บทที่ 5
ถอนพิษ (2)
หยวนิเหม่ยขบเม้นริมฝีปากบางเข้าหากัน ดวงตาหวานปิดลงยกแขนซ้ายขึ้นกอดอกขณะที่วางนิ้วชี้มือขวาไว้ที่กลางหว่างคิ้วเคาะเบาๆ อย่างใช้ความคิด
วันก่อนนางพึ่งมีเื่กับบุตรชายพ่อค้าที่ชายเมืองหยวน วันต่อมายังตกน้ำพลัดหลงหายไปทั้งคืน เช่นนี้แล้ววันพรุ่งนี้มารดาของนางย่อมไม่มีทางอนุญาตให้นางออกไปนอกจวนกุลเหออย่างแน่นอน เช่นนี้แล้วนางควรทำอย่างไรดี ใครกันที่จะสามารถทำให้มารดาของนางเชื่อฟังได้ นิ้วชี้ขวาพลันชะงักดวงตาหวานเปิดขึ้นเปล่งประกายสดใส
เหอซูเย่ขมวดคิ้วสีเทาของตนจดจ้องหลานสาวตัวน้อยตรงหน้าด้วยแววตาสงสัย หากแต่ในอกกลับรู้สึกสุขล้นอย่างประหลาด
ในอดีตฮวาเอ๋อร์ก็เคยเอาใจเขาเช่นนี้ เป็เขาที่เ็าใส่นางจนความสัมพันธ์ห่างเหิน ดังนั้นวันนี้เขาจะไม่มีวันให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างแน่นอน
“ิเหม่ย มาหานั่งข้างๆ ข้า”
หยวนิเหม่ยยกยิ้มกว้างดวงตาเปล่งประกาย ยามนี้นางอายุสิบสามแล้วหากจะวิ่งเข้าไปนั่งตักผู้เป็ตาเช่นเด็กน้อยคงมิได้ ดังนั้นจึงเดินเข้าไปหาเขาด้วยท่วงท่างดงามก่อนนั่งลงด้านข้างยื่นแขนเล็กโอบรอบเอวหนาอย่างเอาใจ
“ไม่ต้องมาออดอ้อน บอกความ้าของเ้ามา”
แม้น้ำเสียงจะดุดันตามแบบแม่ทัพใหญ่แต่หยวนิเหม่ยกับเห็นความอ่อนโยนในแววตาของผู้เป็ตาชัดเจน
“ท่านตาของข้าช่างปราชเปรื่องยิ่ง”
หึ!! เหอซูเย่ส่งเสียงเย้ยหยันในลำคอ หลานสาวผู้นี้นอกจากออดอ้อนเก่งแล้วยังช่างเจรจายิ่งนัก
“ก่อนมาที่นี่ข้าเกิดตกน้ำจนล้มป่วยความจำก็ขาดหายไป วันก่อนได้ยินคนในจวนเอ่ยถึงท่านหมอชง ที่ร้านโอสถเซียนจึงอยากพบเขาสักครั้ง ท่านตาท่านเชิญเขามาดูอาการข้าได้หรือไม่เ้าคะ”
เหอซูเย่มองดวงตาหวานที่เปล่งประกายจดจ้องมองมายังตนอย่างคาดหวังแล้วได้แต่ถอนนหายใจยาววางมือหนาบนศีรษะของนาง
“ิเหม่ยเอ๋ย ไม่ใช่ตาผู้นี้ไม่อยากช่วยเ้า แต่หมอชงผู้นี้แม้ฝีมือดุจเทพเซียนแต่นิสัยเย่อหยิ่งหากมิปรารถนารักษาต่อให้องค์ฮ่องเต้มาเชิญก็อาจถูกปฏิเสธ”
“เช่นนั้นขอจะไปพบเขาเอง”
เหอซูเย่ถอนหายใจยาวมองดวงตาคาดหวังของนางแล้วได้แต่จนใจมิกล้าที่จะเอ่ยปากปฏิเสธนาง
“เช่นนั้นข้าจะให้จิ้งซวงไปส่งก็แล้วกัน”
แม้ไม่แน่ใจว่าคนที่ท่านตาเอ่ยถึงนั้นหมายถึงผู้ใด หากแต่เพียงนางสามารถไปที่ร้านโอสถเซียนได้ก็เพียงพอแล้ว
หยวนิเหม่ยลอบมองบุรุษสูงโปร่งด้านข้าง ใบหน้าของเขานิ่งสงบราวกับบุรุษไร้อารมณ์ หลังจากซักไซ้จากสาวใช้ในจวนหยวนิเหม่ยจึงรู้ว่าบุรุษผู้นี้คือเหอจิ้งซวง หลานชายคนโตของจวนแม่ทัพเหอหรือญาติผู้พี่ของนางนั่นเอง
“ิเหม่ยต้องรบกวนพี่ชายแล้ว”
“รู้เช่นนั้นก็ดี”
หยวนิเหม่ยยิ้มค้างมองบุรุษร่างสูงเดินนำนางออกมาจากจวนด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ให้ตายเถอะหากไม่ใช่เพราะนางเองจำเป็ต้องออกนอกจวนด้วยประโยคนี้ของเขานางคงต้องเลี้ยวกลับไปนั่งปักผ้ากับมารดาอย่างแน่นอน
ตลอดการเดินทางราวหนึ่งเค่อ ญาติผู้พี่ของนางไม่เอ่ยวาจาใดอีกเลยเมื่อมาถึงยังร้านโอสถเซียนเขาเพียงแสดงป้ายประจำตระกูลเหอเท่านั้นคนดูแลร้านก็เชิญเขาและนางขึ้นไปยังชั้นสองของร้าน
“ท่านหมอชงกล่าวว่าให้จัดห้องนี้ไว้รับรองพวกท่าน”
เหอจิ้งซวงขมวดคิ้วเล็กน้อย หยวนิเหม่ยเห็นรยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากของเขาแล้วพลันหางตาซ้ายกระตุกขึ้นมา
“คุณหนูสามสกุลหยวนเช่นเ้าคงใหญ่โตมิเบา แม้แต่ท่านหมอชงยังสามารถนัดพบได้เช่นนี้”
สายตาเย้ยหยันจดจ้องมาที่นาง ก่อนหน้านี้ท่านปู่บอกแก่เขาว่าน้องสาวต่างสกุล้ามาพบท่านหมอชง แม้รู้ดีว่าอย่างไรความ้านี้ของนางคงมิอาจสนองแต่ท่านปู่กลับมิอาจตัดรอนนางได้ จึงให้เขาพานางมาที่ร้านโอสถเซียน เพื่อให้ท่านหมอผู้เย่อหยิ่งเป็คนเอ่ยปากกับนางเอง
“พี่ชายท่านกล่าวเกินไปแล้ว มิใช่ว่าเมื่อครู่ท่านแสดงป้ายประจำตระกูลเหอหรอกหรือพวกเขาจึงรับรองเราดีเช่นนี้”
หึ!!
เหอจิ้งซวงส่งเสียงเย้ยในคอก่อนยกชาขึ้นดื่ม เพื่อข่มอารมร์หงุดหงิดในใจ มารดาของนางทำเื่ให้ท่านปู่ต้องช้ำใจมาหลายปียามนี้ตัวนางยังอาศัยความเอ็นดูจากท่านปู่ ใช้วาจาหาประโยชน์ใส่ตน
“หากเ้าทำให้สกุลเหอเดือดร้อน ข้าสาบานว่าจะไม่ปล่อยเ้าไปอย่างแน่นอน”
หยวนิเหม่ยขมวดคิ้วเรียวจดจ้องบุรุษตรงหน้า สายตาหวานแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็นจดจ้องกลับนิ่ง
“มารดาของข้าเป็คนสกุลเหอเืในตัวข้าครึ่งหนึ่งก็เป็คนสกุลเหอ แม้ข้าจะใช้แซ่หยวนแต่มิเคยลืมกำพืดตนเอง”
เหอจิ้งซวงถูกแววตาเยือกเย็นของนางสะกดจนนิ่งงันมือหนาพลันสั่นสะท้านอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายจึงเบี่ยงสายตาหลบเลี่ยงนางแล้วเอ่ยเสียงเยือกเย็นตอบโต้กลับไป
“จำคำเ้าไว้ให้ดี”
เสียงประตูห้องรับรองเปิดออกสตรีในชุดสีม่วงใบหน้าครึ่งล่างปกปิดเอาไว้ด้วยผ้าโปร่ง หากแต่แววตาเย้ายวนของนางนั้นบ่งบอกว่านางย่อมเป็หญิงงามผู้หนึ่งในแคว้นอู่
“นี่คือท่านหมอชง”
เหอจิ้งซวงขมวดคิ้วเข้มมองสตรีตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง เพราะท่านหมอชงนั้นมีนิสัยเย่อหยิ่งและไม่นิยมรักษาให้ผู้ใดโดยง่าย ทำให้แม้แต่เขาก็มิเคยพบพานท่านหมอเทวดาผู้นี้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าตัวตนของท่านหมอชื่อดังเป็สตรีอีกทั้งยังอ่อนเยาว์จึงอดไม่ได้ที่จะไม่เชื่อถือ
“คุณชายเหอท่านควรระวังสายตาของท่านสักนิด”
เหอจิ้งซวงเพียงเหยียดยิ้มบางและยกชาขึ้นจิบ มิได้มีท่าทีหวาดกลัวหรืออ่อนน้อมต่อนางเช่นที่ผู้อื่นกระทำยามพบเจอ หยวนิเหม่ยเห็นมือบางของผู้เป็หมอกำเข้าหากันแน่นแล้วพลันยิ้มหวาน
พี่ชายดูเหมือนท่านจะสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
“เ้าคงเป็หยวนิเหม่ย”
น้ำเสียงที่บ่งบอกว่าพยายามข่มกลั้นอารมณ์เอ่ยก่อนเบนสายตามายังหยวนิเหม่ย หยวนิเหม่ยเพียงก้มศีรษะรับอย่างนอบน้อม
“เช่นนั้นโปรดตามข้ามา”
เหอจิ้งซวงขมวดคิ้วเข้มมือหนายื่นไปกุมข้อมือบางของน้องสาวต่างสกุล แม้ในใจมิได้ชื่นชอบนางนักแต่จะอย่างไรนางก็เป็ผู้ที่ท่านปู่ฝากดูแล เขาย่อมมิอาจให้นางคลาดสายตา
“แม่นางหยวนข้ามีความอดทนไม่มากนัก”
เหอจิ้งซวงปรายตามองไปยังสตรีอีกนาง ท่าทางเช่นนี้สมแล้วที่ผู้คนกล่าวว่านางนั้นหยิ่งยะโส
“นางเป็น้องสาวข้า หากเ้าจะรักษาก็จงรักษาต่อหน้าข้า”
ชงเย่อิ๋งขบกรามแน่น มือบางกำเข้ากันอย่างอดกลั้นชั่วชีวิตเกือบยี่สิบปี่นางมิเคยมีใครยั่วโมโหนางได้ถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะเป็คำสั่งของนายท่านให้รักษาสตรีนางนี้แล้วแม้แต่ประตูร้านของนางก็อย่างหวังว่าคนสกุลเหอจะได้ย่างก้าวเข้ามา
“ได้!! จือซาไปเอาอ่างน้ำมา”
กล่าวจบสองเท้าเล็กพลันก้าวเข้ามาด้านในจับข้อมือบางอีกข้างของหยวนิเหม่ยขึ้นตรวจแล้วปักเข็มลงไปอย่างแม่นยำ
“ข้าฝังเข็มระงับพิษแล้ว ต่อไปเ้าก็ถอดผ้าออก”
ไม่เพียงเอ่ยวาจาชงเย่อิ๋งยังปลดอาภรณ์ของตนเองอย่างรวดเร็ว เหอจิ้งซวงเบิกตากว้างมองสตรีตรงหน้าปลดอาภรณ์ตนเอง มือหนาปล่อยมือน้องสาวของตนแล้วกุมข้อมือของสตรีตรงหน้าเอาไว้ สายตาคมเบี่ยงหลบภาพไหล่ขาวเนียนเบื้องหน้า
“ไร้ยางอาย”
“เ้าสิไร้ยางอาย...เมื่อครู่ข้าจะพานางไปรักษาที่อื่นเป็เ้ามิใช่หรือที่ห้ามปราม”
หยวนิเหม่ยลอบยิ้มหวานมองใบหน้าแดงก่ำของพี่ชายตนสลับกับแววตาเปล่งประกายของท่านหมอหญิงตรงหน้า
“หากข้าเดาไม่ผิดการรักษาของข้าคงต้องแช่ในอ่างน้ำร่วมกับท่านหมอชง”
“เ้าช่างฉลาดยิ่ง...มิเหมือน”
สายคมตวัดมาที่นางอีกครั้ง หากแต่เมื่อเห็นภาพไหล่ขวาขาวเนียนแลเนินเนื้อที่โผล่พ้นเสื้อคาดอกตัวในของนางกลับทำให้เขาใจสั่นระรัวใบหน้าร้อนผ่าวจนมิสามารถเอ่ยวาจาโต้แย้งใดออกมา
“ไร้ยางอายยิ่ง”
กล่าวจบร่างสูงโปร่งของพี่ชายนางก็ลุกเดินออกจากห้องไป หยวนิเหม่ยมองแววตาเปล่งประกายและเสียงหัวเราะเบาๆ ของสตรีร่วมห้องแล้วอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
หลังจากพี่ชายนางออกไปแล้ว ชงเย่อิ๋งจึงเริ่มการรักษาให้นางต่อ ร่างเล็กที่เติบโตเกินวัยของนางแช่ในอ่างสมุนไพร ทั่วทั้งแผ่นหลังมีเข็มเงินปักจนเจ็บแสบ ผ่านไปหนึ่งเค่อชงเย่อิ๋งจึงถอนเข็มให้นาง
“เ้าต้องแช่อยู่ในน้ำยาอีก 1 ชั่วยามพิษในกายจึงจะหมดไป”
หยวนิเหม่ยเพียงพยักหน้ารับมองตามร่างบางที่ลุกจากไปก่อนถอนหายใจยาว
“สบายตัวหรือไม่”
มือบางยกขึ้นปิดอกในทันทีก่อนหันไปตามต้นเสียงที่นางจดจำได้ขึ้นใจ
“ท่านแอบดูข้าหรือ!!”
หยวนิเหม่ยเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามข่มเสียงให้เบาที่สุดเพราะมั่นใจว่าพี่ชายของนางคงยังยืนที่นอกห้องอย่างแน่นอน
“มากกว่าดูข้าก็ทำมาแล้วมิใช่หรือ”
ใบหน้าของหยวนิเหม่ยพลันร้อนผ่าวก่อนหันหลังให้เขา หากแต่พริบตาดวงตาคมพลันมาอยู่เบื้องหน้า หยวนิเหม่ยเบิกตากว้างสบตาคมเข้มผ่านหน้ากากเงินที่เขาสวมใส่เป็ประจำ
“ิเหม่ยเ้าลืมไปแล้วหรือ”
หยวนิเหม่ยพลันสติขาดหายไปชั่วขณะ แม้ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาจะปกปิดเอาไว้หากแต่ยามสบตาเช่นนี้หัวใจของนางกับสั่นระรัวอย่างมิอาจห้ามปราม กว่าจะรู้ตัวริมฝีปากบางพลันััได้ถึงความนุ่มละมุน ทั่วทั้งกายของนางจะร้อนผ่าวจนแทบสิ้นสติเมื่อรับรู้ว่าััแ่เบาดุจปีกผีเสื้อโบยบินนั้นคือ…
จูบ
มิเพียงแต่นางเท่านั้นที่ตื่นใ แม้แต่ตัวเขาเองก็ใในการกระทำของตน ั้แ่เมื่อไหร่กันที่เขาปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือการควบคุมเช่นนี้
หรือหมากตานี้เขาจะเดินผิดกัน
.............................................................................................................................................