เครื่องลำแรกยังไม่หายไปจากฟ้า มันไม่ได้จากไปทันทีเหมือนสิ่งที่หลุดพ้นแล้ว แต่ลากเสียงต่ำยาวไว้เหนือค่ายเหมือนรอยแผลที่ยังไม่ปิด เสียงเครื่องยนต์สั่นผ่านอากาศร้อน ผ่านควันดำที่พับตัวเป็ชั้น ผ่านเสาไฟฉุกเฉินที่เอนครึ่งหนึ่ง และผ่านอกของทุกคนที่ยังเหลืออยู่บนพื้นจนหัวใจเหมือนถูกบังคับให้เต้นตามจังหวะใบพัดที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
ลมจากการทะยานขึ้นของมันยังวนอยู่ในลาน กวาดฝุ่น เศษกระดาษไหม้ และเถ้าจากซากเครื่องกีดขวางให้หมุนวนอยู่ระดับเอว กลิ่นน้ำมันเครื่องร้อนจัดผสมกับกลิ่นเืสด กลิ่นดินชื้นที่ถูกเหยียบจนเละ กลิ่นโลหะไหม้จากปลอกะุ และกลิ่นคาวหนักจากซากพวกมันที่ถูกยิงแตกกระจายจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็เนื้อ อะไรเป็เปลือก อะไรเป็พื้น อากาศร้อนจนหายใจเข้าไปแล้วแสบลำคอ แต่ทุกครั้งที่ลมจากใบพัดเก่าตีกลับ มันกลับพาความเย็นแปลก ๆ มาด้วย ความเย็นแบบโลหะที่แตะผิวแล้วทำให้ขนแขนลุก ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิ แต่เพราะทุกคนรู้ว่าเสียงเครื่องที่ไกลออกไปหมายถึงอะไร
คนกลุ่มหนึ่งรอดแล้ว และคนที่เหลือยังไม่รอด
คาเอลยืนอยู่ตรงกลางแนวบังคับบัญชาชั่วคราว หรือสิ่งที่เหลือจากมัน โต๊ะเหล็กที่เคยใช้วางแผนถูกแรงกระแทกดันเอียงไปด้านหนึ่ง ขอบโต๊ะไหม้ดำ แผนที่กระดาษที่เคยถูกกางไว้เรียบตอนนี้เปียกฝุ่นและเืจนสีของเส้นทางเพี้ยนไปหมด หมุดสีแดง สีเหลือง และสีฟ้าหลายอันหล่นกระจายบนพื้น บางอันถูกเหยียบแบน บางอันจมอยู่ในโคลนเืบาง ๆ ใต้รองเท้าทหาร ไม่มีใครมีเวลาหยิบมันขึ้นมาอีกแล้ว แผนที่ไม่ได้อยู่บนโต๊ะ สนามรบอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามสิบเมตร
แนวตะวันออกสว่างวาบเป็จังหวะจากปากกระบอกปืน แสงสั้น ๆ กระแทกใส่ม่านควันทุกครั้งที่ทหารยิง เสียงปืนกล เสียงะโ เสียงกรงเล็บขูดพื้น เสียงะุกระแทกเปลือกแข็ง และเสียงกรีดร้องแหลมของฝูงตัวเล็กซ้อนกันจนแทบแยกไม่ออกว่าเสียงไหนเป็ของใคร บางครั้งเสียงหนึ่งขาดหายกลางอากาศ แล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่นทันที เหมือนค่ายทั้งค่ายกลายเป็เครื่องจักรที่บดเสียงมนุษย์กับเสียงสัตว์ประหลาดเข้าด้วยกัน
คาเอลมองผ่านควันไปยังแนวหน้า เดวิสยังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่เพิ่งมา ไม่ใช่โผล่ขึ้นมา ไม่ใช่คนที่ถูกดึงกลับเข้าฉากเพราะมีคนเรียกชื่อ เขาอยู่ตรงนั้นมาตลอด แขนซ้ายของเขาพันผ้าไว้ั้แ่ก่อนหน้า ผ้าขาวตอนนี้กลายเป็สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เืใหม่ซึมผ่านชั้นผ้าออกมาเป็รอยเปียกตามข้อศอก แต่ปืนในมือขวายังนิ่ง ไหล่ของเขาสะท้อนตามแรงยิงซ้ำ ๆ แต่ปลายกระบอกไม่แกว่ง ร่างกายของเขาไม่ได้ดูแข็งแรงกว่าคนอื่น ไม่ได้ดูไม่เจ็บ ไม่ได้ดูเหมือนวีรบุรุษในนิทาน เขาดูเหมือนคนที่เหนื่อยจนเกินคำว่าเหนื่อยไปแล้ว แต่ยังไม่ยอมปล่อยตำแหน่งของตัวเอง
“ถอยครึ่งก้าว! อย่ายืนเส้นเดียว!” เสียงของเดวิสดังขึ้นจากแนวหน้า แหบ แห้ง และมีรอยเือยู่ในลำคอ แต่หนักพอจะตัดผ่านเสียงปืน
“ซ้ายยิงไขว้! ขวายิงต่ำ! อย่าให้มันผ่านแนวเราได้!”
ทหารสองคนที่เกือบถอยชนกันรีบแยกออกทันที เดวิสยกปืนขึ้น ยิงสามนัดสั้น ๆ ะุเจาะเข้าที่หัวของเซิร์กลิงตัวหนึ่งซึ่งกำลังพุ่งอ้อมรถขนส่งด้านข้าง ร่างมันสะบัดกลางอากาศ เืสีเข้มสาดเป็เส้น แล้วตกกระแทกพื้น ลื่นไถลไปหยุดแทบเท้าทหารคนหนึ่งจนเขาผงะ
“อย่าสนใจศพ!” เดวิสะโทันที
“ถ้ายังมีเวลามอง หันปืนเล็งใส่ตัวที่ยังวิ่งมาดีกว่า!”
ทหารคนนั้นสะดุ้งแล้วกลับมายกปืน โวร่าะโมาจากอีกฝั่งของแนว
“ยังยืนไหวไหม เดวิส!”
เดวิสไม่หันไป เขาใช้ฟันคาบแม็กกาซีนสำรอง ดึงแม็กเก่าออกด้วยมือเดียว เสียบแม็กใหม่เข้าไป กระแทกฐานปืนกับอกตัวเองจนเสียงดังทึบ แล้วลั่นไกใส่ตัวที่กำลังะโข้ามซากถังน้ำมัน
“ถามพวกมันดีกว่า!”
เสียงตอบของเขาสั้น หยาบ และคุ้นจนคนที่อยู่ใกล้แนวนั้นหัวเราะออกมาได้เพียงครึ่งลมหายใจ ก่อนเสียงหัวเราะนั้นจะถูกเสียงปืนกลกลืนหายไป คาเอลได้ยิน เขาจำเสียงนั้นได้ ไม่ใช่เพราะระบบบอกชื่อ ไม่ใช่เพราะข้อมูลแสดงสถานะ ไม่ใช่เพราะใครเตือนว่าเดวิสยังอยู่ แต่เพราะเสียงนั้นอยู่ในสนามมาั้แ่่แรก เสียงที่เคยด่าทหารให้หมอบต่ำ เสียงที่เคยลากคนเจ็บออกจากมุมยิง เสียงที่เคยพูดแทรกความตายด้วยประโยคธรรมดา ๆ พอให้คนอื่นยังจำได้ว่าตัวเองยังเป็มนุษย์
เดวิสไม่ได้หายไปไหน เขาอยู่ตรงนี้มาตลอด
ความคิดนั้นควรทำให้คาเอลรู้สึกอะไรบางอย่าง โล่งใจ รู้สึกผิด ดีใจ หรืออย่างน้อยก็เจ็บตรงหน้าอก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเขากลับเงียบกว่านั้นมาก เสียงปืนยังดัง กลิ่นไหม้ยังแสบจมูก ลมร้อนยังแตะผิวหน้า แต่ข้างในเขามีพื้นที่สีเทาว่าง ๆ เกิดขึ้น พื้นที่ที่ความตื่นตระหนกถูกดันออกไปไกล ความกลัวถูกบีบให้เล็กลง และความหวังถูกพับเก็บไว้ในมุมที่ไม่รบกวนการคำนวณ
เครื่องลำแรกขึ้นแล้ว เครื่องลำที่สองกำลังเข้าระยะ แนวตะวันออกรับแรงกดสูงสุด แนวใต้สั่นคลอน แนวตะวันตกะุต่ำกว่าค่าปลอดภัย จุดเสี่ยงสูงสุดคือช่องระหว่างรถพยาบาลคันที่สองกับกำแพงคอนกรีตแตก คาเอลกะพริบตาหนึ่งครั้ง ตัวเลขในหัวชัดขึ้น ชัดเกินไป
[อัตราการซิงค์: 48%]
[การประมวลผลสนามรบ: เร็วขึ้น]
[ความลังเล: ลดลง]
ข้อความลอยขึ้นเหมือนถูกเขียนบนด้านในของดวงตา เขาไม่ได้เห็นมันเหมือนจอจริง ๆ แต่รับรู้มันชัดเจนพอ ๆ กับแสงไฟฉุกเฉินที่กะพริบอยู่ด้านหน้า ชัดพอ ๆ กับกลิ่นเืในอากาศ ชัดพอ ๆ กับเสียงหายใจของตัวเอง และนั่นทำให้เขากลัว ไม่ใช่กลัวศัตรู แต่กลัวที่ตัวเองเริ่มรู้สึกว่าความชัดเจนนี้มีประโยชน์
มิเลียยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงสองก้าว ก่อนหน้านี้ ระยะเท่านี้ไม่เคยรู้สึกห่าง เธอเคยยืนข้างเขาเหมือนจุดยึดของโลกจริง มือของเธอเคยแตะแขนเขาในเวลาที่เสียงในหัวดังเกินไป ดึงเขากลับมาด้วยความอุ่นของิั ด้วยแรงกดของนิ้ว ด้วยสายตาที่บอกว่าเขายังอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่แค่ระบบ ไม่ใช่แค่ผู้บัญชาการ แต่ตอนนี้สองก้าวนั้นเหมือนมีบางอย่างคั่นอยู่ ไม่ใช่กำแพง แค่ช่องว่างเล็ก ๆ เล็กจนคนอื่นไม่เห็น แต่คาเอลเห็น
มิเลียมองเขา ไม่ได้มองแผนที่ ไม่ได้มองแนวรบ ไม่ได้มองบอสที่ยังซ่อนอยู่ในควัน เธอมองใบหน้าเขาเหมือนพยายามอ่านคำตอบจากสิ่งที่เขายังไม่ได้พูด มือของเธอกำสายสะพายปืนแน่น ข้อนิ้วซีด แสงไฟฉุกเฉินสีแดงส่องผ่านควันมากระทบแก้มเธอเป็่ ๆ ทำให้สีหน้าของเธอดูเหมือนกำลังเปลี่ยนไปทุกครั้งที่แสงกะพริบ
“คาเอล”
เสียงเธอเบา แต่ไม่หายไปในเสียงปืน เขาหันไป
“เครื่องสองลงช่องเดิมไม่ได้” เธอพูด
“ลมจากเครื่องแรกทำให้ควันวนกลับ ด้านหน้ามองไม่เห็น ถ้าลงตรงเดิม นักบินจะชนซากกำแพง หรือไม่ก็ลงกลางฝูง”
คาเอลมองไปยังลานลงจอดเดิม ควันหนาเกินจริง ไฟสปอตไลต์สองดวงที่เหลืออยู่ส่องทะลุไปได้เพียงบางส่วน เงาฝูงศัตรูขยับอยู่ด้านนอกเหมือนน้ำดำที่กระแทกเขื่อนซ้ำ ๆ พื้นคอนกรีตแตกร้าวจากแรงะเิก่อนหน้า เศษโลหะจากเครื่องกีดขวางกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ บางชิ้นยังแดงเพราะความร้อน บางชิ้นมีเืติดอยู่เป็คราบเหนียว เครื่องลำที่สองจะลงตรงนั้นไม่ได้ แต่ต้องลง เพราะคนที่เหลือไม่มีเวลาให้รอ
เขากวาดสายตามองตำแหน่งอื่น ความคิดวิ่งเร็วกว่าลมหายใจ จุดหนึ่งแคบเกินไป จุดหนึ่งใกล้แนวศัตรูเกินไป จุดหนึ่งพื้นเสียหาย จุดหนึ่งมุมลมไม่พอ แล้วสายตาเขาหยุดที่ช่องระหว่างอาคารฝึกเก่ากับรถหุ้มเกราะที่พลิกตะแคงอยู่ครึ่งหนึ่ง มันไม่ใช่จุดดี แต่เป็จุดที่ยังพอใช้ได้ในตอนนี้ คำว่า “พอใช้ได้” มีค่ามากกว่าคำว่า “ปลอดภัย”
“ย้ายจุดนำลงจอดไปตรงนั้น”
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นจากกล่องควบคุมโดรนทันที มือของเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ฝุ่น และเืแห้ง เส้นผมติดเหงื่อแนบหน้าผาก
“ตรงนั้นแคบเกินไปนะเพื่อน”
“แต่การมองเห็นดีกว่า”
“ถ้าใบพัดเฉี่ยวกำแพง—”
“มันจะไม่เฉี่ยว ถ้าตัดไฟเสาด้านซ้ายออก แล้วให้เครื่องเข้าเฉียงเจ็ดองศา”
แจ็กซ์นิ่งไปครึ่งวินาที “เจ็ดองศา?”
“หกถึงแปดพอได้ เจ็ดดีที่สุด”
คีรอนที่อยู่ข้างเสาวิทยุชั่วคราวหันมามอง หน้าของเขาเปื้อนฝุ่นจนแทบไม่เห็นสีผิวจริง เหงื่อไหลผ่านขมับเป็เส้นสะอาดเล็ก ๆ ท่ามกลางคราบดำ
“ฉันส่งสัญญาณให้เครื่องได้ แต่เขาจะถามว่าใครสั่งมุมลงจอดเฮงซวยนั่น”
คาเอลตอบทันที
“ฉันเอง”
คำเดียว ไม่ดัง ไม่แข็ง แต่ทำให้รอบตัวเงียบไปครึ่งจังหวะ ทั้งที่เสียงปืนไม่เคยหยุด มิเลียยังมองเขา ครั้งนี้เธอไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงขยับเท้าถอยไปครึ่งก้าวเพื่อเปิดทางให้คีรอนวิ่งไปยังเสาวิทยุ ครึ่งก้าวนั้นเล็กมาก แต่คาเอลเห็น เขาเห็นแม้แต่สิ่งที่ไม่ควรมีเวลามอง และนั่นทำให้ความเย็นในอกเขาลึกขึ้นกว่าเดิม
โวร่าวิ่งกลับมาจากแนวตะวันออก ชุดเกราะส่วนไหล่ของเธอมีรอยข่วนยาวสามเส้น เืไหลจากขมับลงมาตามกรอบหน้า แต่ดวงตายังแข็งเหมือนใบมีดที่ยังไม่หัก เธอหยุดใกล้คาเอล ไม่ใกล้จนชน ไม่ไกลจนเหมือนไม่ไว้ใจ ระยะของเธอยังคงเป็ระยะของนักรบที่พร้อมเคลื่อนทันที
“พวกมันเปลี่ยนจังหวะ” โวร่าพูด “ตัวเล็กไม่บุกตรงแล้ว มันถอยเร็วขึ้น ตัวใหญ่ด้านหลังไม่ดันสุด มันรอให้เรายิงหมดก่อน”
“เพราะบอสเริ่มลงมือเอง”
เสียงนิกซ์ดังจากเงาข้างรถพยาบาล เขาเดินออกมาแทบไม่มีเสียง ผิวของเขาซีดลงจากการใช้พลังมากเกินไป เส้นสีเข้มบางอย่างใต้ผิวบริเวณคอเต้นเบา ๆ เหมือนรากไม้ที่มีเืไหลอยู่ข้างใน ดวงตาของเขาไม่ได้มองฝูงตรง ๆ แต่เหมือนกำลังฟังพื้น ฟังควัน ฟังจังหวะที่ไหลผ่านสิ่งมีชีวิตข้างนอก
“มันยังไม่เอาจริง… มันกำลังลองเชิงเก็บข้อมูลเราอยู่” นิกซ์กระซิบ
เรนาร์ที่พยุงทหาราเ็ส่งให้อลิน่าเสร็จพอดีหันมา
“ลองอะไร”
นิกซ์กลืนน้ำลาย
“ลองว่าเราจะยอมเสียใครก่อน”
อากาศรอบตัวเย็นลงโดยไม่มีลม เพราะทุกคนเข้าใจ และเพราะไม่มีใครปฏิเสธได้ คาเอลมองไปยังแนวหน้าอีกครั้ง เดวิสกำลังลากทหารคนหนึ่งออกจากแนวะุ เขาใช้ไหล่ดันทหารคนนั้นให้ล้มลงหลังซากกำแพง แล้วหมุนตัวกลับไปยิงทันที การเคลื่อนไหวของเขาไม่สวย ไม่เร็วแบบโวร่า ไม่เงียบแบบซีนอส ไม่แม่นเหมือนเครื่องจักร แต่มันเต็มไปด้วยความคุ้นเคยของคนที่ผ่านการยืนอยู่ในที่เลวร้ายมาหลายครั้งแล้ว เขาไม่ต้องคิดว่าจะวางเท้าตรงไหน ร่างกายของเขารู้เอง
คาเอลกดช่องสื่อสาร
“เดวิส”
เสียงแตกพร่าเล็กน้อยก่อนเดวิสตอบกลับมา
“ได้ยิน!”
“คุมช่องระหว่างรถพยาบาลคันที่สองกับกำแพงแตก ห้ามให้มันทะลุถึงลานลงจอด”
เดวิสเงยหน้ามองผ่านควันมาทางเขา แม้ระยะไกลและแสงสลัว คาเอลยังเห็นว่าอีกฝ่ายยิ้มมุมปาก
“ช่องเดิมสินะ”
“ใช่”
“ก็คิดอยู่ว่ามันต้องกลับมาตรงนั้น”
เดวิสยกมือสองนิ้ว สั่งทหารข้าง ๆ ทันที
“สามคนมากับฉัน! คนเจ็บอยู่ต่ำ! อย่ายืนสวยกลางช่อง เดี๋ยวตายฟรี!” เขาขยับไปก่อนที่คาเอลจะพูดต่อ เหมือนรู้หน้าที่อยู่แล้ว
คาเอลลดมือลง ในหัว เส้นทางเคลื่อนของเดวิสกับทหารอีกสามคนถูกวาดขึ้นเหมือนเส้นบาง ๆ บนสนาม เส้นนั้นตัดผ่านพื้นที่เปิดซึ่งมีโอกาสถูกโจมตีจากด้านข้าง หากฝูงตัวเล็กพุ่งเร็ว หากตัวควบคุมออกคำสั่งพร้อมกัน หากบอสแทรกจังหวะ หากพื้นใต้ซากรถเสียหายมากกว่าที่มองเห็น ตัวเลขลอยขึ้น นิ่ง แล้วสว่าง
ความเสี่ยงสูงมาก
คาเอลเกือบเรียกเดวิสกลับมา แต่ไม่สามารถออกคำสั่งจากปาก เพราะถ้าไม่มีใครยืนช่องนั้น เครื่องลำที่สองจะลงไม่ได้ และถ้าเครื่องลำที่สองลงไม่ได้ คนที่เหลือจะตายทั้งหมด ความจริงนั้นเรียบง่ายจนโหดร้ายและระบบชอบความเรียบง่ายแบบนั้น
[คำแนะนำ: คงตำแหน่งเดวิส]
[อัตรารอดชีวิตโดยรวม: สูงสุด]
คาเอลรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นไหลผ่านกระดูกสันหลัง ไม่ใช่น้ำจริง เป็การเข้าใจ ทุกคำสั่งมีราคา และราคานั้นไม่ได้จ่ายด้วยตัวเขาเองเสมอไป
เสียงวิทยุของคีรอนดังแทรกขึ้น
“เครื่องสองตอบรับแล้ว! นักบินบอกว่าเข้าเฉียงเจ็ดองศาเป็การลงจอดแบบคนเสียสติ!”
แจ็กซ์แค่นหัวเราะแห้ง ๆ โดยไม่เงยหน้า
“บอกเขาว่าคนเสียสติบนพื้นยังไม่ตาย!”
“เออ เขาได้ยิน!” คีรอนะโกลับ
“และเขาด่ากลับมาแล้วว่ะ!”
เหนือควัน เสียงเครื่องยนต์อีกลำเริ่มดังใกล้เข้ามา ครั้งแรกมันเหมือนเสียงฟ้าร้องไกล ๆ จากนั้นแรงสั่นะเืก็ซึมลงมาถึงพื้นคอนกรีต เศษหินเล็ก ๆ สั่นบนพื้น ปลอกะุกลิ้งเบา ๆ ไปชนรองเท้าของคาเอล แสงสีน้ำเงินจากไฟนำทางกะพริบผ่านควันเป็จังหวะช้า ๆ ราวกับดาวดวงหนึ่งกำลังลดระดับลงมาหาฝูงนรก
ฝูงศัตรูรับรู้ถึงมันพร้อมกัน เสียงกรีดร้องด้านนอกเปลี่ยนไป ไม่ใช่ดังขึ้นอย่างเดียว แต่เปลี่ยนความหมาย จากเสียงบุก เป็เสียงเร่ง
“มาแล้ว!” โวร่าะโ
แนวตะวันออกแตกเป็คลื่นทันที เซิร์กลิงชุดหนึ่งพุ่งออกจากควันด้านซ้าย ไม่ได้วิ่งตรงเข้าปืนเหมือนก่อน แต่แยกเป็สองสาย สายแรกกดต่ำแทบติดพื้น กรงเล็บขูดคอนกรีตเป็ประกายสั้น ๆ สายที่สองะโข้ามซากรถที่ไหม้ไฟ พวกมันไม่เข้ามาแบบสัตว์บ้าอีกแล้ว แต่เข้ามาเหมือนมีจังหวะเดียวกันไหลผ่านกระดูกทุกชิ้น
เดวิสเห็นก่อนคนอื่น “ตัวล่างก่อน!” เขาะโ
“อย่ายิงตัวบน!”
ทหารสองคนที่เกือบเงยปืนขึ้นยิงตัวที่ะโหยุดทัน ะุชุดแรกกวาดใส่ตัวที่วิ่งต่ำ เซิร์กลิงสามตัวล้มกลิ้ง ขาที่ยังขยับอยู่ขูดพื้นเป็เสียงแหลม ตัวที่ะโข้ามมาจึงตกลงกลางพื้นที่โล่งโดยไม่มีฝูงด้านล่างรับจังหวะต่อ
โวร่าพุ่งเข้าไปจากด้านข้าง เท้าของเธอแตะพื้นเพียงครึ่งจังหวะก่อนแรงทั้งร่างจะส่งตัวไปข้างหน้า ใบมีดในมือฟันลงเป็เส้นเฉียง ตัดคอตัวแรกจนหัวมันหมุนหลุดไปกระแทกซากเหล็ก เธอหมุนตัวหลบตัวที่สองซึ่งพุ่งเข้าหาเอว กรงเล็บเฉี่ยวเกราะจนเกิดเสียงครูดดังแสบฟัน แล้วเธอใช้ศอกกระแทกสันคอมันให้เสียหลัก ก่อนแทงใบมีดลงใต้ฐานกะโหลก
เรนาร์ยิงซ้ำ ะุสองนัด หัวมันแตก เืสีดำกระเซ็นเป็ฝอยบนพื้นร้อน กลิ่นคาวพุ่งขึ้นมาทันที หนักจนคนใกล้แนวบางคนไอออกมา แต่ไม่มีใครถอย
อลิน่าที่อยู่หลังแนวพยาบาลก้มต่ำเมื่อเศษะุบินผ่านผ้าใบเหนือศีรษะ เธอใช้แขนกดเด็กคนหนึ่งให้นอนราบกับพื้น มืออีกข้างยังจับสายรัดแผลของคนเจ็บไว้แน่น เืซึมผ่านผ้าพันแผลจนแดงเข้ม แต่นิ้วของเธอไม่สั่น
“อย่าลุก!” เธอสั่ง
“ใครลุกตอนนี้ ฉันจะเย็บติดกับพื้น!”
เด็กคนนั้นร้องไห้แบบไม่มีเสียง น้ำตากลิ้งผ่านฝุ่นบนแก้มเป็เส้นสะอาดเล็ก ๆ ลินานั่งอยู่ข้างเขา กอดกล่องยาไว้แน่นเกินตัว ปากซีด แต่ยังส่งผ้าพันแผลให้อลิน่าตามที่สั่งทุกครั้ง
แจ็กซ์ปล่อยโดรนสองตัวขึ้นจากลังไม้ ตัวแรกส่ายไปมาเพราะใบพัดเสียสมดุล แต่ยังบินได้ มันพุ่งไปเหนือแนวตะวันออกแล้วเปิดไฟสว่างจ้าใส่ควัน แสงขาวตัดผ่านม่านดำ ทำให้เงาของฝูงที่กำลังพุ่งเข้ามาชัดขึ้นในเสี้ยววินาที
“ยิงตามไฟ!” แจ็กซ์ะโ
ะุทั้งแนวเทไปยังเงาที่ปรากฏ เซิร์กลิงหลายตัวถูกยิงล้มก่อนถึงกำแพงกั้น แต่ไม่พอ ไม่เคยพอ จากควันด้านลึก มีเงาหนึ่งขยับ ใหญ่กว่าเดิม ไม่ใช่ตัวควบคุมที่เคยเห็นก่อนหน้า เงานั้นต่ำ หนา และเคลื่อนช้ากว่าฝูงตัวเล็ก แต่ทุกครั้งที่มันก้าว พื้นเหมือนตอบรับด้วยแรงสั่นต่ำ ๆ ควันรอบตัวมันไม่ได้กระจายแบบถูกลมพัด แต่แหวกออกเหมือนมีบางสิ่งผลักจากข้างใน
ซีนอสปรากฏบนหลังคารถบัสที่พังครึ่งหนึ่ง เสื้อคลุมของเขาสะบัดในแรงลมจากเครื่องลำที่สอง ปืนยาวในมือสะท้อนแสงไฟฉุกเฉินเป็เส้นเย็น เขาไม่ได้ยิงทันที เพียงมองผ่านกล้องเล็งไปยังเงานั้น ระยะห่างระหว่างเขากับคนอื่นทำให้เขาดูเหมือนไม่ได้อยู่ในสนามเดียวกัน แต่สายตาของเขากลับนิ่งเกินกว่าจะเป็ผู้ชม
“มันมาเองแล้ว” ซีนอสพูดผ่านช่องสื่อสาร
คาเอลเงยหน้า
“นายจัดการได้ไหม”
ซีนอสเงียบไปหนึ่งวินาที หนึ่งวินาทีในสนามรบยาวเหมือนทั้งคืน
“ได้” เขาตอบ
“แต่มันไม่ตาย”
“ทำให้มันหยุดพอ”
“นั่นทำได้อยู่ล่ะนะ”
เสียงปืนของซีนอสไม่ดังเหมือนปืนกล มันแห้ง สั้น และเฉียบเหมือนมีบางอย่างหักในอากาศ ะุพุ่งทะลุควัน เงาใหญ่ด้านนอกสะดุด เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจนกระจกแตกบนอาคารฝึกสั่นเป็ริ้ว เศษกระจกที่ยังติดกรอบหลุดลงมากระทบพื้นเป็เสียงกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ แปลกประหลาดท่ามกลางเสียงา ฝูงรอบตัวมันชะงักไปครึ่งจังหวะ ครึ่งจังหวะนั้นพอ
“ตอนนี้ล่ะ!” คาเอลสั่ง
โวร่าพุ่งเข้าแนวซ้าย เรนาร์นำทหารสามคนยิงกดต่ำ เดวิสคุมช่องขวา แจ็กซ์สั่งโดรนลากไฟไปยังจุดที่ควันหนาที่สุด คีรอนส่งพิกัดให้เครื่องลำที่สองซ้ำด้วยเสียงแทบแตก
“ลานลงจอดใหม่เปิดแล้ว! เข้าเฉียง! เข้าเฉียง! อย่าตรงเข้ามา!”
เสียงนักบินตอบกลับมาในวิทยุ เป็เสียงคนที่ทั้งกลัวและโมโห
“ไอ้เวรเอ้ย ถ้ารอดไปได้ ฉันจะลงมาต่อยคนคิดให้ลงมุมนี้!”
คีรอนหันมามองคาเอลแวบหนึ่ง
“เขาน่าจะหมายถึงนายนะ”
คาเอลไม่ได้ตอบ เขากำลังมองเส้นทางลงจอด เครื่องลำที่สองโผล่จากควัน้า ตัวเครื่องเอียงเล็กน้อยจนดูเหมือนกำลังจะชนอาคารฝึกเก่า แสงจากท้องเครื่องสาดลงบนพื้น ทำให้ฝุ่นและละอองเืในอากาศสว่างเป็สีทองหม่น แรงลมจากใบพัดกระแทกลงมาก่อนตัวเครื่องจะถึงพื้น กดควันให้หมุนต่ำ กวาดเศษกระดาษไหม้ให้ปลิวไปชนกำแพง
และชั่วขณะนั้น ทุกคนเห็นบอส
มันยืนอยู่นอกแนวกั้น ร่างสูงกว่าตัวอื่นมาก แต่ไม่ได้ใหญ่เทอะทะอย่างเดียว โครงสร้างของมันเหมือนถูกสร้างจากหลายสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในร่างเดียวกัน เปลือกแข็งสีดำอมม่วงมีเส้นแสงจาง ๆ ไหลใต้ผิวเหมือนเส้นเืที่มีไฟอยู่ข้างใน แขนข้างหนึ่งยาวเกินสัดส่วน ปลายแขนแยกเป็กรงเล็บสามแฉก อีกข้างดูคล้ายเกราะชีวภาพหนาที่ใช้รับะุ ดวงตาของมันไม่ได้สว่างแดงเหมือนสัตว์ประหลาดทั่วไป แต่เป็สีซีด เย็น และนิ่ง
มันไม่ได้คำราม ไม่ได้พุ่ง แค่มอง
ระยะห่างระหว่างมันกับคาเอลยังไกล แต่สายตานั้นทำให้คาเอลรู้สึกเหมือนมันยืนอยู่ตรงหน้า เสียงรอบตัวลดลงชั่วคราว ไม่ใช่เพราะสนามรบเงียบ แต่เพราะบางอย่างในหัวเขาปรับระดับเสียงลง ข้อมูลไหลเข้ามาแทนที่ความกลัว
[ตรวจพบหน่วยบัญชาการศัตรู]
[รูปแบบคำสั่ง: ปรับตัวสูง]
[ความเสี่ยงต่อแนวอพยพ: วิกฤต]
[คำแนะนำ: ตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงตัวแปรอารมณ์]
คาเอลหายใจเข้า อากาศร้อนและมีกลิ่นไหม้ เขาควรสะอิดสะเอียน แต่ไม่ เขาควรกลัว แต่ความกลัวถูกบีบให้แบนลงจนกลายเป็เส้นบาง ๆ อยู่หลังตัวเลข
มิเลียขยับเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง แต่ไม่ได้แตะแขนเหมือนก่อน มือของเธอยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ค้างกลางอากาศเสี้ยววินาที เหมือนร่างกายจำได้ว่าควรทำอะไร แต่หัวใจยังไม่แน่ใจว่าเขายังเป็คนที่ควรถูกดึงกลับมาด้วยวิธีเดิมหรือไม่ แล้วมือนั้นก็ลดลง คาเอลเห็น เขาเห็นทุกอย่าง และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เขาเห็นแม้แต่สิ่งที่ตัวเองควรเ็ปจากมัน แต่กลับไม่มีเวลาปล่อยให้มันเจ็บ
“คาเอล” มิเลียพูด
“อย่าปล่อยให้มันควบคุมนาย”
เขาหันไปมองเธอ แสงจากเครื่องลำที่สองสาดลงบนใบหน้าเธอ ทำให้ดวงตาเธอสว่างขึ้นท่ามกลางฝุ่น เธอยืนอยู่ใกล้ แต่ความอบอุ่นที่เคยดึงเขากลับมาเหมือนมีผนังบาง ๆ กั้นอยู่
“มันไม่ได้ควบคุม” คาเอลตอบ เสียงของเขานิ่งเกินไป
“ฉันเลือกเอง”
มิเลียเงียบ และความเงียบนั้นหนักกว่าเสียงปืน
เครื่องลำที่สองแตะพื้นอย่างรุนแรง ล้อกระแทกคอนกรีตจนประกายไฟแลบออกจากใต้ฐาน ตัวเครื่องโยกไปด้านหนึ่ง นักบินฝืนดึงกลับก่อนใบพัดจะเฉี่ยวซากกำแพงเพียงไม่กี่เมตร แรงลมกดทุกคนให้ก้มต่ำ ฝุ่นพุ่งเข้าตา แสบจนหลายคนร้องออกมา ประตูท้ายเครื่องเปิดลงทันที แสงภายในเครื่องสว่างขาวจนดูไม่จริง
“ขึ้นเครื่อง!” คีรอนะโ
“กลุ่มสองขึ้นเครื่อง!”
คนเจ็บถูกยกขึ้นก่อน เด็ก ผู้ฝึกหัด พลเรือนที่เหลือ ทหารที่ยังเดินไหวช่วยพยุงคนที่เดินไม่ได้ เสียงร้องไห้ เสียงเรียกชื่อ เสียงคำสั่ง และเสียงหอบหายใจปะทะกันในลมจากเครื่อง อลิน่าวิ่งข้างเปลสนาม มือของเธอกดแผลคนเจ็บไว้ตลอดทาง เืซึมผ่านนิ้ว แต่เธอไม่หยุด
“ลินา! กล่องยา!”
ลินาวิ่งตามมา กล่องยาใหญ่เกินตัวกระแทกขาเธอทุกก้าว แต่เธอไม่ปล่อย ดวงตาของเธอแดง น้ำตาค้างอยู่ตรงขอบตา แต่เธอยังมองทาง ยังหลบปลอกะุ ยังวิ่งตามเสียงอลิน่าเหมือนเสียงนั้นเป็เส้นเชือกเดียวที่พาเธอผ่านคืนนี้ไปได้
โรแวนอยู่ตรงทางขึ้นเครื่อง เขาไม่ได้ขึ้น เขายืนอยู่ข้างประตู ช่วยดึงคนเจ็บขึ้นทีละคน เสื้อของเขาขาดตรงไหล่ มีรอยเืที่ไม่รู้ว่าเป็ของเขาหรือของคนอื่น ใบหน้าเขาซีดมาก แต่ยังยิ้มให้เด็กคนหนึ่งที่ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน
“มองฉัน” โรแวนพูด
“ไม่ต้องมองข้างหลัง มองฉันพอ เอ้า หนึ่ง สอง สาม ขึ้น”
เด็กคนนั้นสะอื้นแล้วก้าวขึ้นเครื่อง โรแวนผลักเบา ๆ ให้เข้าไปข้างใน ก่อนหันกลับมาช่วยคนถัดไป คาเอลเห็นตำแหน่งของทุกคน เห็นเครื่องลำที่สอง เห็นฝูงที่กำลังรวบตัวด้านนอก เห็นบอสที่ยังไม่ขยับ แล้วเขาเข้าใจ มันรอ มันไม่ได้้าทำลายเครื่องทันที มัน้าให้คนรวมตัวกันมากที่สุดก่อน จากนั้นค่อยปิดช่อง
“เดวิส” คาเอลเรียก
“ว่า”
เสียงเดวิสมีเสียงหอบแทรก แต่ยังชัด
“มันจะดันช่องนายในสามสิบวินาที”
เดวิสหัวเราะสั้น ๆ ผ่านวิทยุ “งั้นฉันมีสามสิบวินาทีให้ด่ามันสินะ”
“ไม่” คาเอลตอบ
“นายมีสามสิบวินาทีให้ทำให้มันช้าลง”
ปลายสายเงียบไปครึ่งลมหายใจ จากนั้นเดวิสตอบ
“รับทราบ”
ไม่มีคำถาม ไม่มีการขอเหตุผล ไม่มีการบ่น นั่นทำให้คาเอลรู้สึกหนักตรงอก แค่เสี้ยวหนึ่ง แล้วระบบก็กลืนมันไป
[กำลังปรับเสถียรภาพการตัดสินใจ]
[อารมณ์รบกวน: ลดลง]
คาเอลกำมือแน่น เล็บจิกเข้าฝ่ามือ เขาพยายามรู้สึกถึงความเจ็บ ยังรู้สึก แต่มันอยู่ไกล เหมือนความเจ็บของคนอื่น
บอสขยับในที่สุด ไม่เร็ว เพียงก้าวเดียว แต่ฝูงทั้งหมดเปลี่ยนตาม เหมือนพื้นทั้งผืนหายใจพร้อมกัน เซิร์กลิงด้านซ้ายถอยออกจากแนวปืน ตัวใหญ่ด้านหลังลดตัวลงต่ำ ฝูงอีกชุดที่ซ่อนอยู่หลังซากรถพุ่งออกมาทางช่องระหว่างรถพยาบาลคันที่สองกับกำแพงแตก ตรงที่เดวิสยืนอยู่
“มาแล้ว!” เดวิสะโ
“ยิงต่ำ! ยิงต่ำ! อย่าให้มันมุด!”
ะุะเิออกเป็เส้นสว่างในควัน เซิร์กลิงชุดแรกถูกตัดล้ม แต่ชุดที่สองะโข้ามซากพวกเดียวกันทันที เดวิสถอยหนึ่งก้าว ยิงสองนัด กระแทกพานท้ายปืนใส่หน้าตัวที่หลุดเข้ามา แล้วใช้เท้าถีบมันกลับไปในแนวะุ ทหารข้างเขาคนหนึ่งถูกกรงเล็บเกี่ยวขา ล้มลงร้องลั่น เดวิสไม่หันหนี เขาก้าวเข้าไป เหยียบกรงเล็บของมันไว้ ยิงเข้ากะโหลกจนมันแน่นิ่ง แล้วดึงทหารคนนั้นกลับมาหลังแนว
“บอกแล้วอย่ายืนสวย!” เขาะโใส่คนเจ็บ
“ยังอยากหล่ออีกไหม!”
คนเจ็บหัวเราะปนร้องไห้ เดวิสผลักเขาไปให้เรนาร์ที่วิ่งเข้ามารับ
“พาออกไป!”
เรนาร์พยักหน้า ลากคนเจ็บถอย แต่ก่อนถอยเขาหันมายิงช่วยเดวิสอีกชุดหนึ่ง ะุหมดพอดี เขาสบถแล้วเปลี่ยนแม็กอย่างเร็ว คาเอลมองภาพนั้น ทุกอย่างแยกเป็ชั้น เสียงปืนอยู่ชั้นหนึ่ง เสียงลมหายใจของตัวเองอยู่ชั้นหนึ่ง เสียงมิเลียเรียกชื่อเขาอยู่ชั้นหนึ่ง ตัวเลขอยู่เหนือทั้งหมด
[เครื่องลำที่สอง: รับผู้อพยพ 41%]
[แนวช่องขวา: เสี่ยงแตกใน 22 วินาที]
[ตัวเลือก A: ส่งโวร่าเสริมช่องขวา ความเสี่ยงโวร่าาเ็สาหัส 63%]
[ตัวเลือก B: ใช้โดรนะเิของแจ็กซ์ปิดช่อง ความเสี่ยงโดนคนของตนเอง 28%]
[ตัวเลือก C: ปล่อยให้แนวเดวิสถ่วงเวลา อัตรารอดชีวิตรวมสูงสุด]
คาเอลอ่านตัวเลือกนั้น ซ้ำหนึ่งครั้ง ซ้ำอีกครั้ง ตัวเลือก C สว่างกว่าตัวเลือกอื่น อัตรารอดชีวิตรวมสูงสุด คำนี้ควรน่ารังเกียจ แต่สนามรบไม่มีคำสวยงามเหลือให้ใช้แล้ว
มิเลียมองเขา
“คาเอล”
เขาไม่ได้ตอบทันที
“อย่าทำแบบนั้น” เธอพูด
เขายังไม่ได้ออกคำสั่ง แต่เธอรู้ นั่นแย่กว่าการถูกจับได้ เพราะแปลว่าเธอยังอ่านเขาออก หรืออย่างน้อยก็อ่านสิ่งที่เขากำลังจะกลายเป็ออก
คาเอลหันไปหาแจ็กซ์
“เตรียมโดรนะเิไว้ แต่ยังไม่ใช้”
แจ็กซ์หน้าเครียด
“ถ้าช้าไป—”
“อย่าเพิ่งใช้”
“คาเอล—”
“ยัง”
เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่แจ็กซ์หยุดทันที โวร่าหันมามองเขาจากแนวซ้าย เธอเหมือนจะพูดอะไร แต่ฝูงอีกชุดกระแทกเข้ามาก่อน เธอต้องหันกลับไปฟัน ตัวหนึ่งกระโจนใส่ไหล่ เธอหมุนตัวให้มันเฉี่ยวผ่าน แล้วแทงสวนใต้คางจนปลายใบมีดทะลุหลังคอ
ซีนอสยิงจากที่สูงอีกนัด บอสชะงักน้อยมาก น้อยเกินไป
“ะุแบบนี้หยุดมันไม่ได้แล้ว” ซีนอสพูด
“ไม่ต้องหยุด” คาเอลตอบ
“แค่บังคับให้มันเดินตรง”
ปลายสายเงียบ จากนั้นซีนอสหัวเราะเบา ๆ
“เฮ้ นายเริ่มพูดเหมือนมันแล้วนะ”
คำพูดนั้นแทงเข้ามา แต่ไม่ลึกพอ หรือเขาไม่ปล่อยให้มันลึก คาเอลหันไปมองบอส มันกำลังเดินเข้ามาในเส้นทางที่เขา้าจริง ๆ ะุของซีนอสไม่ได้ทำให้มันเจ็บมาก แต่บังคับให้มันเอียงตัวหลบตามสัญชาตญาณ เมื่อมันเอียง ฝูงรอบตัวมันก็เอียงตาม ช่องกลางจึงเปิดขึ้นเพียงเล็กน้อย พอสำหรับเครื่องลำที่สอง พอสำหรับคนอีกหลายสิบชีวิต
เดวิสยังยิงอยู่ แขนพันผ้าของเขาเริ่มเปียกเือีกครั้ง แต่เขาไม่ลดปืน เขาถอยทีละก้าวอย่างมีจังหวะ ไม่ถอยจนแนวหลุด ไม่ยืนจนถูกล้อม ทุกก้าวของเขาซื้อเวลา ทุกนัดของเขาซื้อระยะ ทุกคำด่าของเขาดึงทหารที่กำลังกลัวให้กลับมายืน
“อย่ามองมัน!” เดวิสะโ
“มองปากกระบอกปืนตัวเอง! พวกนายกลัวได้ แต่อย่ายิงมั่ว!”
ทหารข้างเขาสองคนเริ่มนิ่งขึ้น คนหนึ่งร้องไห้ขณะยิง เดวิสเหลือบไปเห็น แต่ไม่ด่า เขาเพียงขยับมายืนบังมุมซ้ายให้
“ดี” เดวิสพูดสั้น ๆ
“ร้องไป ยิงไป ยังดีกว่าตายเงียบ ๆ”
คาเอลได้ยินประโยคนั้น และบางอย่างในอกเขาขยับ ครั้งนี้ระบบไม่กลืนมันทันที มันเป็ความรู้สึกเล็กมาก เจ็บน้อยมาก แต่จริง เดวิสเป็คนแบบนั้น คนที่ทำให้สนามรบยังมีเสียงมนุษย์อยู่ เสียงด่า เสียงหัวเราะครึ่งลมหายใจ เสียงบอกให้คนที่ร้องไห้ยังยิงต่อได้ แล้วตัวเลขก็ทับลงมาอีกครั้ง
[เครื่องลำที่สอง: รับผู้อพยพ 63%]
[เวลาจนฝูงทะลุช่อง: 14 วินาที]
[คำแนะนำ: คงคำสั่งเดิม]
คาเอลหลับตาครึ่งวินาที ในความมืดหลังเปลือกตา เขายังเห็นเส้นทั้งหมด เส้นทางของศัตรู เส้นทางของคนเจ็บ เส้นทางของเครื่อง เส้นทางของเดวิส แล้วเขาลืมตา
“เรนาร์” เขาพูด
“ว่า!”
“พาคนเจ็บกลุ่มสุดท้ายขึ้นเครื่อง อย่ากลับไปช่องขวา”
เรนาร์ชะงัก เขามองไปทางเดวิส
“แต่เดวิส—”
“ได้โปรด”
คำพูดนั้นออกไปเร็วเกินไป นิ่งเกินไป เรนาร์สบตาเขาเพียงเสี้ยวหนึ่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนอยากถามว่านั่นยังเป็คาเอลคนเดิมหรือเปล่า แต่คนเจ็บในมือร้องขึ้นมา เขาจึงกัดฟันแล้วหันไปทางเครื่อง
“ไป! กลุ่มสุดท้ายขึ้น!”
มิเลียไม่พูดอะไร เธอแค่ถอยไปอีกครึ่งก้าว คราวนี้คาเอลเห็นชัด ระยะห่างระหว่างเขากับเธอกลายเป็สามก้าว
เครื่องลำที่สองดูดคนเข้าไปเหมือนแสงสุดท้ายในคืนที่กำลังพัง เด็กคนสุดท้ายของกลุ่มนั้นถูกดึงขึ้นไป ลินายื่นกล่องยาให้อลิน่า แล้วหันกลับมามองแนวขวาเหมือนจะวิ่งไปช่วย อลิน่าคว้าแขนเธอไว้
“ไม่”
“แต่—”
“ไม่” อลิน่าพูดอีกครั้ง เสียงต่ำลงจนเกือบเป็กระซิบ
“บางคนอยู่เพื่อให้เราขึ้นเครื่อง”
ลินานิ่ง น้ำตาเธอไหลออกมา แต่เธอไม่ส่งเสียง
ด้านนอก เดวิสถอยมาถึงซากรถพยาบาล พื้นที่ด้านหลังเขาเหลือน้อยลง ฝูงด้านหน้ามากขึ้น เขาเปลี่ยนแม็กอีกครั้ง มือช้าลงนิดหนึ่ง นิดเดียว แต่คาเอลเห็น เดวิสเองก็คงรู้ เขาเงยหน้ามองมาทางคาเอลผ่านควัน ไฟแดง และฝุ่น ระยะไกลเกินกว่าจะเห็นรายละเอียดสีหน้า แต่ไม่ไกลเกินกว่าจะรู้ว่าเขายังยิ้มอยู่
“คาเอล” เดวิสเรียกผ่านวิทยุ เสียงเขามีสัญญาณรบกวน แตกพร่าเหมือนกำลังส่งมาจากที่ไกลมาก ทั้งที่เขาอยู่ตรงนั้น
“พูดมา”
“เครื่องสองได้คนไปกี่แล้ว”
คาเอลมองตัวเลข
[เครื่องลำที่สอง: รับผู้อพยพ 81%]
“แปดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์”
เดวิสหัวเราะเบา ๆ
“พูดเป็คนหน่อย”
คาเอลเงียบไปครึ่งวินาที
“เกือบหมดแล้ว”
“งั้นก็เอาให้หมด”
ก่อนคาเอลจะตอบ ฝูงชุดใหม่พุ่งเข้าชนช่องขวา เดวิสหันกลับไปทันที ปืนของเขาคำรามอีกครั้ง แสงจากปากกระบอกปืนสว่างวาบบนใบหน้าเขา เป็แสงสั้น ๆ ที่ทำให้เขาดูเหมือนยืนอยู่ระหว่างโลกสองใบ โลกหนึ่งคือควัน เื และกรงเล็บ อีกโลกหนึ่งคือประตูเครื่องบินที่เปิดรอคนรอดอยู่ด้านหลัง
คาเอลมองภาพนั้น และในหัวเขามีเพียงประโยคเดียว ยังไม่ใช่ตอนนี้ ยังไม่ให้เขาตายตอนนี้ แต่สนามรบไม่เคยรับคำสั่งจากความหวัง
บอสยกแขนข้างที่เป็เกราะชีวภาพขึ้น ฝูงรอบตัวมันหยุดพร้อมกัน เงียบ เงียบเพียงเสี้ยวเดียว ความเงียบนั้นน่ากลัวกว่าเสียงบุกทั้งหมด คาเอลรู้ทันที มันกำลังจะเปลี่ยนรูปแบบ
“เดวิส ถอย!” เขาะโ
ครั้งแรกในคืนนั้น เสียงของเขาหลุดจากความนิ่ง เดวิสหันมาเพียงครึ่งหน้า และในเสี้ยววินาทีนั้น พื้นใต้ช่องขวาก็สั่น ไม่ใช่จากด้านหน้า แต่จากใต้ซากรถพยาบาล กรงเล็บสีดำแทงทะลุพื้นคอนกรีตขึ้นมาเหมือนหอกหลายเล่ม ทหารคนหนึ่งถูกกระแทกลอยไปชนกำแพงแตก อีกคนล้มลงก่อนจะถูกบางอย่างลากหายเข้าใต้ควัน เสียงร้องของเขาถูกตัดสั้นเหมือนมีใครใช้มือปิดปากจากใต้พื้น
เดวิสะโถอยทันที แต่แรงกระแทกทำให้เขาเสียหลัก เขากลิ้งกับพื้น ไหล่กระแทกซากเหล็กดังสนั่น
“เดวิส!” โวร่าะโ
เดวิสกัดฟัน ยันตัวขึ้นทันที เืไหลจากปาก แต่ปืนยังอยู่ในมือ เขายิงลงพื้น นัดแรก นัดสอง นัดสาม เสียงกรีดร้องใต้คอนกรีตดังขึ้น พื้นแตกออก เซิร์กลิงตัวหนึ่งที่มุดใต้ซากพุ่งขึ้นมา เดวิสใช้ปืนกระแทกหน้ามันแล้วถีบซ้ำจนมันตกกลับลงไปในหลุม
“แมร่งเอ้ย มันมาใต้ดินแล้ว!” เขาะโ
“คาเอล! ช่องนี้อยู่ได้ไม่นาน!”
คาเอลมองตัวเลขที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
[ช่องขวา: ล้มเหลวใน 9 วินาที]
[เครื่องลำที่สอง: รับผู้อพยพ 88%]
[คนที่ยังไม่ขึ้น: 17]
สิบเจ็ดคน ตัวเลขเล็ก แต่ไม่เล็ก เพราะทุกตัวเลขมีหน้า มีเสียง มีลมหายใจ มีมือที่กำลังจับราวเครื่อง มีเด็กที่ยังปีนไม่ขึ้น มีหมอที่ยังไม่ยอมทิ้งคนเจ็บ มีโรแวนที่ยังยืนดึงคนขึ้นทีละคน
คาเอลหันไปหาแจ็กซ์
“โดรนะเิ เตรียมปิดหลุม”
แจ็กซ์นิ่งไปทันที
“ระยะนั้นใกล้เดวิสมาก”
“ฉันรู้”
“เฮ้ ฉันพูดจริงนะโว้ย มันใกล้เกินไป”
“ฉันรู้”
แจ็กซ์สบตาเขา คราวนี้ไม่มีมุก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำประชด มีเพียงคำถามเงียบ ๆ ว่านายแน่ใจหรือเปล่า
คาเอลมองกลับ และไม่ตอบด้วยคำพูด แจ็กซ์กัดฟันกดคำสั่งบนกล่องควบคุม
โดรนตัวเล็กที่ติดะเิใต้ท้องบินขึ้นจากหลังลังไม้ เสียงใบพัดของมันเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงา แต่มันบินตรงไปยังช่องขวาเหมือนแมลงเหล็กตัวสุดท้ายของคืน เดวิสเห็นมัน เขาหันมาทางคาเอล คราวนี้คาเอลเห็นชัด เดวิสไม่ได้ใ เขาเข้าใจ และนั่นทำให้แย่กว่าเดิม
“เดวิส ถอยสามเมตร!” คาเอลสั่ง
เดวิสถอยทันที หนึ่งเมตร สองเมตร ฝูงพุ่งขึ้นจากหลุมอีกครั้ง เขาต้องหยุดยิง สามเมตรไม่ครบ
“อีกเมตร!” คาเอละโ
เดวิสหัวเราะผ่านวิทยุ ทั้งที่กำลังยิงจนปืนสะท้อนใส่ไหล่ “ถ้านายอยากได้อีกเมตร นายลงมาเอาเอง!”
โดรนเข้าใกล้หลุม คาเอลยกมือ รอ อีกนิด อีกนิดเดียว เดวิสเหวี่ยงตัวหลบกรงเล็บ พานท้ายปืนฟาดใส่หัวตัวหนึ่งจนปืนเกือบหลุดมือ เขาถอยอีกครึ่งก้าว พอ
“ตอนนี้!” คาเอลสั่ง
แจ็กซ์กดปุ่ม แสงะเิสว่างวาบขึ้นจากช่องขวา เสียงดังอัดเข้าหูทุกคนจนโลกเหมือนถูกปิดไปชั่วขณะ แรงกระแทกผลักควัน เศษคอนกรีต และเืดำกระจายออกเป็วง ซากรถพยาบาลยกตัวขึ้นครึ่งหนึ่งแล้วตกลงมากระแทกพื้นดังสนั่น ไฟลุกตามขอบหลุมเป็เส้นสีส้ม ความร้อนพุ่งมาแตะใบหน้าคาเอลแม้เขาจะยืนห่างออกไปหลายสิบเมตร
เดวิสถูกแรงะเิเหวี่ยงไปชนกำแพงแตก ร่างเขาตกลงบนพื้น ไม่ขยับอยู่หนึ่งวินาที สองวินาที คาเอลรู้สึกหัวใจตัวเองหยุด จากนั้นเดวิสก็ไอออกมา เขายันตัวขึ้นช้า ๆ เหมือนร่างกายทั้งร่างกำลังประท้วง ผ้าพันแขนหลุดลงมาครึ่งหนึ่ง เืไหลตามนิ้ว แต่เขายังยกปืนขึ้น
“ยังอยู่” เดวิสพูดผ่านวิทยุ เสียงแหบจนแทบไม่ใช่เสียงเดิม
“เลิกทำหน้าเหมือนฉันตายได้แล้ว”
ไม่มีใครหัวเราะ แต่หลายคนหายใจออกพร้อมกัน คาเอลเพิ่งรู้ว่าตัวเองกลั้นหายใจอยู่ เครื่องลำที่สองรับคนเพิ่มขึ้น
[เครื่องลำที่สอง: รับผู้อพยพ 96%]
เหลืออีกไม่กี่คน โรแวนผลักทหารคนสุดท้ายขึ้นเครื่อง แล้วหันมองลานด้านนอก
“อลิน่า!” เขาะโ “ขึ้น!”
อลิน่ายังอยู่ข้างเปลคนเจ็บคนหนึ่ง
“เขายังหายใจ!”
“งั้นพาเขาขึ้น!”
“ต้องช่วยฉันยก!”
โรแวนวิ่งลงจากทางลาดโดยไม่ลังเล เขากับเรนาร์ช่วยกันยกเปลขึ้น เครื่องสั่นจากแรงลม นักบินะโผ่านลำโพงให้รีบปิดประตู แต่ไม่มีใครฟัง ทุกคนฟังเพียงเสียงฝูงที่กำลังกลับมา บอสยังยืนอยู่นอกแนว การะเิไม่ได้ทำให้มันรีบ มันเพียงเอียงหัวเล็กน้อย เหมือนกำลังเรียนรู้
คาเอลมองมัน มันมองกลับ ระยะห่างยังเท่าเดิม แต่บางอย่างระหว่างพวกเขาแคบลง
[หน่วยบัญชาการศัตรูปรับกลยุทธ์]
[คาดการณ์: การโจมตีถัดไปจะไม่มุ่งทำลายแนว]
[เป้าหมายถัดไป: บุคคลสำคัญ]
คาเอลเย็นวาบ
“ทุกคนออกจากลาน!” เขาะโ
“มันจะยิง—”
ยังไม่ทันจบ บอสยกแขนอีกข้างขึ้น เส้นแสงใต้เปลือกแข็งของมันสว่างขึ้นพร้อมกัน ราวกับเืในร่างมันกลายเป็ไฟสีซีด อากาศรอบแขนบิดเบี้ยว ฝุ่นและควันถูกดึงเข้าหาจุดเดียว ซีนอสยิงทันที นัดแรกกระแทกไหล่บอส นัดสองเข้าที่คอ นัดสามเฉียดดวงตา มันไม่หยุด เพียงเบี่ยงทิศเล็กน้อย เล็กน้อยพอให้ลำแสงหรือะุชีวภาพที่พุ่งออกจากแขนมันไม่โดนเครื่องโดยตรง แต่มันพุ่งไปยังทางลาด ตรงที่โรแวน อลิน่า และเปลคนเจ็บกำลังขึ้น
คาเอลเห็นเส้นทาง เห็นก่อนมันถึง แต่ร่างกายเขาอยู่ไกลเกินไป
“หมอบ!” เขาะโ
โรแวนหันมา ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาไม่ได้หมอบ เขาผลักเปลคนเจ็บขึ้นไปบนทางลาด ผลักอลิน่าตาม แรงกระแทกสีซีดเฉี่ยวผ่านขอบเครื่องแล้วะเิใส่พื้นข้างทางลาด เสียงดังทึบไม่เหมือนะเิทั่วไป แต่มันเหมือนอากาศถูกบีบจนแตก แรงะเืทำให้ทุกคนล้มลง ไฟในเครื่องกะพริบ โรแวนกระเด็นออกจากทางลาด ร่างเขากลิ้งไปบนพื้นคอนกรีต
คาเอละโชื่อเขา แต่เสียงตัวเองเหมือนอยู่ไกลมาก โรแวนยังขยับ เขายังไม่ตาย ยังหายใจอยู่
เรนาร์วิ่งลงไปหาเขา
“โรแวน!”
“อย่า!” คาเอละโ
“กลับขึ้นเครื่อง!”
เรนาร์หยุด หยุดจริง ๆ เพราะคำสั่งนั้นคมเกินไป เพราะสถานการณ์ชัดเกินไป เพราะฝูงกำลังกลับมา โรแวนเงยหน้าขึ้น เืไหลจากหน้าผากลงมาข้างแก้ม เขามองเรนาร์ แล้วส่ายหน้าเบา ๆ ไม่ใช่ตอนนี้ ยังไม่ใช่จุดจบของเขา แต่เป็เงาที่เดินเข้ามาใกล้แล้ว
คาเอลรู้ และสิ่งที่น่ากลัวคือเขารู้พร้อมกับระบบ
[เครื่องลำที่สอง: พร้อมออกตัว]
[หากรอเกิน 12 วินาที: ความเสี่ยงถูกทำลาย 61%]
[หากออกทันที: ผู้ตกค้างในลาน 1–3 ราย]
ผู้ตกค้าง คำนี้เย็นเกินไป คาเอลกัดฟัน
“เรนาร์ ขึ้นเครื่อง”
เรนาร์หันมามองเขา ดวงตาแดงก่ำ
“เขายังอยู่!”
“ต้องไปแล้ว ขึ้นเครื่อง”
“คาเอล!”
คาเอลมองไปที่บอส มันกำลังยกแขนอีกครั้ง ถ้าเครื่องไม่ออกตอนนี้ ทุกคนในเครื่องจะตาย เขาหันกลับมา
“ขึ้นเครื่องเดี๋ยวนี้ หรือจะให้ตายกันหมดวะ”
โลกเหมือนเงียบไปอีกครั้ง เรนาร์ยืนอยู่ระหว่างเพื่อนกับเครื่อง ระหว่างคำสั่งกับหัวใจ ระหว่างการรอดกับการเป็มนุษย์ แล้วโรแวนก็ยกมือขึ้น ไม่มาก แค่พอให้เห็น เขาชี้ไปที่เครื่อง ปากเขาขยับ คาเอลอ่านได้จากระยะไกล
ไป
เรนาร์เหมือนถูกต่อยเข้าที่หน้าอก เขาถอยหนึ่งก้าว ส่ายหน้า แต่อลิน่าที่อยู่บนทางลาดเอื้อมมือมาจับเสื้อเขาแล้วดึงสุดแรง
“ขึ้นมา!” เธอร้องทั้งน้ำตา
“ขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
เรนาร์ถูกดึงขึ้นไปครึ่งตัว มือเขาเกาะขอบประตู เขามองโรแวนแล้วเขาสะบัดตัวออกหล่นลงพื้นอีกครั้ง
“ไปได้!” โรแวนะโ
ประตูท้ายเริ่มปิด เรนาร์ยังอยู่บนพื้น เดวิสยังคุมช่องขวาที่ไหม้ไฟ โวร่ายืนกลางแนวซ้าย มิเลียอยู่ห่างจากคาเอลสามก้าว และคาเอลยืนอยู่ตรงกลางของทุกสิ่ง
เครื่องลำที่สองยกตัวขึ้น แรงลมกระแทกพื้นอีกครั้ง ฝุ่นและควันปิดลานจนมองแทบไม่เห็นอะไร ประตูท้ายปิดลงเกือบสนิทก่อนเครื่องจะทะยานขึ้น เอียงผ่านอาคารฝึกเก่าไปอย่างหวุดหวิด เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ สูงห่างออกไป คนอีกกลุ่มหนึ่งรอดแล้ว แต่พื้นด้านล่างเงียบลงอย่างน่ากลัว ไม่ใช่เพราะาจบ แต่เพราะสิ่งที่เหลืออยู่น้อยลง
คาเอลยืนฟังเสียงเครื่องลำที่สองห่างออกไป ลมจากใบพัดค่อย ๆ ลดลง ควันตกกลับ กลิ่นเืชัดขึ้น กลิ่นไหม้ชัดขึ้น ความร้อนจากไฟตรงช่องขวาแตะผิวหน้าเหมือนมือหยาบ ๆ ในควันด้านหน้า บอสก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว
เดวิสยกปืนขึ้น โวร่าขยับใบมีด ซีนอสบรรจุะุนัดใหม่บนที่สูง มิเลียไม่พูด คาเอลก็มองไปข้างหน้า ระบบขึ้นข้อความใหม่ในหัวเขา
[Zero Hour: ระยะสุดท้าย]
[จำนวนผู้เหลือบนพื้น: ลดลง]
[แรงกดดันศัตรู: เพิ่มขึ้น]
[อัตรารอดชีวิตโดยรวม: เพิ่มขึ้น]
เขาอ่านมันช้า ๆ แล้วมองช่องขวาที่เดวิสยืนอยู่ เดวิสหันมาหาเขาอีกครั้ง ยิ้มเหมือนเดิม แม้เืจะเต็มปาก แม้แขนจะสั่น แม้ปืนจะใกล้หมดะุ
“เครื่องสองไปแล้วใช่ไหม” เดวิสถาม
คาเอลตอบ
“ไปแล้ว”
เดวิสพยักหน้า
“ดี”
คำเดียว สั้นมาก ธรรมดามาก แต่มันทำให้คาเอลรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหนักขึ้น บอสยกแขนขึ้นอีกครั้ง ฝูงด้านหลังเริ่มเคลื่อน คาเอลรู้ว่าเครื่องลำที่สามอาจมาไม่ทัน รู้ว่าต่อจากนี้จะไม่ใช่การอพยพแบบเดิมอีกแล้ว รู้ว่าคืนนี้ยังต้องกินคนอีกมาก และลึกลงไปในหัว ระบบก็ยังคงนับต่ออย่างไม่เหนื่อย ไม่เศร้า ไม่ลังเล เหมือนมันไม่เข้าใจว่าตัวเลขทุกตัวมีชื่อ
คาเอลกำมือแน่น มองบอสผ่านควัน แล้วออกคำสั่งต่อไปด้วยเสียงที่นิ่งกว่าหัวใจของตัวเอง
“ทุกแนว เตรียมรับการบุกระลอกถัดไป”
ไม่มีใครตอบทันที มีเพียงเสียงเปลี่ยนแม็กกาซีน เสียงลากเท้าถอยเข้าตำแหน่ง เสียงหายใจหนักของคนที่ยังไม่ตาย และความเงียบของคนที่รู้ว่า การรอดครั้งต่อไป อาจต้องแลกแพงกว่าครั้งก่อน เดวิสยืนอยู่ตรงช่องขวา แขนพันผ้า ปืนยังนิ่ง และคาเอลเห็นเขา เห็นชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เหมือนสนามรบกำลังบังคับให้เขาจำเอาไว้ ก่อนจะพรากมันไป….