บทที่ 1 การดับสูญในชาติที่แล้ว
ค่ำคืนยามราตรี ณ มณฑลเจียงหนาน ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วผืนดิน เงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใดๆ รบกวน
ท่ามกลางความเงียบงัน ริมทะเลสาบหลัวฉิง ประตูคฤหาสน์จีนโบราณเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นร่างระหงที่ดูผอมบางและเศร้าสร้อยของหญิงสาวผู้หนึ่ง
ใบหน้าของเธอมืดสลัวไปกับราตรี ทำให้คาดเดาได้เพียงรูปร่างเท่านั้นว่าเป็ผู้หญิง
หลังจากยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เสียงหัวเราะที่แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าและการปลดปล่อยก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการอันหนักอึ้ง
เมื่อเสียงหัวเราะนั้นเงียบหายไป เธอเอามือปิดาแที่หน้าท้องอย่างแ่เบา ก่อนจะค่อยๆ เดินไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล
รถสปอร์ตสีดำจอดนิ่งใต้ร่มไม้ เธอเปิดประตู ก้าวขึ้นนั่งประจำที่คนขับ เหลือบมองาแฉกรรจ์ที่หน้าท้องซึ่งเปื้อนเืโดยไม่สะทกสะท้าน รอยยิ้มบางๆ แต้มบนริมฝีปากซีดเซียว ก่อนจะเหยียบคันเร่งจนมิดทะยานออกไป
รถจอดสนิทรอบทะเลสาบที่งดงาม เธอเปิดประตู ก้าวลงมาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าซีดเผือด เืจากาแไหลหยดเป็ทางยาว ราวดอกเหมยแดงสดแต่งแต้มพื้นหิมะขาวโพลน ความงดงามตัดกับความโดดเดี่ยวอย่างน่าใจหาย
ร่างกายที่บอบบางร่างนั้นแทบไร้เรี่ยวแรงเพราะเสียเืมาก เธอเกาะราวบันได แล้วเดินโซเซไปยังศาลาใจกลางทะเลสาบ
เมื่อเห็นแท่นดอกบัวสี่แท่นวางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้น เธอนั่งลงบนแท่นที่ใกล้ที่สุด พึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ในที่สุด...ฉันก็กลับมาแล้ว จะไม่ไปไหนอีก...อาจารย์ ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ฉันจะปกป้องทุกคน ณ ที่แห่งนี้ตลอดไป ไม่มีใครมารบกวนเราได้อีก...เราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข...เหมือนเช่นวันวาน"
สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า ปราการดอกบัว เป็ที่ตั้งของสำนักกู๋อู่ สำนักศิลปะการต่อสู้โบราณแห่งสุดท้ายของประเทศ
บริเวณที่ตั้งของปราการดอกบัวนั้นถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา ตัดขาดจากโลกภายนอก เป็ดินแดนบำเพ็ญเพียรที่ที่หลายคนใฝ่ฝัน
ส่วนเธอ จื่อเชียนเกอ คือผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากปราการดอกบัว!
สองปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอไม่มีแม้แต่แสงสว่างอันอบอุ่น มีเพียงความเดียวดายในความมืดมิด เธอจึงได้ออกอาละวาดเพื่อแก้แค้นทุกฝ่าย
ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอิทธิพลมืด ที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกปราการดอกบัว
ทุกครั้งที่เธอลงมือ เธอจะสังหารทุกคนในตระกูลของศัตรู ไม่มีใครรอดพ้น การกระทำของเธอโเี้และเืเย็นอย่างที่สุด
คืนนี้คฤหาสน์ริมทะเลสาบหลัวฉิงคือบ้านของศัตรูคนสุดท้าย บางทีอาจจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าแม่มดผู้โด่งดังน่าสะพรึงกลัวผู้นี้กำลังจะมา จึงได้เตรียมการรับมืออย่างรัดกุมที่คิดว่าไม่มีทางพลาด
แต่สุดท้ายก็ยังไม่พ้นจุดจบที่ทั้งครอบครัวถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถ
สองปีมานี้ เธอผ่านการาเ็มานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งร่างกายและจิตใจต่างอ่อนล้า เมื่อจัดการกับศัตรูคนสุดท้ายได้แล้ว เธอก็สามารถพักผ่อนได้เสียที การมีชีวิตอยู่เพียงลำพังมันเหนื่อยเกินไปจริงๆ
เธอนั่งนิ่งอยู่บนแท่นดอกบัวอย่างเงียบสงบ หวนนึกถึงความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยเกิดขึ้นในปราการดอกบัว เธอยิ้มเงียบๆ อยู่คนเดียว
ด้วยความรู้ว่าชีวิตใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด เธอเอามือทั้งสองวางเบาๆ บนท้อง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองไปยังสระบัวที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
ดอกบัวที่เพิ่งปลูกใหม่เมื่อสองปีก่อนกำลังบานสะพรั่ง สายลมพัดโชย ก้านบัวตั้งตรง ใบบัวพลิ้วไหว ดอกบัวส่งกลิ่นหอม สวยเหลือเกิน
สวยมากจริงๆ…
รูม่านตาของจื่อเชียนเกอพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับยิ่งกว้างขึ้น
เื่ราวในอดีตที่สดใสในความทรงจำกลับเลือนรางห่างไกลออกไปทุกที
เธอไม่ได้สังเกตเห็นว่าแหวนโบราณบนนิ้วของเธอกำลังเปล่งแสงสีขาวนวลจางๆ มันดูดซับเืสดๆ ของเธออย่างเอร็ดอร่อยราวกับฟองน้ำ
ในวินาทีที่ร่างกายล้มลง จื่อเชียนเกอรู้สึกว่ามีบางอย่างหลุดออกจากร่าง ล่องลอยอย่างงุนงงในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
ล่องลอยไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด...
ทวีปเซิ่งเทียน แคว้นเป่ยเซิ่ง, หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองเป่ยเสวีย
เนื่องจากอยู่ใกล้ทุ่งน้ำแข็งขั้วโลกเหนืออากาศจึงค่อนข้างเย็น ขณะนี้เป็ฤดูที่หิมะโปรยปราย เกล็ดหิมะสีขาวโพลนร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน
ภาพอันงดงามของผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนด้านหลังจวนอัครเสนาบดีแห่งเป่ยเซิง
ในลานเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลจากเรือนหลักเกล็ดหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาบนลานที่เต็มไปด้วยวัชพืช ทำให้ดูยิ่งทรุดโทรมและเงียบเหงา
เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ภายในห้องเล็กๆ มีเพียงเตียงที่ก่อด้วยก้อนหิน โต๊ะไม้สูงครึ่งคน ม้านั่งสองตัว
บนโต๊ะมีกาน้ำชาที่แตกร้าว นอกจากนั้นไม่มีของตกแต่งอื่นใด มองดูแล้วรู้สึกถึงความซบเซาและโดดเดี่ยวที่บรรยายไม่ถูก
ตอนนี้ห้องแคบๆ นั้นเต็มไปด้วยผู้คน หรือพูดให้ถูกคือเต็มไปด้วยผู้หญิง กลิ่นแป้งผสมน้ำหอมฉุนๆ ลอยอบอวลเต็มจมูก ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก
เด็กหญิงตัวน้อยขดตัวอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบ เส้นผมยุ่งเหยิง เสื้อผ้าบางเบามีรอยปะหลายแห่ง ใบหน้าเล็กๆ สกปรกมอมแมม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสว่างสดใสราวกับดวงดาว
ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่าง ร่างกายของเธอมีรอยแผลจากการถูกเฆี่ยนตีนับไม่ถ้วน ร่างที่บอบบางและผอมแห้งสั่นเทาด้วยความหนาว
ริมฝีปากเขียวคล้ำด้วยความเย็น แต่เธอยังคงกัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นเฉียบคมและสว่างจ้า จ้องมองตรงไปยังกลุ่มผู้หญิงตรงหน้า ราวกับ้าจดจำใบหน้าของพวกเธอไว้ในใจ
"เพล้ง!" หญิงวัยกลางคนที่เป็หัวหน้าคือฮูหยินผู้เฒ่าของจวนอัครเสนาบดี ชื่อเซี่ยชูอวี้ อายุราวสี่สิบกว่าปี กำลังเงื้อแส้ในมือเพื่อสั่งสอนเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่บนพื้น
พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าและน่าขนลุกว่า “นังเด็กสารเลว ปากแข็งนักนะ วันนี้ข้าจะดูว่ากระดูกของเ้าจะแข็งได้สักแค่ไหน! ดูซิว่าเ้าจะทนได้อีกนานเท่าไหร่!”
"เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!"
"เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!"
เด็กน้อยกัดริมฝีปากที่บวมช้ำจนห้อเืไว้แน่น กำหมัดเล็กๆ ของนางแน่น ไม่ว่าจะถูกเฆี่ยนตีอย่างไรก็ไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่น้อย ราวกับว่านางชาชินไปเสียแล้ว ไม่รู้จักความเ็ปอีกต่อไป
ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าชูอวี้ มีหญิงสาวรูปงามผู้หนึ่งยืนอยู่ นางแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่งดงามยั่วยวน ดวงตาคู่สวยแฝงแววพึงพอใจ มุมปากยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
ข้างๆ นาง มีเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวหกเจ็ดขวบยืนอยู่ ใบหน้าเริ่มฉายแววความงาม สวมชุดสีชมพู แววตากระหยิ่มยิ้มเยาะอย่างปิดไม่มิด
เด็กน้อยจ้องมองสองแม่ลูกด้วยความเคียดแค้น เซี่ยิเยว่ ผู้เป็แม่เลี้ยงในนาม และหลินหย่าอี๋ น้องสาวต่างมารดา
เท่าที่จำความได้ เด็กน้อยต้องถูกสองแม่ลูกนี้ทำร้ายและดูถูกอยู่เนืองๆ ถูกกลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ ในใจของนาง สองแม่ลูกนี่คือหญิงงามใจทราม ภายใต้รูปลักษณ์ที่งดงามคือจิตใจที่โเี้อำมหิต
เซี่ยิเยว่เป็หลานสาวแท้ๆ ของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยชูอวี้ การที่นางได้แต่งเข้ามาในจวนเสนาบดีนั้นเป็เพราะฮูหยินผู้เฒ่าเป็ผู้จัดการให้
นางมักจะชอบประจบประแจงฮูหยินผู้เฒ่า คอยเอาอกเอาใจจนเป็ที่โปรดปราน
ด้วยความที่ยังสาว แถมยังฉลาดและอ่อนโยน จึงเป็ที่โปรดปรานของเสนาบดีอย่างมาก ดังนั้นนางจึงมีอำนาจมากในจวนเสนาบดีนี้ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
วันนี้ยาเม็ดบำรุงผิวพรรณที่ฮูหยินผู้เฒ่าเก็บสะสมไว้ฒษนานได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เซี่ยิเยว่กับลูกสาวคอยเป่าหูกล่าวหาว่าสงสัยเด็กน้อยเป็คนขโมย
ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็รังเกียจเด็กน้อยอยู่แล้ว จึงปักใจเชื่อทันทีว่าเป็ฝีมือของเด็กคนนี้
บังเอิญว่าป้าฮุ่ย สาวใช้ที่แม่ของเด็กน้อยทิ้งไว้ให้คอยดูแล ได้ออกจากจวนไปขายงานปัก เซี่ยิเยว่กับลูกจึงใส่ร้ายว่านางออกไปขายยาเม็ดบำรุงผิวพรรณ ยิ่งทำให้เื่ราวเลวร้ายลงไปอีก
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เปิดโอกาสให้เด็กน้อยแก้ตัวใดๆ ก็ลงแส้ทันที
“นังเด็กสารเลว อวดเก่งนักนะ เหมือนแม่ของเ้าไม่มีผิด ต่ำช้า! ดูซิว่าข้าจะฆ่าเ้าได้หรือไม่!”
แส้ที่ฟาดลงมาอย่างแรงราวกับจะพรากชีวิตของเด็กน้อยไป ลมหายใจของเด็กน้อยเริ่มแ่เบา สายตาดูเลื่อนลอย
แต่ในใจของนางยังคงยืนหยัด นางจะไม่ยอมตายเด็ดขาด เพราะนางเชื่อว่าป้าฮุ่ยจะต้องกลับมาช่วยนางแน่