เมิ่งฝานเดินตามสาวใช้ของตระกูลเฉามาจนถึงห้องพักรับรอง
ค่ำคืนที่ไร้ซึ่งบนสนทนาใด เมิ่งฝานได้พักผ่อนตลอดทั้งคืนเมื่อแสงอาทิตย์ในยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องเมิ่งฝานก็ลืมตาตื่นเขาจัดแจงเสื้อผ้าบนกายก่อนจะเดินออกไปด้านนอก
บ้านตระกูลเฉากว้างใหญ่ยิ่งสิ่งปลูกสร้างโดยรอบนับว่าไม่เลว ทว่าบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นกลับปกคลุมไปทั่วบริเวณจนแม้แต่เมิ่งฝานเองก็ยังสัมผัสได้เขาเดินตามสาวใช้ไปจนถึงห้องโถงใหญ่ของตระกูล
เขาเดินไปด้วยความเกียจคร้านมิได้เร่งรีบแต่อย่างใดนัยน์ตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความร้ายกาจ เพียงนามของศิษย์จากตระกูลเมิ่งแค่ไม่กี่คำก็ทำให้หัวใจของเมิ่งฝานถาโถมไปด้วยจิตสังหารอันมากมายแล้วไม่รู้ว่าหากได้ครอบครองทรัพยากรในการบำเพ็ญตนของตระกูลหวังไปแล้วพวกนั้นจะเป็นอย่างไร
ตระกูลเมิ่งนั้นเคยมีจอมยุทธ์อัจฉริยะผู้บำเพ็ญตนอันดับหนึ่งนามว่าเมิ่งชาง บิดาของเมิ่งฝานเขาคือผู้ที่สามารถสยบได้ทั่วสารทิศจนทำให้ตระกูลเมิ่งก้าวขึ้นไปสู่ยุครุ่งเรืองในที่สุดวันนี้เมิ่งฝานก็ได้พบกับศิษย์จากตระกูลเมิ่งที่แท้จริงเสียทีเมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานจึงยกยิ้ม ทว่า...เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นไม่น้อย!
เวลานี้ภายในห้องโถงใหญ่ของบ้านตระกูลเฉาเต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งศิษย์ของตระกูลและผู้อาวุโสทั้งหลายต่างก็มาอยู่กันพร้อมหน้า
ท่ามกลางเงาร่างของผู้คนจำนวนมากมายเหล่านั้นเงาร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งได้ลุกขึ้นยืน เขาสวมชุดคลุมสีม่วงแดงตัวใหญ่ใบหน้าทรงอานุภาพ แต่ถึงกระนั้นกลับแฝงไปด้วยสีที่ซีดเผือด เขาก็คือประมุขตระกูลเฉาเฉาติ่ง!
เขาเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับแปดสายตามองไปเบื้องหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบาด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์จากตระกูลเมิ่งทุกท่านยินดีต้อนรับสู่บ้านตระกูลเฉา!”
เบื้องหน้าของเขาเป็นบุรุษสตรีวัยแรกรุ่นจำนวนเจ็ดแปดคนผู้ที่ยืนขนาบสองฝั่งนั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่งและสตรีอีกผู้หนึ่ง หนึ่งในสองคนนั้นสวมชุดสีน้ำเงินเส้นผมค่อนข้างยาวมีอายุราวสิบแปดปี ซึ่งใบหน้านั้นแสดงถึงความทะนงตนไม่น้อย
ส่วนสตรีอีกผู้หนึ่งนั้นหน้าตาไม่เลวรูปร่างสูงโปร่ง เส้นผมยาวประบ่า มองไปยังคนของตระกูลเฉาด้วยนัยน์ตาที่เยือกเย็นเช่นกันและบุรุษสตรีวัยแรกรุ่นอีกหลายคนที่ด้านหลังก็มีท่าทีเช่นเดียวกับสองคนด้านหน้า พวกเขาทุกคนล้วนแต่มีซวินจางของตระกูลเมิ่งและยืนอยู่อย่างนั้นด้วยความทะนงตน
“เอาล่ะ ข้าเมิ่งหุนพวกเจ้ามีความสามารถเท่าใดจงรีบแสดงมันออกมาเถอะ เวลาของข้ามีจำกัดไม่อยากจะเสียเวลากับพวกเจ้า!” เจ้าของเสียงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ในห้องโถงของบ้านตระกูลเฉาขณะที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นเมื่อครู่ใบหน้าของเขาเผยความทะนงตนและอวดดี
เมื่อสิ้นเสียงนั้น ทุกคนของตระกูลเฉาพลันแสดงสีหน้าที่แสดงถึงความไม่สบอารมณ์ออกมาหากพวกเขาบุกเข้าไปพร้อมกันศพของเมิ่งหุนก็คงจะไม่สมประกอบด้วยซ้ำไป แต่เมื่อได้เห็นซวินจางที่หน้าอกของอีกฝ่ายพวกเขาจึงไม่กล้าแม้จะส่งเสียงใดออกมา
นัยน์ตาของเฉาติ่งมีความเยือกเย็นปรกาฏแต่กลับพยายามข่มความเดือดดาลเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา “หลันเอ๋อร์หยวนเอ๋อร์ พวกเจ้าก่อนก็แล้วกัน!”
ท่ามกลางคนของตระกูลเฉานั้นเฉาหลันและหวังหยวนเดินออกมาพร้อมกันนัยน์ตาของหวังหยวนที่มองไปยังเฉาหลันนั้นบ่งบอกถึงความรักใคร่ที่ไม่อาจปิดบัง เขาเอ่ยเสียงเบา“หลันเอ๋อร์ข้าได้ยินว่าเมื่อวานเจ้าเปลี่ยนคนเข้าร่วมการประลองให้คนนอกมาแทน? ทั้งยังยื่นข้อเสนอเป็นวิชายุทธ์ศิลาสยบมารให้เขาด้วยเช่นนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันก็พยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ใช่แล้ว!”
หวังหยวนย่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตำหนิ“หลันเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนั้น เจ้าเองก็รู้ดีไม่ใช่หรือไรว่าศิลาสยบมารสำคัญต่อตระกูลเฉาของพวกเจ้าเพียงใดแต่เจ้ากลับเชื่อมั่นในศักยภาพของคนนอกยิ่งกว่าน้องข้า?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเฉาหลันก็หัวเราะเสียงเบาแล้วจึงเอ่ยอย่างมั่นใจ “ไม่ต้องห่วงไปหรอก ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องเข้าไปสู้ก่อนอยู่แล้วขอเพียงพวกเราทั้งสองเอาชนะอีกฝ่ายได้ทั้งหมด คนนอกที่เจ้าเอ่ยออกมาก็ไม่ต้องแสดงฝีมือฉะนั้นแล้วเขาย่อมไม่มีหน้าถามหาการศึกษาวิชายุทธ์ศิลาสยบมาร พวกเราพยายามเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ก็พอแล้ว!”
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเฉาหลัน เขาจึงทำได้เพียงยกยิ้มอย่างจนปัญญา
“เอาอย่างนั้นก็ได้แต่ว่าหลันเอ๋อร์เจ้ารับปากข้าได้หรือไม่ว่าหลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ไปแล้วพวกเราสองตระกูลจะ...”
“เอาชนะให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ!”
เฉาหลันกระตุกยิ้มแล้วก้าวออกไปเบื้องหน้าก่อนจะผายมือออกไปพลางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ตระกูลเฉา เฉาหลันโปรดชี้แนะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นผู้คนทั้งห้องโถงก็ถอยหลังยามนี้สีหน้าของผู้คนจากตระกูลเฉาและตระกูลหวังต่างก็มีความตื่นเต้นปรากฏ
เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ในวันนี้จะเป็นเครื่องตัดสินว่าทั้งสองตระกูลจะต้องตกเป็นดั่งเมืองขึ้นของตระกูลเมิ่งหรือไม่หากพ่ายแพ้เกรงว่าเมืองเทียนหลันคงจะไม่ใช่ของตระกูลเฉาและตระกูลหวังอีกต่อไปกลยุทธ์ของตระกูลเมิ่งนั้นช่างเป็นการช่วงชิงโดยใช้ทหารแต่ไม่ชักกระบี่ แต่กลับสามารถถอนรากถอนโคนคนทั้งสองตระกูลได้อย่างหมดจด
ทางฝั่งของเมิ่งหุนนั้นก็หัวเราะเสียงดังก่อนจะเอ่ยว่า“นึกไม่ถึงว่าจะมีสตรีที่หน้าตาไม่เลวอยู่ด้วย หึหึอีกประเดี๋ยวจะมาอยู่ข้างกายข้าก็ได้ ไม่ต้องห่วงหรอกแม่โฉมงามข้าจะพยายามเบามือที่สุด!”
น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยการเย้าหยอกทว่าเฉาหลันกลับกระตุกยิ้มเมื่อได้ยิน ก่อนจะปล่อยพลังปราณออกมาทั่วร่าง นางก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าด้วยท่วงท่าประหนึ่งวิญญาณร้ายตรงไปหาเมิ่งหุนการโจมตีด้วยพลังปราณเช่นนี้นับเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาทำให้บรรดาคนของตระกูลเฉาต่างก็พยักหน้าอย่างชอบใจ โดยเฉาหลันถือเป็นจอมยุทธ์ผู้บำเพ็ญตนอันดับหนึ่งของห้าตระกูลใหญ่เลยทีเดียว
ฉะนั้นแล้ว หากนางลงมือก็ใช่ว่าจะต้องพ่ายแพ้เสมอไป!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งหุนที่ยืนอยู่กับที่พลันกระตุกยิ้มขณะเดียวกันก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าพร้อมกับมีพลังปราณอันน่าสะพรึงและดุดันระเบิดออกมาด้วย
ซึ่งมันเป็นพลังปราณอันเฉียบขาดและดุดันทั้งยังไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพลังของขั้นหลอมปราณระดับเซียน!
เห็นได้ชัดว่าการที่เมิ่งหุนอวดดีก็เป็นเพราะมีสิทธิ์ที่จะทะนงตนฝ่ามือของเขาขยับก่อนจะปล่อยพลังปราณตรงไปยังเฉาหลันอย่างดุดัน
ปัง!
เสียงปะทะดังขึ้นเมื่อพลังปราณของทั้งสองปะทะกันเงาร่างของทั้งสองพัวพันกันอยู่ในอากาศ
นี่เป็นการลงมือที่รวดเร็วปานสายฟ้าเฉาหลันกัดฟันแน่นแล้วปล่อยพลังความสามารถอันดุดันของตนเองออกมาทีละครั้งๆ เพื่อจู่โจมจุดอันตรายของเมิ่งหุน
เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับอนาคตของตระกูลเฉาโดยตรงฉะนั้นแล้วเฉาหลันจึงไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย นางจู่โจมในองศาที่เลิศล้ำยากจะหยั่งถึงผู้อาวุโสของตระกูลที่อยู่ไม่ไกลต่างก็มองมาอย่างชื่นชม ทว่าทางฝั่งของเมิ่งหุนนั้นเวลานี้เขาไม่ได้ขยับไปที่ใดแต่กลับใช้พลังปราณอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมาปกคลุมอยู่รอบกายแล้วทำลายการโจมตีของเฉาหลันทั้งหมดให้สลายไป
นี่เป็นการต่อสู้ที่ใช้เวลาไปถึงหนึ่งก้านธูปแม้ว่าการโจมตีของเฉาหลันจะมากมายไม่หยุดพัก แต่ก็ดูคล้ายว่าจะไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อยและในเวลาต่อมาเมิ่งหุนพลันขยับฝ่ามือตนเองเพื่อตอบโต้ ขณะเดียวกันผู้ที่ยังคงยืนอยู่กับที่ก็เอ่ยเสียงเรียบ
“เอาล่ะ แม่โฉมงาม นับจากนี้ไปข้าจะแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาให้เจ้าได้เห็น!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งหุนพลันกำหมัดแน่นพร้อมกับที่มีแสงสว่างอันร้อนแรงเปล่งประกายเจิดจ้าไปทั่วบริเวณหมัดเงี้ยวโลกันตร์ สามสุริยันสอดผสาน สิ่งที่อยู่ในฝ่ามือของเมิ่งหุนก็คือเคล็ดวิชายุทธ์แห่งพลังปราณของตระกูลเมิ่งอันยิ่งใหญ่ดุดัน
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาบุรุษหนุ่มผู้ทรงพลังก็ขยับเท่อนแขนปล่อยพลังหมัดของตนเองออกไปอย่างดุดัน
ปัง! ปัง!
เงาหมัดในอากาศรวดเร็วปานสายฟ้า เมื่ออยู่ภายใต้พลังที่ดุดันและยิ่งใหญ่แม้แต่เฉาหลันก็ยังต้องกัดฟันแน่น ก่อนจะทะยานเข้าไปเผชิญหน้าแล้วปล่อยพลังปราณให้แผ่ซ่าน
ทว่าหมัดเงี้ยวโลกันตร์แข็งแกร่งยิ่งในชั่วพริบตาที่สัมผัสกับพลังปราณของเฉาหลันพลังของนางพลันแตกสลายแม้ว่านางจะอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนก็ยังต้องล่าถอยออกมาหลายก้าวเพราะความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้!
“สามสุริยันสอดผสาน!”
เมิ่งหุนตวาดเสียงดัง เงาหมัดที่ก่อตัวอยู่ในอากาศพุ่งทะยานออกไปอย่างดุดันเพียงชั่วพริบตาพลันเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นในโถงวิหารใหญ่
พรึ่บ!
ร่างบางของเฉาหลันล่าถอยไปหลายก้าวแล้วกระอักเลือดออกมาแม้จะสามารถลุกขึ้นได้แต่กลับถูกพลังหมัดของเมิ่งหุนทำลายพลังในเส้นแขนงปราณไปกว่าครึ่ง!
“ท่านพี่เจ้าคะ!”
“หลันเอ๋อร์!”
สีหน้าคนของตระกูลเฉาต่างก็เปลี่ยนไปในทันใดพวกเขาเข้าไปพยุงนางเอาไว้ และรู้ดีว่าเวลานี้จอมยุทธ์รุ่นหลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลอย่างเฉาหลันได้พ่ายแพ้ลงแล้วถึงขั้นที่ไม่มีข้อสงสัยใดเลยด้วยซ้ำ
นางกระอักเลือดออกมาก่อนจะมองไปยังเฉาติ่งและพึมพำเสียงเบา“ท่านพ่อ ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆ!”
“เอาเถอะ ถือว่าสวรรค์กลั่นแกล้งพวกเราตระกูลเฉาก็แล้วกัน!”
เฉาติ่งเอ่ยพลางยกยิ้มอย่างจนปัญญาเขาบาดเจ็บเพราะต่อสู้กับสัตว์อสูรมาก่อนหน้า ส่วนตระกูลเมิ่งก็อาศัยความแข็งแกร่งเข้าข่มขู่ทั้งยังออกกฏว่าต้องเป็นการต่อสู้ของชนรุ่นหลังเท่านั้น
แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งหุนที่ยืนอยู่ท่ามกลางห้องโถงใหญ่ก็ผายมือออกไปเบื้องหน้าแล้วเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็น“คนต่อไป!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของหวังหยวนก็เปลี่ยนไปเขาเดินเข้าไปเพื่อเตรียมพร้อมรับการต่อสู้อย่างจนปัญญา ก่อนจะประสานมือให้กับเมิ่งหุน
เมื่อได้เห็นหวังหยวนเขาก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์“หึ ไม่มีผู้อื่นแล้วสินะ ได้ตระกูลเมิ่งของข้าคอยคุ้มกันแล้วไม่ดีอย่างไรมีพวกข้าคอยหนุนหลังซ้ำยังมีทรัพยากรเพื่อใช้ในการฝึกบำเพ็ญตนมากมายหากเป็นดั่งสวะอย่างพวกเจ้าเมื่อใดจะได้เป็นใหญ่?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของหวังหยวนก็เปลี่ยนไปในทันใดฝ่ามือของเขาขยับก่อนจะฟันไปยังเมิ่งหุนอย่างดุดัน ทว่าเมิ่งหุนกลับกระตุกยิ้มอยู่เช่นนั้นเพราะแม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนอย่างเฉาหลันยังหาใช่คู่ต่อสู้ของตนไม่ฉะนั้นแล้วถึงแม้ว่าหวังหยวนผู้นี้จะนับไม่เลวแต่ก็เป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับแปดเท่านั้น!
ฝ่ามือใหญ่ของเมิ่งหุนขยับก่อนจะฟันออกไปเช่นกันพลังที่ปล่อยออกไปนั้นราวกับกลุ่มก้อนเมฆสีดำทมิฬก็ไม่ปาน มันพุ่งปะทะเข้ากับร่างของหวังหยวนจนล่าถอยออกไปเวลาในการต่อสู้ผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูปเช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้วเมิ่งหุนจึงใช้พลังหมัดชกเข้าที่หัวไหล่ของหวังหยวนจนกระเด็นออกไป
พ่ายแพ้ไปแล้วสองคน!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผลการต่อสู้ที่เกิดขึ้นทำให้สีหน้าของคนตระกูลเฉาและตระกูลหวังที่อยู่ในโถงวิหารใหญ่แห่งนี้หม่นหมองไปอย่างชัดเจนดูท่าสุดท้ายแล้วตระกูลของพวกเขาคงจะต้องยอมศิโรราบเสียแล้ว เฉาหลันยืนอยู่กับที่ร่างบางอรชรนั้นสั่นเทาเล็กน้อย เดิมทีนางคิดว่าตนเองสามารถเอาชนะได้แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นเช่นนี้
ในเมื่อพ่ายแพ้ไปแล้วสองคนต่อให้เมิ่งฝานออกไปสู้ก็คงไม่มีทางฝืนต่อชะตาลิขิตได้!
นี่เป็นความรู้สึกที่ทำให้เฉาหลันอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้ซึ่งหยดน้ำตา
เฉาติ่งที่ยืนเอามือไขว้หลังถอนหายใจเสียงเบาในเวลาต่อมาก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “วันนี้ สวรรค์กลั่นแกล้งตระกูลเฉาของพวกข้าเอาเถอะ พวกข้ายอมแพ้!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งหุนจึงกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “หึเพียงเท่านี้ก็ยอมแพ้แล้วหรือ พวกเจ้ายังมีโอกาสอีกหนึ่งครั้งไม่ใช่หรือไรฮ่าฮ่าฮ่า สวะก็ยังคงเป็นสวะอยู่วันยังค่ำ!”
พรึ่บ!
แล้วในวินาทีต่อมาพลันมีเสียงทะลวงอากาศที่แข็งแกร่งดังขึ้นพลังปราณคล้ายดั่งลูกศรพุ่งทะยานไปยังเมิ่งหุน สีหน้าของเมิ่งหุนเปลี่ยนไปทันใดพลางยกมือขึ้นต้านทานการโจมตีด้วยพลังปราณนั้นทว่าร่างของเขากลับจำต้องล่าถอยไปหลายก้าว
นัยน์ตาของเมิ่งหุนวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยอย่างเยือกเย็น“เจ้าเป็นผู้ใด?”
ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นเงาร่างของคนผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาและเอ่ยอย่างใจเย็น “ข้าเป็นผู้ใดไม่สำคัญที่สำคัญก็คือเจ้านั้น...มาจากทางใด ก็ไสหัวกลับไปทางนั้น!”