอกน่า คุณคือภรรยาของผม คือนางฟ้าตัวน้อยของผมต่างหาก”
“คุณนี่ปากหวานแต่เช้าเชียว”
เซียวหยวนหมิงโน้มตัวลงจูบลงบนริมฝีปากของเธอ“แล้วหวานไหมล่ะ?”
“หวานค่ะ” ซูเจียวเจียวแย้มยิ้มบางๆ
หลังจากแปรงฟันล้างหน้าแล้วทั้งสองคนก็นั่งกินอาหารเช้าด้วยกัน พอกินเสร็จซูเจียวเจียวก็กลับไปนอนขลุกอยู่ในผ้าห่มอีกครั้ง
เซียวหยวนหมิงยกมือขึ้นลูบหัวของเธอ“ตอนนี้ที่บ้านก็ไม่มีอะไรต้องทำแล้ว คุณนอนอยู่ในผ้าห่มนั่นแหละผมจะออกไปข้างนอกก่อนนะ ตอนเย็นผมจะกลับมา ถ้าผมกลับดึกพวกคุณก็ไม่ต้องรอผมกินข้าวเย็นหรอกนะ”
“อืม ได้ค่ะ” ซูเจียวเจียวพยักหน้าอย่างเชื่อฟังเธอลุกขึ้นหยิบผ้าพันคอไหมพรมสีเทาจากหีบปลายเตียง แล้วพันรอบคอของเซียวหยวนหมิง
“ใส่ผ้าพันคอไว้ คอจะได้ไม่โดนลมง่ายๆ”
“ได้เลย” เซียวหยวนหมิงยิ้มกว้าง
ก่อนจากไปเขาก็จูบหน้าผากของซูเจียวเจียวอีกครั้ง แล้วจึงจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ในวันที่เซียวหยวนหมิงไม่อยู่บ้านซูเจียวเจียวรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีอะไรทำ ไม่มีโทรทัศน์ให้ดูก็เลยนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงพออ่านจนรู้สึกล้าสายตาก็จูงหลิวหยวนหยวนออกไปเดินเล่นรอบๆ สักสองสามรอบ
พอตกบ่ายหิมะก็เริ่มโปรยปรายลงมาเป็นเกล็ดสีขาวโพลนไปทั่ว
ซูเจียวเจียวรู้สึกกังวลใจหิมะตกแล้ว ถ้าอาหมิงไม่รีบกลับมา ตอนเย็นก็คงกลับมายากแล้ว
ถ้าหิมะตกหนักขึ้นก็อาจจะทำให้ทางเข้าภูเขาถูกปิดด้วยหิมะ
โชคดีที่เวลาประมาณสี่โมงเย็นเซียวหยวนหมิงก็กลับมาแล้ว
ทำให้หัวใจที่ซูเจียวเจียวแขวนอยู่รู้สึกคลายความกังวลลง
เซียวหยวนหมิงนำของเข้าไปในห้องตามปกติซูเจียวเจียวช่วยปัดหิมะที่เกาะอยู่บนตัวเขาออก “บ้านเราไม่ขาดทั้งอาหารและเงินแล้วคุณไม่ต้องออกไปลำบากหรอก อยู่บ้านพักผ่อนด้วยกันเถอะค่ะ”
พอฟ้าเริ่มมืดก็มีเสียงของป้าหวังข้างบ้านดังขึ้นมาจากลานหน้าบ้าน“เซียวหยวนหมิง ยุวชนซู พวกเธออยู่บ้านไหม?”
ซูเจียวเจียวตั้งใจจะออกไปดูแต่เซียวหยวนหมิงรั้งตัวเธอไว้ในผ้าห่ม “ผมออกไปดูเอง”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ซูเจียวเจียวไม่ได้โต้แย้งกับเขาในเรื่องนี้
เซียวหยวนหมิงออกจากห้องไปไม่นานก็กลับมาเขาถือถั่วเหลืองมาหนึ่งชาม บอกว่าป้าหวังให้มาเพราะที่ดินส่วนตัวของป้าหวังปลูกถั่วเหลืองไว้เยอะ เลยส่งมาให้บ้าง
ถั่วเหลืองในชามแต่ละเม็ดอวบอิ่มมีสีทองสวยงามดูแล้วเป็นถั่วเหลืองที่ดี
“อาหมิง คุณเพาะถั่วงอกเป็นไหม? พวกเรามาเพาะถั่วงอกกินกันเถอะ!”
ซูเจียวเจียวพลันอยากกินถั่วงอกอ่อนๆขึ้นมา
เซียวหยวนหมิงส่ายหน้าตอบตามตรง “ผมไม่เคยเพาะเลย”
ซูเจียวเจียวหัวเราะ“ง่ายจะตายไป เดี๋ยวฉันจะสอนคุณเองรับรองว่าคุณเรียนรู้ได้ในครั้งเดียวเลย ขั้นตอนก็ง่ายมากแค่ล้างถั่วแล้วแช่น้ำไว้หนึ่งวัน บ้านเรามีถังไม้สำหรับนึ่งข้าวไม่ใช่เหรอ?เราก็ใช้ถังไม้นั่นแหละเพาะถั่วงอก”
ซูเจียวเจียวอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดเซียวหยวนหมิงตั้งใจฟังอย่างดี
“ได้เลย”
เซียวหยวนหมิงหาถังไม้สำหรับนึ่งข้าวมาแล้วทำตามที่ซูเจียวเจียวบอก
พอทำเสร็จซูเจียวเจียวก็หัวเราะ “เรียบร้อยแล้วรอสักสามสี่วันก็คงจะพอดีแล้ว”
เซียวหยวนหมิงประหลาดใจ“ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?”
ซูเจียวเจียวยิ้มมุมปาก“ใช่ค่ะ มันง่ายแค่นี้แหละ”
แววตาของเซียวหยวนหมิงอ่อนโยนลง“ได้เลยครับ ต่อไปถ้าคุณอยากกินอีก เราก็จะเพาะอีก”
พูดพลางเขามองถั่วเหลืองที่เหลืออยู่ แล้วถามว่า “เจียวเจียวพวกเราเอาไปทำเต้าหู้ดีไหม”
เขาเห็นว่าเจียวเจียวดูเหมือนจะชอบกินเต้าหู้มาก
ซูเจียวเจียวกล่าว“ดีเลยค่ะ เต้าหู้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง รสชาติก็ดีไม่ว่าจะทำแกงเผ็ดหัวปลาเต้าหู้ หรือเต้าหู้ผัดพริกก็อร่อยทั้งนั้น พวกเราทำเยอะๆเลยก็ได้ค่ะ”
เซียวหยวนหมิงกล่าว“งั้นเอาถั่วเหลืองที่เหลือทั้งหมดไปทำเต้าหู้ก็แล้วกัน”
ซูเจียวเจียวคิดถึงเต้าหู้ทอดกรอบและเต้าหู้พองฟูแม้จะเป็นเต้าหู้เหมือนกัน แต่รสสัมผัสก็แตกต่างกัน
ตอนเย็นเซียวหยวนซินนึ่งซาลาเปาและหมั่นโถวเสร็จเรียบร้อย กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งครัว
ทั้งห้าคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกินอาหารเย็นที่โต๊ะแปดเซียนมีกับข้าวหนึ่งอย่างที่เป็นเนื้อ สองอย่างที่เป็นผักบวกกับซาลาเปาและหมั่นโถวหนึ่งหม้อ นี่ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมแล้ว