เยี่ยซางตีแขนซ้ายของเขาก่อนจะส่งพลังทั้งหมดเข้าไปแล้วจึงมีเสียงระเบิดดังขึ้น แขนเสื้อของเยี่ยซางขยับไหวเหมือนมีหนูกำลังวิ่งอยู่ภายในพลังงานเคลื่อนตัวไปมา แล้วเส้นเอ็นก็เปิดออกในที่สุด
เยี่ยซางทำจิตใจของเขาให้มั่นคงจากนั้นจึงตีที่แขนขวาของตนเอง
กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ยากลำบากผลกระทบต่อเส้นเอ็นสร้างความเจ็บปวดพอๆ กับการโดนผู้อื่นหักกระดูกออกเป็นเสี่ยงๆแต่เยี่ยซางก็กัดฟันและอดทนต่อไป
เมื่อเส้นเอ็นที่แขนซ้ายและขวาเปิดออกเยี่ยซางก็เริ่มเปิดเส้นเอ็นที่ขา เขาใช้เวลาสองชั่วยามเยี่ยซางจึงสามารถเปิดเส้นเอ็นที่แขนและขาของตนเองเพื่อฝึกฝนคัมภีร์หมื่นวิถีขั้นหกของเลี่ยนเซวี่ยได้
ตอนที่เยี่ยซางออกมาจากห้องร่างกายของเขาก็เปียกโชกด้วยเหงื่อผลกระทบในการก้าวขึ้นไปอีกลำดับครั้งก่อนไม่หนักหนาเท่าครั้งนี้
“เจ้าเป็นอะไรไปหรือ?” ชิงจีที่มาถึงลานบ้านถามเยี่ยซาง
ทั้งสองกินข้าวด้วยกันทุกวันแต่ตอนเที่ยงวันนี้ เยี่ยซางกลับไม่ได้ไปที่นั่น ชิงจีจึงเข้ามาดูอีกฝ่ายแทนแต่แล้วก็ต้องรู้สึกตกใจเมื่อเห็นสภาพของเด็กหนุ่ม
“ข้าไม่เป็นอะไรเพียงแต่การบ่มเพาะค่อนข้างยากเท่านั้น ข้าจะไปอาบน้ำก่อน”เยี่ยซางพยักหน้าให้ชิงจีและเดินไปทางลำธารในป่าไผ่
เมื่อมองไล่หลังของเยี่ยซางไปชิงจีก็ตกอยู่ในความคิด นางเห็นได้ว่าระดับการบ่มเพาะของเยี่ยซางไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่ร่างกายกับเลือดเนื้อของเขาต่างหากที่แข็งแกร่งขึ้นมาก
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเยี่ยซางก็รู้สึกสดชื่นและเบิกบานใจกว่าเดิม
“สิบสามกินข้าวก่อนสิ!” ชิงจีกล่าว
ชิงจีพาเยี่ยซางไปยังที่พักของนางแล้วส่งชามข้าวต้มให้เขา
เยี่ยซางถามชิงจีว่าการกินยาปี้กู่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการกินอาหารได้อยู่แล้วทำไมนางต้องทำอาหารเองทุกวัน
ชิงจีตอบว่าทั้งหมดนี้เป็นไปตามธรรมชาติหากไม่ใช่เพื่อการฝึกฝนหรือไม่มีความจำเป็น การกินอาหารก็ย่อมดีกว่าคำพูดของชิงจีทำให้เยี่ยซางเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องของจิตใจ
“ศิษย์พี่หญิงท่านมีเรื่องอะไรในใจหรือ?” เยี่ยซางมองที่ชิงจีและถาม
“วันนี้ข้าไปที่บ้านของท่านอาจารย์มาท่านอารมณ์ไม่ดีเท่าไรนัก เห็นว่ามีนิกายเพลิงนิรันดร์มารวบรวมทรัพยากร”ชิงจีกล่าว
“นิกายเพลิงนิรันดร์? ภายในพื้นที่หนึ่งแสนลี้หุบเขาโอสถของเราเป็นกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่หรือ?” เยี่ยซางถามด้วยความสงสัย
“กองกำลังที่ใหญ่ที่สุดหรือ? เจ้าคงไม่ทราบสถานการณ์ศิษย์พี่หญิงจะบอกเจ้าให้”ชิงจีวางอาหารลงบนโต๊ะและบอกเยี่ยซางเกี่ยวกับรูปแบบของทวีปตงเสวียนและแคว้นตงเสวียนให้ฟัง
ทวีปตงเสวียนมีพื้นที่หลายสิบล้านลี้และมีเจ็ดมหาอำนาจ ได้แก่ สำนักแสงศักดิ์สิทธิ์สำนักวิหคฟ้าคำราม สำนักเมฆาสิ้นสูญ สำนักอาวรณ์สลาย นิกายดาราเมฆนิกายเพลิงนิรันดร์ และนิกายใต้ดารา
หุบเขาโอสถเป็นเพียงกองกำลังระดับกลางของกองกำลังชั้นหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่แม้แต่ระดับสูงสุด โดยเป็นกองกำลังที่สังกัดกับนิกายเพลิงนิรันดร์ ทุกๆ ปีพวกเขาจะต้องมอบทรัพยากรบางส่วนให้กับนิกายเพลิงนิรันดร์ทรัพยากรของนิกายในพื้นที่ของสำนัก รายได้ประจำปีของร้านยา และผลผลิตของทรัพยากรต่างๆซึ่งมีสามอย่างที่จะต้องส่งมอบให้กับนิกายเพลิงนิรันดร์
เยี่ยซางรู้สึกอึดอัดใจเขาเข้าร่วมหุบเขาโอสถมาระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับหุบเขาโอสถมากนัก ซึ่งแตกต่างจากยอดเขาไท่เสวียนยอดเขาไท่เสวียนเป็นเหมือนบ้านของเขา พอตอนนี้หุบเขาโอสถอับอายยอดเขาไท่เสวียนก็อับอายเช่นกัน แน่นอนว่าเขาต้องรู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว
“ทำไมหุบเขาโอสถของเราไม่สามารถกลายเป็นมหาอำนาจได้หรือ? มีเงื่อนไขอะไรบ้าง? ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะโดนบีบคั้นอยู่เสมอคงเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ในอนาคต” เยี่ยซางกล่าว
“เพราะอะไรน่ะหรือ? เป็นเพราะมรดกนะซิ”ชิงจีกล่าว
คำกล่าวของชิงจีทำให้เยี่ยซาง เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น อำนาจของแคว้นตงเสวียนรุ่งเรืองวันนี้แต่อาจถูกทำลายในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ผลัดเปลี่ยนขึ้นลงกันไปไม่มีความแน่นอน
หุบเขาโอสถยืนหยัดมาได้ตลอดซึ่งก็เกี่ยวข้องกับอิสรภาพของหุบเขาโอสถด้วยผู้ฝึกตนจำนวนมากต่างต้องการยาและสมุนไพรดังนั้นพวกเขาจะไม่ยั่วยุหรือต่อต้านหุบเขาโอสถง่ายๆแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่หุบเขาโอสถอยู่ใต้เจ็ดมหาอำนาจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่ไม่สามารถกลายเป็นมหาอำนาจได้ เนื่องจากมรดกของหุบเขาโอสถถูกทำลายคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์สูญหายไป
เมื่อนานมาแล้วกลุ่มผู้ฝึกตนต่างถิ่นปรากฏตัวขึ้นที่หุบเขาโอสถอย่างกะทันหันบรรพบุรุษของหุบเขาโอสถได้ออกมาต่อสู้กับพวกเขา จนผู้ฝึกตนทั้งหมดเสียชีวิตอย่างไรก็ตามคัมภีร์บ่มเพาะประจำสำนักหายไปวิชาที่สืบทอดกันมาในปัจจุบันจึงคัดลอกโดยลูกศิษย์ในเวลานั้นตามระดับการบ่มเพาะของพวกเขาเอง
“ผู้บ่มเพาะต่างถิ่นเหล่านั้นมาจากที่ใดกัน?” เยี่ยซางถาม
“ตามบันทึกไว้ในตำราโบราณว่ามาจากไท่ชวนใครจะรู้ว่าไท่ชวนอยู่ที่ไหน? แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่เข้าใจหุบเขาโอสถมีบันทึกไว้ในตำราว่าที่ไท่ชวนมีปัญหาสำนักที่แข็งแกร่งล้วนถูกส่งไปปกป้องไท่ชวน แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นบรรพบุรุษที่ไปปกป้องไท่ชวนกลับไม่ได้ปรากฏตัว” ชิงจีอธิบายให้เยี่ยซางช้าๆ
เยี่ยซางมีความคิดบางอย่างบางทีหุบเขาลึกด้านหลังยอดเขาไท่เสวียนอาจเป็นไท่ชวนเฟิงเสินเป็นผู้พิทักษ์ของหุบเขาโอสถในไท่ชวน เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเฟิงเสินอาจโดนปราณมรณะแทรกแซงและเสียชีวิตไปก่อนเสียแล้ว
“ดูเหมือนข้าจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้”เยี่ยชางกล่าว
“ในการต่อสู้ครั้งนั้นเจ้าสำนักของหุบเขาโอสถเกือบจะเสียชีวิตแล้วทำให้ไม่มีผู้ฝึกตนระดับห้าหรือสูงกว่านั้นในหุบเขาโอสถผู้รอดชีวิตเขียนเคล็ดวิชาตามการบ่มเพาะของตนเอง มันจะเทียบกับต้นฉบับได้อย่างไร? ไม่ต้องพูดถึงวิชาหม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นวิชาระดับสูงสุดในคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่วิชาหม้อโอสถสวรรค์ก็ไม่สมบูรณ์ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ผู้อาวุโสในหุบเขาโอสถจะฝึกฝนถึงระดับห้าส่วนผู้ที่เข้าสู่ระดับห้าไปแล้วล้วนมีพรสวรรค์อย่างมากเพราะสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง”ชิงจีกล่าวกับเยี่ยซาง
“ศิษย์พี่หญิงท่านอย่ากังวลไปเลย เมื่อถึงที่สุดแล้วทุกอย่างก็จะต้องพลิกกลับบางทีสักวันหนึ่งอาจจะพบคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ก็ได้!”เยี่ยซางพูดด้วยรอยยิ้มเขาคิดอยู่ครู่หนึ่งและรู้สึกว่ามันไม่เหมาะที่จะพูดถึงคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ถ้าจะพูด หลิ่วหยางอวี่คงจะพูดเอง
อาคารด้านหลังของยอดเขาตานติ่งในขณะนี้หลิ่วหยางอวี่และชายชราในชุดผ้าป่านนั่งอยู่ตรงข้ามกัน
“หยางอวี่เจ้าไม่ได้มาหาอาจารย์อาที่นี่หลายปีแล้ว มีเรื่องอะไรหรือ? เรื่องพื้นที่ซ่อนเร้นนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เจ้าไม่ต้องห่วงไป” ชายชราในชุดผ้าป่านที่เป็นผู้อาวุโสใหญ่กล่าว
“อาจารย์อาข้าไม่ได้มาที่นี่เพราะเรื่องนั้น”หลิ่วหยางอวี่ยื่นมือออกไปแล้วส่งคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้อาวุโสผู้ใหญ่
เมื่อสายตาของเขากวาดผ่านคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ชายชราก็ยืนขึ้น กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาสั่นสะท้าน “นี่คือ?”
“ใช่มันคือต้นฉบับ!” หลิ่วหยางอวี่พยักหน้า
ชายชราในชุดผ้าป่านนั่งลงและเปิดคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ด้วยมือที่สั่นเทาหลังจากอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ชายชราก็หลับตาลง แต่หน้าอกของเขากลับขยับขึ้นลงอย่างรุนแรงเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้รู้สึกสงบเลยแม้แต่น้อย
“การเติบโตของหุบเขาโอสถมีความหวังแล้วมีความหวังแล้ว! หยางอวี่ เจ้าต้องการอะไร? ถ้าเจ้าต้องการที่จะเข้าไปในหอบูชาก็สามารถไปได้แต่ยอดเขาไท่เสวียนเล่า?” ชายชราในชุดผ้าป่านรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยจนน้ำเสียงของเขาสั่นไหว
“อาจารย์อาท่านอย่าตื่นเต้นไป คัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์นี้ ข้าไม่ได้เป็นผู้เอากลับมาเป็นสิบสามเอามันกลับมา” หลิ่วหยางอวี่กล่าว
“ลูกศิษย์คนที่สิบสามของเจ้าเยี่ยซางหรือ? เจ้าตัวเล็กคนนั้นไม่เลวทีเดียวทั้งยังมีโชคที่ดีอยู่ในตัวด้วย น่าทึ่งเสียจริง”ชายชราในชุดผ้าป่านพยักหน้าและพูด
“อาจารย์อาท่านจะให้การตอบแทนเช่นใดแก่สิบสามหรือ?” หลิ่วหยางอวี่ถามด้วยรอยยิ้ม