กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 45 ดาบซ่อนเป็นตาย

    ยามรุ่งเช้า…

    ภายในโรงตีเหล็กชั่วคราวที่ตั้งอยู่ริมค่ายคาราวาน

    เสียงค้อนเหล็กกระทบโลหะดัง “เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!” สะท้อนก้องไปทั่วลาน

    ไฟเตาหลอมลุกโชนสีแดงฉาน

    เหล็กแท่งใหญ่ถูกเผาจนแดงราวเลือดเดือด

    ภูผา ทองขาว และหมื่นพัน กำลังช่วยกันตีขึ้นรูปอาวุธชิ้นหนึ่งอย่างขะมักเขม้น

    อาวุธนั้น…คือดาบ แต่ไม่ใช่ดาบธรรมดา เป็นดาบที่ภูผาออกแบบเป็นพิเศษ หลังการปะมือกับเนเมียวสีหบดี 
    การจะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้นั้น อาศัยเพียงดาบนี้ ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เขาตั้งชื่อดาบนี้ว่า

    “ดาบเป็นตาย”

    —

    ภูผายืนถือแบบร่างในมือ สายตานิ่งลึก

    “ดาบเล่มนี้…จะไม่ใช่แค่ดาบ”

    ทองขาวเงยหน้าขึ้นทันที

    “แล้วมันคืออะไร?”

    ภูผาไม่ตอบในทันที

    เพียงวางแบบร่างลงบนโต๊ะเหล็ก

    “มันคือดาบที่จะตัดสินว่าใครจะรอด…หรือใครจะตาย”

    “ที่ดีที่สุดคือ หากเราเพลี้ยงพล้ำ เราใช้กลไกในดาบนี้ คู่ต่อสู้ จะตกตายโดยไม่รู้ว่า เกิดสิ่งใดขึ้น”

    “ข้อจำกัดของดาบนี้คือ กลไกนี้หากใช้ออกแล้ว ความลับในดาบจะถูกเปิดเผย ดังนั้นสมควรใช้ในการต่อสู้ตัวต่อตัว และคู่ต่อสู้ ต้องตายเท่านั้น”

    หมื่นพันกลืนน้ำลายอึกใหญ่

    “ฟังดูไม่ค่อยเป็นมงคลเลยนะ…”

    —

    โครงสร้างดาบค่อยๆ ถูกเผยออกมา

    กลางใบดาบมี “เดือยเหล็ก” ซ่อนอยู่

    ภายในด้ามดาบมีกลไกละเอียดซับซ้อน

    ภูผาอธิบายเสียงเรียบ

    “หากฟันลงด้วยแรงเต็มที่…และกดกลไกพร้อมกัน”

    เขาลากนิ้วไปตามใบดาบ

    “ครึ่งบนของปลายดาบ จะพุ่งหักออกไปด้านหน้า”

    ทองขาวเริ่มขมวดคิ้ว

    “แล้วตอนดึงกลับ?”

    ภูผายิ้มบาง

    “มันจะดีดกลับและคืนรูปเดิมทันที”

    ความเงียบเกิดขึ้นในโรงตีเหล็ก

    แม้แต่เสียงไฟยังเหมือนเบาลง

    หมื่นพันพึมพำ

    “นั่นมัน…โกงชัดๆ”

    ภูผามองเขานิ่งๆ

    “ในสนามรบ…ไม่มีคำว่าโกง มีแต่แพ้กับชนะ หากเราไม่ฆ่า เราเองที่จะเป็นฝ่ายถูกฆ่า”

    “เฉกเช่น การใช้ปืนไฟ หรือธนู นั้นถือว่าเป็นการโกง หรือเอาเปรียบคู่ต่อสู้หรือ”

    —

    สองวันสองคืนผ่านไป

    เหล็กถูกหลอมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ค้อนกระทบไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน

    จนในที่สุด…

    เคร้งงง!

    เสียงสุดท้ายดังขึ้น

    ดาบเล่มใหม่ถูกยกขึ้นกลางแสงไฟ

    ดาบนี้ มีความยาว สามศอก ด้ามหนึ่งศอก ด้ามถึงเดือยกลางดาบหนึ่งศอก เดือยถึงปลายดาบหนึ่งศอก ใบดาบทั้งหมดรวมกัน มีน้ำหนักเท่ากับด้ามดาบ ด้ามดาบยังสามารถเพิ่มความยาวยืดออกได้อีก หนึ่งศอก

    มันดูใหญ่ ดูหนัก แต่น้ำหนักจริงกลับเพียงครึ่งหนึ่ง ของน้ำหนักที่ควรจะเป็น

    ดาบคล้ายแผ่ความเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด

    ดาบซ่อนเป็นตาย…เสร็จสมบูรณ์

    คนอื่นๆ จะรู้จักดาบนี้ในชื่อ “ดาบสะกดทัพ”

    —

    ภูผายืนมองมันเงียบๆ

    “จากนี้ไป…”

    เสียงของเขาเบาลง แต่หนักแน่น

    “ชัยชนะจะไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนคนอีกแล้ว”

    ทองขาวหันมามอง

    ภูผาหันกลับไปมองกองค่ายด้านหลัง

    “ข้าต้องการกองกำลังเพียงห้าร้อยคน”

    หมื่นพันตาโต

    “ห้าร้อย?! แล้วจะสู้กองทัพใหญ่ได้ยังไง?”

    ภูผายิ้มมุมปาก

    “ห้าร้อยคน…ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน”

    ลมพัดผ่านลานค่ายเบาๆ

    “สามารถล้มทัพห้าหมื่นได้”

    —

    หลังจากนั้น การฝึกก็เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง

    ทหารทั้งยี่สิบคนถูกคัดเลือกเป็น “แกนหลัก”

    พวกเขาจะกลายเป็นหัวหน้ากอง

    แต่ละคนต้องคุมลูกน้องยี่สิบถึงยี่สิบห้าคน

    รวมเป็นกองกำลังขนาดเล็กที่แหลมคมดั่งคมดาบ

    —

    ภูผาเริ่มวางระบบใหม่ทั้งหมด

    ฝึกใช้ดาบซ่อนเป็นตาย โดยไม่ใช้กลไก ร่วมกับยุทธวิธี

    ฝึกปืนไฟให้ยิงเป็นชุด

    หน้าไม้สั้นสำหรับการซุ่มโจมตี

    ธนูระยะไกลสำหรับเปิดศึก

    ขลุ่ยเก้าเข็มสำหรับสัญญาณและจิตวิทยาสงคราม

    “ทุกคนต้องใช้เป็น ไม่ใช่แค่ถือเป็น”

    เสียงของภูผาดังทั่วค่าย

    —

    ทองขาวเองก็ไม่หยุด

    เขาคัดเลือกคนที่มี “ความแข็งแรง กล้าหาญ และมีไหวพริบเป็นพิเศษ”

    เพื่อนำไปฝึกศาสตร์ลับ

    ไม่ใช่แค่การต่อสู้

    แต่เป็น “มนต์คาถาอาคม” ที่สามารถเปลี่ยนสนามรบได้

    หมื่นพันเห็นแล้วถึงกับพึมพำ

    “นี่มันกองทัพ…หรือโรงเรียนฝึกปีศาจกันแน่”

    ทองขาวตอบเรียบๆ

    “แล้วแต่เจ้าจะเรียก”

    —

    วันต่อมา

    ทหารชุดแรกของ “กององครักษ์เหล็ก” เริ่มเปลี่ยนไป พวกเขามีความคุ้นเคย สามารถฝึกได้อย่างรวดเร็ว สำคัญที่สุดคือระบบความคิดของพวกเขา

    จากคนธรรมดา

    กลายเป็นนักรบที่เคลื่อนไหวเป็นระบบเดียวกัน

    แม่นยำ

    เงียบ

    และอันตราย

    ภูผามองทุกอย่างจากระยะไกล

    ก่อนพึมพำกับตัวเอง

    “ห้าร้อยคน…”

    “พอแล้วสำหรับการเริ่มต้นที่จะ ปกป้องตัวเอง”

    —

    และในเงามืดของเมืองพิมาย…

    ยังมีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่

    ไม่ใช่แค่สมิงนรธา…

    แต่เป็นเงาใหม่ที่เริ่มขยับตัวแล้วเช่นกัน…