[กำแพงเหล็กที่มองไม่เห็น: มาคัส]
ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของแมกไม้และไอดินหลังฝังตัวอยู่ในพุ่มรกชัฏ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจที่แ่เบาของแต่ละคน ชายร่างกำยำในชุดเกราะหนังวัวป่าเสริมแผ่นเหล็กกล้าก้าวออกมาขนาบข้างเอลินอย่างรู้หน้าที่ ท่วงท่าของเขามั่นคงดุจรากไม้ใหญ่ที่หยั่งลึกลงดิน เขาคือ มาคัส หนึ่งในศิษย์รุ่นท้ายๆ ของอาจารย์อัลคาร์ด ผู้ซึ่งนิยามคำว่า "พรแสวง" ได้ชัดเจนที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้าน
แม้ในร่างกายของมาคัสจะมีปริมาณมานาไหลเวียนอยู่น้อยนิดจนไม่อาจก่อรูปเป็เปลวไฟหรือสายน้ำได้ แต่อาจารย์อัลคาร์ดกลับมองเห็น "หัวใจ" ที่ไม่ยอมสยบต่อโชคชะตา จึงได้ถ่ายทอดวิชาเพียงหนึ่งเดียวที่เหมาะกับเขาที่สุดนั่นคือเวทไร้ธาตุ [Hardening: กายาเหล็ก] มาคัสไม่ได้ฝึกเพื่อทำลาย แต่ฝึกเพื่อ "คงอยู่" เขาขยับไหล่เล็กน้อยขณะผนึกจิตสมาธิ มานาอันน้อยนิดถูกบีบอัดจนเข้มข้น แผ่ซ่านไปเสริมความหนาแน่นในระดับโมเลกุลให้กับโล่เหล็กขนาดกลางในมือซ้าย ก่อนจะลามไปทั่วแผ่นหลัง ไหล่ สะโพก และต้นขา ในพริบตานั้น ผิวััของอุปกรณ์และร่างกายของเขากลับมีประกายสีเทาหม่นคล้ายโลหะพาดผ่าน หน้าที่ของเขาไม่ใช่การจู่โจม แต่คือการเป็ "ป้อมปราการ" ที่ไม่มีวันคลอนแคลน เพื่อปกป้องเอลิน นักบวชหญิงผู้เป็เอื้อมมือแห่งการเยียวยาเพียงหนึ่งเดียวของทีม
[นาทีสังหาร: คมดาบที่ทวงคืนความยุติธรรม]
เบื้องหน้าห่างออกไปราวสิบเมตร กลุ่มชายฉกรรจ์ 4 คนในชุดเกราะหนังสีดำสนิทประทับตรา ‘เขี้ยวโลหิต’ เดินทอดน่องออกมาจากเงาถ้ำ พวกมันหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี พลางพ่นคำพูดโสโครกเกี่ยวกับราคาค่างวดของพวกเอลฟ์และเด็กๆ ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าในตลาดสด
“...ข้ารู้สึกว่าเด็กที่จับได้รอบนี้เนี่ย ผิวพรรณดีกว่าพวกทาสทั่วไป ถ้าหัวหน้ากัลลัสอารมณ์ดี เราอาจจะได้ส่วนแบ่งเพื่อไปเที่ยวในเมื...”
“ลงมือ!” เสียงคำรามที่ส่งผ่านจิตสังหารของเซนดังก้องขึ้นในใจของทุกคน
ฟิ้ววว! เซนะเิพลังมานาผ่านเส้นประสาท กระตุ้นเซลล์กล้ามเนื้อด้วยเวท [Power Boost] ที่ผ่านการขัดเกลาจนเหลือบทร่ายเพียง2คำ เขาทะยานออกจากพุ่มไม้ดุจเสือดาวที่ซุ่มคอยจังหวะ ดินใต้เท้าพุ่งกระจายออกเป็วงกว้าง ดาบเคลย์มอร์ั์ถูกง้างขึ้นเหนือหัว ใบดาบเหล็กกล้าที่ถูก Hardening จนคมกริบสะท้อนแสงแดดเป็สีเงินเย็นเยียบ
ฉัวะ!! ดาบั์เหวี่ยงลงมาด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาลบวกกับความเร็วจนเกิดเสียงฉีกกระชากอากาศ โจรคนแรกยังไม่ทันได้แม้แต่จะหุบปากที่กำลังหัวเราะ คมดาบก็ผ่าผ่านไหล่ซ้ายลงไปถึงเอวขวา ร่างของมันแยกออกจากกันราวกับกระดาษที่ถูกฉีกขาด เือุ่นๆ สาดกระเซ็นย้อมใบไม้และใบหน้าของเซนให้กลายเป็สีแดงฉานในพริบตา
ในวินาทีไล่เลี่ยกัน กัลป์ที่ซุ่มอยู่อีกด้านก็พุ่งตัวออกมาดุจลูกศรที่หลุดจากคันศร เขาเปิดใช้งานเวท [High-Speed Accel] ที่เตรียมไว้ก่อนหน้า ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เร็วกว่าสายตาคนปกติจะมองเห็น ดาบยาวดามัสคัสรุ่นทดลองของบารอนในมือของเขาดูราวกับเส้นแสงสีเงิน
“แก!” โจรคนที่สองสะดุ้งสุดตัวด้วยสัญชาตญาณ
มันรีบเร่งมานาเข้าสู่ Artifact กำไลข้อมือสีทึมทันที ม่านพลังงานสีแดงสลัวแผ่ออกมาหวังจะหยุดยั้งการโจมตี
ทว่า... ดาบดามัสคัสรุ่นทดลองของบารอนที่ถูกเสริมด้วยเวท Hardening ขั้นสูงที่ถูกใช้โดยกัลป์นั้นมีความหนาแน่นของอะตอมโลหะเหนือกว่าอาร์ติแฟกต์ระดับต่ำอย่างเทียบไม่ได้! เพล้ง!! เสียงแตกกระจายของม่านพลังงานดังขึ้นพร้อมกับกำไลที่แหลกเป็ชิ้นๆ ใบดาบดามัสคัสไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลย มันพุ่งตัดผ่านท่อนแขนที่พยายามยกขึ้นบัง ก่อนจะแทงทะลุขั้วปอด หลังชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง โจรคนนั้นสำลักเืออกมาเต็มปาก แววตาที่เคยหยาบโลนบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า
[ปาฏิหาริย์แห่งแสงและเกราะป้องกันที่ไร้พ่าย]
“ไอ้พวกสารเลว! แกตาย!!” โจรที่เหลืออีก 2 คนคำรามด้วยความคลั่งเมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมถูกสังหารในพริบตา พวกมันสะบัดดาบและขวานในมือที่เร่งพลังจาก Artifact จนแสงสีแดงวาบจ้า หวดเข้าใส่จุดบอดข้างลำตัวของเซนและกัลป์ที่เพิ่งจบกระบวนท่าสังหารและยังไม่ทันตั้งหลัก
แรงเหวี่ยงจากขวานั์ที่เสริมพลังทำลายล้างนั้นรุนแรงพอจะจามแผ่นเหล็กให้ขาดได้ในครั้งเดียว คมอาวุธห่างจากชายโครงของเซนเพียงไม่กี่นิ้ว!
“ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... โปรดประทานโล่แห่งศรัทธา กางกั้นภยันตรายจากศัสตราวุธทั้งปวง [Physical Guard] !”
เสียงร่ายเวทของเอลินดังกังวานใสและเยือกเย็นท่ามกลางเสียงการปะทะ ไม้เท้าของเธอเปล่งรัศมีสีทองสว่างไสวเป็วงกว้าง ม่านพลังงานกึ่งโปร่งแสงที่มีลวดลายศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นรับคมขวานและดาบของโจรทั้งสองไว้อย่างพอดิบพอดี
ตึ้งงงงง!! เสียงอาวุธปะทะกับม่านเวทมนตร์ดังสนั่นราวกับเสียงระฆังใบั์ แรงกระแทกมหาศาลถูกกระจายออกไปจนฝุ่นรอบเท้าของเซนและกัลป์ฟุ้งกระจาย แต่ทั้งคู่กลับไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย
“ถอย!” เซนสั่งการเสียงเข้ม
มาคัสพุ่งเข้าไปขวางข้างหน้าโดยแทรกตัวเข้าไประหว่างพวกเซนกับศัตรูทันที กระแทกโล่ที่ใช้เวท Hardening ไว้จนแข็งดุจเพชรใส่หน้าพวกล่าทาสคนหนึ่งเพื่อเปิดทางให้เซนและกัลป์ะโถอยหลังกลับมารวมกลุ่ม ทั้งสี่คนยืนตระหง่านอยู่กลางทุ่งหญ้าที่อาบไปด้วยเื ประสานสายตาจ้องเขม็งไปยังศัตรูที่เหลืออยู่เพื่อประเมินสถานการณ์ในรอบถัดไป
“พวกแก... บังอาจนัก!” โจรอีกสองคนที่เหลือคำรามก้อง
แววตาที่เคยดูแคลนบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความคั่งแค้นและหวาดระแวง หนึ่งในนั้นกระชากขวานั์ที่มีอักขระ Artifact เรืองแสงสีแดงวาบจ้าออกมา มันะเิมานาจนเส้นเืที่ขมับปูดโปนก่อนจะเหวี่ยงขวานเข้าใส่มาคัสที่กลับมายืนขวางหน้าเอลินอยู่
“ถอยไปไอ้กรวดหน้าโง่!”
เคร้งงงงงง!!
เสียงโลหะปะทะโลหะดังสนั่นจนหูอื้ออึง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้โจรคนนั้นเบิกตากว้าง ขวานั์ที่เสริมพลังทำลายล้างกลับหยุดกึกอยู่บนโล่ของมาคัสราวกับจามลงบนูเาหินผา มาคัสไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขาขบกรามแน่นขณะเร่งเวท [Hardening] ไปที่จุดปะทะจนโล่สั่นะเืส่งเสียงครางแหลมต่ำ
“โล่ของข้า... ไม่ได้มีไว้ให้เดนมนุษย์อย่างพวกแกฟันเล่น” มาคัสแค่นเสียงลอดไรฟัน
เขาใช้ไหล่กระแทกโล่สวนกลับไปด้วยแรงมหาศาลจนโจรคนนั้นเสียหลักหงายหลัง
ในจังหวะที่ศัตรูเปิดช่องว่าง กัลป์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาเร่งกระแสมานาเข้าสู่ดาบยาวดามัสคัสคู่ในมือจนเกิดความร้อนสูงจนอากาศบิดเบี้ยว ท่วงท่าของเขาพลิ้วไหวดุจสายลมที่มองไม่เห็น กัลป์วาดดาบเป็วงกลมตัดเข้าที่เอ็นร้อยหวายของโจรคนนั้นอย่างแม่นยำ ก่อนจะหมุนตัวฟันซ้ำเข้าที่ลำคอในพริบตาเดียว!
ฉัวะ! ร่างไร้ิญญาล้มตึงลงกับพื้น เืไหลนองซึมลงสู่ผืนดิน
[เสียงแตรสัญญาณที่นำไปสู่พรหมลิขิต]
พวกล่าทาสคนสุดท้ายที่เหลืออยู่สั่นเทาไปทั้งร่าง อาวุธ Artifact ในมือที่เคยทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็พระเ้าบัดนี้กลับดูไร้ค่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่มีทักษะการต่อสู้ที่แท้จริง เขาพยายามจะวิ่งหนีแต่กลับถูกเซนพุ่งเข้าขวางทางไว้ด้วยความเร็วของเวท [High-Speed Accel]
“ขี้ขลาด! พวกแกเล่นทีเผลอ!” โจรคนหนึ่งะโด่าพลางตัวสั่นด้วยความโกรธและหวาดกลัว
แววตาของมันเริ่มสั่นระริกเมื่อเห็นว่า Artifact ที่มันภูมิใจไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้กลุ่มคนตรงหน้าได้
“ขี้ขลาดงั้นเหรอ?” เซนแค่นยิ้มเย็น แววตามรกตฉายประกายสังหารที่น่าขนลุกจนบรรยากาศรอบข้างดูหนักอึ้ง
“ข้าไม่อยากโดนเดนมนุษย์ที่เที่ยวจับเด็กไร้ทางสู้มาด่าว่าร้ายหรอกนะ พวกแกทุกคนต้องตายที่นี่... เพื่อชดใช้ที่บังอาจมาแตะต้องเด็กๆ ในหมู่บ้านของข้า!”
เขายังคงพยายามหนีไม่หยุด
“จะไปไหน?” เซนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยจิตสังหารที่กดดันจนอากาศรอบตัวดูหนักอึ้ง
“แก... แกมันอสุรกาย!” มันตะคอกพลางล้วงเอาแตรเขาสัตว์ออกมาด้วยมือที่สั่นระริก
เซนไม่ได้รีบเข้าไปขัดขวางทันที เขาจ้องมองด้วยสายตาเ็า ขณะที่ในใจกำลังคำนวณระยะทางและสถานการณ์ ‘เป่าซะ... สัญญาณนั่นจะเป็บทนำไปสู่จุดจบของพวกแกทุกคน’
ปู๊นนนนนนนน!
เสียงแตรดังยาวเหยียดสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาและป่าลึก มันคือเสียงที่บ่งบอกถึงเหตุร้ายร้ายแรงที่สุดของหน่วยเขี้ยวโลหิต เมื่อสิ้นเสียงแตร โจรคนนั้นพยายามจะร่ายเวทป้องกันตัวด้วยความลนลาน แต่ดาบเคลย์มอร์ของเซนกลับพุ่งเข้ามาหาเร็วกว่านั้น
เซนสะบัดดาบั์เป็แนวนอนเวทไร้ธาตุ [Power Boost] ถูกอัดแน่นไปที่คมดาบเคลย์มอร์ชั้นเยี่ยมเพียงจุดเดียวเพื่อเพิ่มพลังทะลุทะลวง ใบดาบตัดผ่านเกราะ Artifact ที่หน้าอกของมันราวกับฟันผ่านกิ่งไม้แห้ง คมดาบตัดขาดเส้นเืใหญ่และกระดูกสันหลังจนสิ้นใจในทันทีโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้อง
[การเคลื่อนไหวของพญามัจจุราช: กัลลัส]
ห่างออกไปหลายกิโลเมตร... กัลลัสที่กำลังลัดเลาะอยู่ในป่าทึบเพื่อไปยังจุดที่จับพวกเด็กๆมาก็หยุดชะงัก แขนขวาที่ฝังผลึกธาตุไฟเริ่มเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่สูบฉีดด้วยความตื่นเต้น เสียงแตรสัญญาณนั้นปลุกสัญชาตญาณดิบในร่างอสุรกายของเขาให้ตื่นขึ้น
“เสียงนั่น... สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดงั้นรึ?” กัลลัสพึมพำ
น้ำเสียงมีเสียงโลหะเสียดสีกันดังลึกออกมาจากทรวงอกที่มี Golem Core ฝังอยู่
“มีคนบุกมาถึงฐานเลยอย่างนั้นรึ... น่าสนุกนี่นา!”
เขาะเิหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนนกป่าพากันบินหนีด้วยความใ
“ดี! ข้ากำลังเบื่ออยู่พอดี พวกแกสองคนตามข้ามา! เราจะไปดูหน้าไอ้พวกที่มันกล้ามากระตุกหนวดเสืออย่างหน่วยเขี้ยวโลหิตกัน!”
กัลลัสพุ่งทะยานกลับไปทางต้นเสียงด้วยความเร็วที่เหนืุ์ เปลวเพลิงจางๆ เริ่มลุกไหม้ออกมาจากรูขุมขนบนแขนขวาที่หนาใหญ่ผิดปกติ เขาทะลวงผ่านพุ่มไม้ไปโดยไม่สนใจสิ่งใด เป้าหมายเดียวคือการสังหารผู้บุกรุกให้สิ้นซาก
โดยที่กัลลัสไม่มีทางรู้เลยว่า... อดีตและความอัปยศที่เขาพยายามลบเลือนด้วยพลังอสุรกาย กำลังยืนรอเช็กบิลเขาอยู่ที่นั่น และครั้งนี้... มันจะไม่ใช่เพียงแค่ดาบไม้ที่จะสั่งสอนเขาเหมือนเมื่อ 16 ปีก่อน
[สัญชาตญาณสัตว์ป่าและร่องรอยหน้าแมว]
ย้อนกลับไปเล็กน้อยใน่เวลาที่กลุ่มของเซนแยกตัวออกไปเพื่อเข้าปะทะเพื่อตัดกำลังรบของศัตรู 1 ใน 3 ทีมที่แยกออกจากกัน อีกด้านหนึ่งของแนวผาหินที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบ ราล์ฟ รองหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเผ่าหมาป่า พร้อมด้วย ริน และหน่วยสำรวจฝีมือดีอีก 5 นาย กำลังเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบดุจเพชฌฆาตไร้เสียง เป้าหมายของพวกเขาคือถ้ำเก่าของพวกก็อบลินที่บัดนี้กลายเป็รังโจรลักพาตัว และที่คุมขังเหล่าทาส และพวกเด็กๆเอาไว้
“เตรียมตัว... ข้าจะเดินนำเปิดทางให้” ราล์ฟกระซิบพลางสูดลมหายใจลึก
เขาะเิมานาเพื่อเปิดใช้งานเวทไร้ธาตุ [Feral Instinct: สัญชาตญาณสัตว์ป่า] เต็มพิกัด ซึ่งเป็ทักษะระดับสูงที่รินยังไม่อาจเอื้อมถึง ในวินาทีนั้น ระบบประสาททั้งหมดของราล์ฟถูกเร่งการทำงานจนถึงจุดขีดสุด ม่านตาของเขาขยายออกจนมองเห็นในความมืดมิดได้ชัดเจนราวกับยืนอยู่กลางทุ่งหญ้ายามเที่ยงวัน ประสาทหูแว่วได้ยินแม้กระทั่งเสียงหยดน้ำที่กระทบหินปูนลึกเข้าไปนับร้อยเมตร
ทางเข้าถ้ำแคบและอับชื้น มีความกว้างไม่ถึงสองเมตร ทำให้ทีมต้องจัดแถวเรียงหนึ่งตามหลังแผ่นหลังกว้างของราล์ฟ ทางข้างหน้าคดเคี้ยวราวกับลำไส้สัตว์และมีทางแยกชวนสับสน ทว่าพวกเขากลับเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ เพราะทุกๆ ระยะจะมี "ก้อนหินรูปหน้าแมว" ที่ไคทิ้งไว้เป็เครื่องหมายตกอยู่ตามพื้น
เมื่อเดินลึกเข้ามาได้ราวสิบเมตร ราล์ฟชูมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดนิ่ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ข้อจำกัดของ Feral Instinct คือหากมีกลิ่นแปลกปลอมเข้มข้น เขาจะแยกแยะมิตรหรือศัตรูได้ยากขึ้น ทว่าเขากลับลอบยิ้มออกมาเมื่อกลิ่นที่คุ้นเคยยังคงอยู่ครบ... กลิ่นสาบจางๆ ของโวล์ฟ, กลิ่นเหงื่อของร็อคและจอร์จ, กลิ่นสมุนไพรจากตัวลูน่า, กลิ่นของฝาแฝดไมโล-ไมล่า และกลิ่นมานาที่นิ่งสงบผิดปกติของไค
"ปลอดภัยกันสินะเ้าพวกนั้น" ราล์ฟพูดออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก
[ป่วนประสาทโจร: แผนการแสบสันของเหล่าตัวน้อย]
ภายในโถงถ้ำที่มืดสลัวและเหม็นสาบ คนที่รู้สึกตัวก่อนไม่ใช่โวล์ฟที่มีประสาทััดีที่สุด แต่กลับเป็ ไมโล และ ไมล่า ฝาแฝดเผ่าหมาที่จมูกไวเป็พิเศษ ทั้งคู่สะกิดกันก่อนจะคลานเข้าไปหาโวล์ฟที่กำลังเฝ้าดูไคซึ่งหลับใหลไม่ได้สติอยู่
“พี่โวล์ฟ... กลิ่นของพ่อพี่กับพี่ริน... พวกเขามาถึงแล้ว!” ไมล่ากระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจ
“ใช่จริงๆ ด้วย... แต่ยามตรงนั้นมันขวางทางอยู่ เราต้องทำอะไรสักอย่าง” โวล์ฟเบิกตากว้าง
เขารวบรวมสมาธิไปที่การรับกลิ่นชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ายืนยัน
“งั้นเรามาดึงความสนใจให้พวกผู้ใหญ่กันเถอะ ไคทำทางไว้ให้เราแล้ว!” ร็อค ลูกชายของกัลป์ยิ้มกริ่ม
เด็กๆ ทุกคนพร้อมใจกันกระชากโซ่ตรวนที่ข้อมือ ซึ่งไคได้ใช้เวทมนตร์เร่งปฏิกิริยาเคมีจนสนิมกัดกินภายในจนเปื่อยยุ่ยไว้ก่อนจะหมดสติไป เพล้ง! เพล้ง! เสียงโซ่ขาดสะบั้นดังก้องโดยไม่ลืมดึงของไคออกด้วย พร้อมกับมหกรรมความกวนประสาทที่เริ่มขึ้น
“เฮ้ย! ไอ้หน้าปลาจวด!” จอร์จ ะโลั่นพลางหันหลังไปตบก้นโชว์ยามอย่างท้าทาย
“แหวะๆๆ ไอ้คนโง่! จับพวกเราไม่ได้หรอก!” ไมโลกับไมล่าแลบลิ้นปลิ้นตา ทำท่าลิงหลอกเ้าอย่างพร้อมเพรียง
โวล์ฟเข้าไปเขย่ากรงไม้เสริมเหล็กจนเกิดเสียงดังสนั่นหู
ส่วน ร็อค... ไม่ขอพูดดีกว่า มันน่าอายเกินไป ลืมๆมันไปเถอะ
ทางด้านลูน่า สาวน้อยเผ่ากระต่ายถึงกับปิดหูลู่ลงเอาใบหูมาปิดที่ดวงตาและหันหลังกลับด้วยความเขินอายแทนเพื่อนๆ
“พวกแก! ทำได้ยังไง! หยุดเดี๋ยวนี้!” ยามร่างั์ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวใจนหน้าถอดสี
มันรีบกุมกุญแจแล้วพุ่งตรงมาที่กรงด้วยความโมโหหวังจะสั่งสอนเด็กแสบพวกนี้
[คมหอกสังหาร และการหลบหนีที่วุ่นวาย]
ในเสี้ยววินาทีที่ยามร่างั์กำลังยืนอึ้งและสติหลุดลอยไปกับมหกรรมความกวนประสาทของร็อคและพรรคพวก ราล์ฟ ที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเงามืดดุจเพชฌฆาตก็เคลื่อนไหว เขากระชับหอกยาวดามัสคัสรุ่นทดลองของบารอนไว้แน่น ผิวดามัสคัสที่ตีทบกันถึง 256 ชั้นสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงเป็ลวดลายพลุ่งพล่านดุจสายน้ำ
ราล์ฟะเิมานาดึงเข้าสู่กล้ามเนื้อด้วยเวท [Power Boost] จนมัดกล้ามทั่วร่างขยายตัวและสั่นะเืด้วยพลังงาน ก่อนจะปลดปล่อย [High-Speed Accel] เพื่อฉีกกระชากกฎแห่งแรงต้านเพื่อเร่งความเร็ว ทะยานร่างออกไปจากมุมมืดด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทััของมนุษย์ปกติจะจับตามองทัน!
ฉัวะ!! เสียงเนื้อที่ถูกฉีกกระชากดังสนั่นไปทั่วโถงถ้ำ คมหอกดามัสคัสที่ถูกตีทบกันหลายชั้นจนแข็งแกร่งและคมมาก พุ่งเสียบเข้าที่รอยต่อกระดูกสันหลังส่วนคอหรือท้ายทอยของยามคนนั้นอย่างแม่นยำ แรงส่งมหาศาลทำให้ปลายหอกแหลมคมพุ่งทะลุออกมาทางช่องปากอย่างรวดเร็ว เืสดๆ กระเซ็นย้อมผนังหิน ยามผู้โชคร้ายสิ้นใจตายคาที่โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเปล่งเสียงกรีดร้องเตือนภัย
ในจังหวะไล่เลี่ยกัน ริน ที่พุ่งตามมาดุจเงาพรายก็แยกตัวออกไปอีกทาง เธอสะบัดมีดสั้นคู่ในมือด้วยท่วงท่าที่พลิ้วไหว ปลายมีดตวัดผ่านหลอดลมของยามอีกคนที่นอนาเ็อยู่ด้านในอย่างเืเย็น เพื่อปิดปากและปลิดชีพศัตรูไม่ให้เหลือร่องรอย
“ปลอดภัยนะทุกคน! มีใคราเ็ตรงไหนไหม!” ราล์ฟถามด้วยน้ำเสียงหอบพร่าเล็กน้อยจากแรงกดดันของมานาหลังใช้เวทมนตร์ชุดใหญ่
เขาพุ่งเข้าไปหาศพยามทันทีเพื่อควานหากุญแจกรงขังด้วยความร้อนรน
“พ่อ! ถ้าจะหากุญแจล่ะก็ ไม่ต้องเสียเวลาหรอกครับ!” โวล์ฟ ะโขัดขึ้นพร้อมกับยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
เขาใช้มือเพียงข้างเดียวออกแรงกระชากแม่กุญแจเหล็กที่ดูหนาหนัก แต่บัดนี้กลับเปราะบางเพราะปฏิกิริยาเคมีที่ไคทำทิ้งไว้ เกร๊ง! แม่กุญแจแหลกละเอียดหลุดเป็ชิ้นๆออกจากสลักอย่างง่ายดาย โวล์ฟเปิดประตูเดินออกมาด้วยมาดพี่ใหญ่ที่ดูเท่สุดขีด ทำเอาคนเป็พ่ออย่างราล์ฟถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความทึ่ง
“เอ่อ... ลุงราล์ฟครับ ผมว่าลุงหาต่อไปเถอะ...” ไมโล เดินเข้ามาตบไหล่โวล์ฟเบาๆ พลางชี้ไปยังกรงขังอื่นๆ ของพวกเอลฟ์ที่อยู่ถัดไป
“เพราะกรงของพวกเราน่ะไคทำให้มันพังแล้ว แต่กรงที่เหลือมันยังล็อกแ่าอยู่นะครับพี่โวล์ฟ...”
บรรยากาศความเท่ของโวล์ฟพังทลายลงในพริบตา พี่ใหญ่เผ่าหมาป่าหน้าแตกละเอียดจนแทบจะกลายเป็ผงสนิม เขาหันหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความอายจัดจนหูตั้งชันและพึมพำอะไรบางอย่างในลำคอที่ฟังไม่ได้ศัพท์
ทว่าความตลกขบขันนั้นก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องโวยวายของรินที่พุ่งไปหาเด็กชายตัวน้อยที่มุมกรง
“ไค! ไคเป็อะไรไปน่ะ! ใครทำอะไรเกิดอะไรขึ้น! ทำไมตัวเย็นแบบนี้!” รินเขย่าตัวไคที่ยังคงหลับนิ่งสนิทด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนเกือบจะเป็ลม
“ใจเย็นๆ ก่อนริน!” จอร์จและร็อครีบเข้ามาปราม
“ไคไม่ได้เป็อะไร เขาแค่... เอ่อ... ทำโน่นทำนี่จนเหนื่อยแล้วก็หลับไปน่ะครับ เห็นเขาบอกว่าต้องพักฟื้นสักระยะเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งราล์ฟ ริน และหน่วยสำรวจทุกคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก สายตาที่พวกเขามองไปยังเด็กชายวัย 6 ขวบที่นอนหลับปุ๋ยอยู่นั้น เต็มไปด้วยความนับถือและทึ่งในความสามารถที่เกินมนุษย์
[ความหวังแห่งเอลฟ์ และเสียงแตรแห่งพรหมลิขิต]
บรรยากาศภายในถ้ำเริ่มเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็ความโกลาหลที่แฝงด้วยความหวัง เมื่อกรงขังทั้งหมดถูกเปิดออก ร่างของเหล่าเอลฟ์ป่าที่เคยสง่างาม บัดนี้กลับดูทรุดโทรมจนน่าเวทนา หลายคนพยายามจะยันกายลุกขึ้นแต่ก็ล้มพับลงไปเพราะกล้ามเนื้อที่ลีบฝ่อจากการขาดสารอาหารและาแจากการถูกเฆี่ยนตีที่เริ่มอักเสบจนเป็หนอง
ลูมิเนลราน่า (ลูมิน่า) ก้าวออกมาด้านหน้า เธอพยายามพยุงร่างกายที่อ่อนแรงไว้ด้วยหยาดเหยียดของศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ ดวงตาสีมรกตของเธอสั่นเครือด้วยความซาบซึ้งขณะก้มศีรษะลงต่ำให้แก่ราล์ฟและเหล่านักรบจากดอนตะวันพราว
“ข้า...ลูมิเนลราน่า ในนามของเผ่าเอลฟ์ ณ ที่แห่งนี้ ขอขอบพระคุณพวกท่านจากใจจริง” เสียงของเธอแหบพร่าแต่กังวานด้วยความจริงใจ
“หากไม่มีพวกท่าน ิญญาและศักดิ์ศรีของพวกเราคงถูกย่ำยีจนสูญสิ้น... พระคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าขุนเขาที่พวกเราอาศัยอยู่มากนัก”
ราล์ฟพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม แววตาของนักรบหมาป่ากวาดมองสภาพผู้าเ็ด้วยความเห็นใจ ก่อนจะหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเฉียบคมเพื่อกู้สถานการณ์ที่ยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
“อย่าพึ่งขอบคุณตอนนี้เลยแม่สาวเอลฟ์ พวกเรายังไม่ออกจากเขตอันตราย” ราล์ฟหันไปหาหน่วยสำรวจที่เหลือ
“หน่วยสำรวจทั้ง 5 คน! เตรียมพาทุกคนกลับหมู่บ้านเรา ใครที่เดินไม่ไหวให้แบกขึ้นหลังทันที ใครที่พอเดินไหวก็พยุงกันไป เราจะไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง!”
"รับทราบครับ!!!!!" พวกเขาทั้ง 5 ขานรับพร้อมกัน
ราล์ฟกางแผนที่ในใจก่อนจะชี้ไปยังเส้นทางมืดมิดอีกด้านของโถงถ้ำ
“พาพวกเอลฟ์และผู้าเ็ออกไปทางทิศตะวันออก แล้วใช้เส้นทางอ้อมเลาะหุบเขากลับไปที่หมู่บ้านดอนตะวันพราวทันที! ห้ามใช้เส้นทางหลักเด็ดขาด เพราะพวกศัตรูที่เหลืออาจจะกำลังมุ่งหน้ากลับมาที่นี่หากพวกมันรู้ตัว”
“แล้วพวกเราล่ะลุงราล์ฟ?” จอร์จถามพลางกระชับดาบในมือ ที่ไปเอาคืนมาจากกองอาวุธที่ถูกยึดไว้พร้อมเด็กคนอื่นๆ
“พวกเ้ามีหน้าที่สำคัญไม่แพ้กัน!” ราล์ฟก้มลงมองเหล่านักสำรวจตัวน้อย
“ริน ไมโล ไมล่า ลูน่า... พวกเ้ามีประสาทััที่ฉับไวที่สุดในกลุ่ม ให้กระจายตัวออกไปรอบขบวน ทำหน้าที่คอยตรวจจับ นำทาง หากได้กลิ่นหรือได้ยินเสียงผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว ให้ส่งสัญญาณเตือนทันที!”
“ส่วนกลุ่มเด็กผู้ชาย โวล์ฟ จอร์จ ร็อค... พวกเ้าคือองครักษ์ คอยคุ้มกันปีกซ้ายและขวาของขบวนผู้าเ็ที่อ่อนแอที่สุดไว้ อย่าให้ใครแตกแถว! และ ร็อค! เ้ามีเวท Hardening ที่เสถียรและแรงเยอะที่สุดในรุ่น... ข้าฝาก ไค ไว้กับเ้า แบกเขาไว้บนหลังให้มั่นแล้วห้ามห่างจากตัวข้าแม้แต่ก้าวเดียว เข้าใจไหม!”
“รับทราบครับ!” เสียงตอบรับประสานกันอย่างหนักแน่นของเด็กๆ ดังก้องไปทั่วถ้ำ
ขบวนอพยพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากถ้ำอย่างเป็ระบบประดุจกองทัพขนาดเล็กที่กำลังถอยร่นอย่างมีกลยุทธ์ ร็อคแบกไคที่ยังคงหลับใหลปุ๋ยเพราะสภาวะ Sleep Rule ไว้บนหลังอย่างระมัดระวัง ทุกฝีเท้าที่ก้าวพ้นปากถ้ำกระทบเข้ากับแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านม่านใบไม้ ทว่าในจังหวะที่ความหวังกำลังจะเบ่งบานนั้นเอง...
ปู๊นนนนนนนน!
เสียงแตรเขาสัตว์ที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันป่าเถื่อนก็ดังก้องกังวานกระแทกโสตประสาทไปทั่วทั้งหุบเขา มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของหน่วยเขี้ยวโลหิตที่ฉีกกระชากความเงียบงันจนนกป่าพากันบินหนีด้วยความหวาดกลัว
ทุกคนในขบวนชะงักฝีเท้าด้วยความตระหนก ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ไค ที่เคยนอนนิ่งสนิทอยู่บนหลังของร็อคกลับสะดุ้งตื่นขึ้นมา แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความล้า กลับมาโชติ่ด้วยประกายแห่งปัญญาและความตื่นตัวในระดับที่ผู้ใหญ่ยังต้องยำเกรง
เขาสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกถ้ำเข้าไปเต็มปอด แม้เขาจะไม่รู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่เขาหลับ แต่จากปัจจัยแวดล้อมที่มีคนมาช่วยจนสำเร็จเขาจึงเข้าใจได้ว่า
“มาถึงแล้วสินะครับ... พ่อ” ไคพึมพำแ่เบาที่ข้างหูของร็อค รอยยิ้มเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเด็กน้อยวัย 6 ขวบ