หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 122 ผู้นำคนใหม่

            ราชสำนักเต็มไปด้วยปัญหา

            ประสิทธิภาพในการทำงานก็เชื่องช้า

            รอจนอำเภอหมิงเหอมีขุนนางคนใหม่มาประจำการ ทุ่งหญ้าก็ฟื้นตัวจนเติบโตขึ้นอีกครั้ง

            ต่างกับทุ่งหญ้ารกร้างทรุดโทรมในความคิดอย่างสิ้นเชิง อำเภอหมิงเหอแห่งนี้บรรยากาศก็คึกคักยิ่งนัก

            กำแพงเมืองสูง เสียงพ่อค้าเชิญชวนให้คนมาซื้อมาดื่ม

            คนเข้าออกเมืองอยู่ไม่ขาด

            หากว่าตรงมุมกำแพงเมืองไม่มีกระดูกวางเรียงอยู่ ก็ย่อมไม่มีทางดูออกว่าที่นี่เพิ่งจะผ่านสงครามที่คนแทบจะตายกันยกเมืองมา

            ขุนนางอำเภอหมิงเหอมาเข้ารับตำแหน่งแล้ว

            ตามหลักแล้วจะต้องมีขุนนางขั้นต่ำกว่า และเหล่าคหบดีมาคอยต้อนรับ

            ทว่าเมืองหมิงเหอนั้นเพิ่งจะโดนล่าสังหารยกเมือง ยามนี้เหลือคนอยู่เท่าใดก็ยังไม่อาจทราบได้

            จ้งจื๋อรู้สึกวุ่นวายใจขึ้นมา

            มองไปไกลๆ แล้วก็เป็นกังวล บางทีด้านในอาจถูกคนแคว้นจิงยึดครองไปแล้วก็เป็นได้ เช่นนั้นพวกเขาไม่กลายเป็นลูกแกะเข้าปากพยัคฆ์หรือ

            ทว่าก็น่าจะไม่ใช่เช่นนั้น เพราะคนที่เข้าออกเมืองดูไม่คล้ายกับชาวแคว้นจิง

            ชาวแคว้นจิงชอบล่าสัตว์นัก

            อีกทั้งชาวแคว้นจิงยังรูปร่างสูง องคาพยพทั้งห้าก็คมคายกว่าชาวแคว้นเชิน

            แต่หากไม่ใช่ว่าชาวแคว้นจิงยึดเมืองไว้ได้ อำเภอเล็กๆ อย่างอำเภอหมิงเหอจะฟื้นตัวไวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ทั้งยังดูคึกคักไม่เบา

            หน้าประตูเมืองมีผู้คนต่อแถวยาวเหยียดเป็นระเบียบเรียบร้อย

            คนตระกูลจ้งก็อยู่ในแถวเช่นกัน พวกเขานั้นสุขสบายมาหลายปีไม่เคยออกมารับตำแหน่งข้างนอกมาก่อน หากเป็นคนอื่นเข้ามารับตำแหน่งคงจะส่งคนมาแจ้งเรื่องไว้ให้เตรียมต้อนรับตนแล้ว

            ทว่าคนตระกูลจ้งก็เอาแต่กังวลคร่ำเครียดมาตลอดทาง จึงได้ลืมเรื่องนี้ไปสิ้น

            …….

            ขบวนรถม้าของคนตระกูลจ้งนับว่ายิ่งใหญ่ไม่เบา

            ถึงอย่างไรเสียก็มีคนมากมาย รถม้ามีหลายคันเช่นนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดา

            ยามนี้แม้สภาพของพวกเขาจะดูย่ำแย่เต็มทน ทว่ายามปรากฏตัวหน้าประตูเมืองก็ยังดึงดูดสายตาคนไม่น้อย

            ยามนี้อำเภอหมิงเหอได้เสมียนซูเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อย

            ยามกองทัพแคว้นจิงบุกมา คนโลภอย่างเสมียนซูกลับไม่ได้หนีเอาตัวรอด

            ทว่ากลับพาเหล่านักการในศาลาว่าการ และเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชามารวมกันช่วยชีวิตชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บ

            ยามที่กองทัพจิงพ่ายแล้ว เขาก็ร่วมกับชาวหมู่บ้านไป๋กู่ช่วยกันฟื้นฟูทุ่งหญ้าแห่งนี้ให้กลับมาเจริญดังเดิม จึงสามารถรักษาอำเภอหมิงเหอเอาไว้ได้

            อย่างไรก็ตามอำเภอหมิงเหอนั้นเป็นเหมือนด่านหน้าก่อนถึงหมู่บ้านไป๋กู่

            อีกทั้งท้องทุ่งหญ้านั้นคอยโอบล้อมภูเขากระดูกไว้ตรงกลาง จึงได้สร้างจุดสำคัญไว้จำนวนสามที่

            หนึ่งคืออำเภอหมิงเหอที่มีอาณาเขตติดกับแคว้นเชิน

            สองคือเมืองอวิ้นเหอที่มีอาณาเขตติดกับแคว้นซี 

            สุดท้ายคือดินแดนรกร้างไร้ความเจริญที่มีอาณาเขตติดกับอาณาเขตของแคว้นจิง

            สามจุดล้อมรอบทุ่งหญ้าเอาไว้ โดยมีภูเขากระดูกเป็นจุดศูนย์กลาง

            ทั้งตลาดด้านล่างภูเขากระดูกก็เริ่มกลับมาเปิดแล้วเช่นกัน

            เหล่าพ่อค้านับว่าเฉียบแหลมกว่าคนอื่นๆ มากนัก ระหว่างที่คนอื่นๆ ยังไม่ทันได้สติ เหล่าพ่อค้าก็พากันเดินทางมาลงทุนกันตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว

            หูต้าไห่จากตระกูลหูสายรองที่คราวที่แล้วได้กำไรไปไม่น้อย คราวนี้ก็มาด้วยเช่นกัน

            คราวนี้เงินลงทุนไม่ได้มาจากเขาแต่เพียงผู้เดียว ยังมีเงินจากคนสนิทและเหล่าเพื่อนฝูงมาร่วมลงทุนด้วย

            โดยได้ซื้อที่ดินผืนหนึ่งบริเวณเมืองรกร้าง และหมู่บ้านไป๋กู่ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

            ทว่าก็ช่างน่าแค้นใจนักที่เงินยังไม่มากพอ

            หากว่ามีเงินมากกว่านี้อีกสักหน่อย เมื่อสร้างใหม่คราวนี้จะต้องมีที่ดินเป็นของเขาสักแปลง ต่อไปคาดว่าแค่เก็บค่าเช่าก็คงจะมีกินมีใช้สุขสบายแล้ว ชายร่างท้วมเห็นอนาคตอันสดใสของที่นี่ขึ้นมา

            ยิ่งหลังจากที่เขาได้ฟังผู้ใหญ่บ้านไป๋กู่ชี้แจง เขายิ่งเห็นอนาคตของสถานที่แห่งนี้

            แทบจะทนไม่ไหวอยากจะย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่เสียเลย

            แน่นอนว่าเมื่อคำนึงถึงเรื่องที่กองทัพต่างแคว้นเพิ่งบุกมา ครอบครัวเขาย่อมต้องไม่ยอมอยู่แล้ว เขาจึงได้แต่ชะลอเรื่องนี้เอาไว้ก่อน

            ทว่าเรื่องที่ดินนั้นจำเป็นต้องมี

            ที่ดินที่นี่จะต้องราคาเพิ่มวันเพิ่มคืนเป็นแน่

            มีแต่จะขึ้นๆๆ รีบซื้อไว้สักหน่อยก็ยิ่งได้กำไร

            ยามนี้ไม่ใช่เพียงคนแคว้นเชินที่ซื้อที่ดินที่นี่ กระทั่งคนแคว้นซี และแคว้นจิงก็แห่มาซื้อเช่นกัน

            ทว่าราคาสำหรับชาวแคว้นซีและแคว้นจิงนั้นกลับแพงกว่ากันมากนัก ทั้งยังมีแค่สิทธิ์ในการใช้พื้นที่ ไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่

            กฎนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นคนออก ทว่ากลับมีมาไม่มีหยุด

            ทุ่งหญ้าห่างไกลหลังจากผ่านศึกสงครามครั้งใหญ่ แม้จะไม่มีขุนนางจากราชสำนักมาก้าวก่าย แต่ก็ยังสามารถพัฒนาได้รุ่งเรืองถึงเพียงนี้ 

            จ้งจื๋อถือหนังสือรับตำแหน่งมายื่นเข้ารับตำแหน่ง

            เสมียนซูเมื่อได้รับข่าวก็รีบร้อนมาต้อนรับทันที

            ราชสำนักคงจะส่งนายอำเภอมา เขาก็เตรียมพร้อมมาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว คิดว่าระบบของขุนนางแคว้นเชินคงไม่ใช่แบบเดียวกันกับเสมียนเช่นเขาที่มิได้เป็นปัญญาชน ไม่ว่าจะลงแรงมากเพียงใดก็มิอาจเลื่อนขั้นเป็นนายอำเภอได้ นายอำเภอนั้นจำเป็นต้องให้ทางราชสำนักส่งมาเท่านั้น

            ทว่ายามที่ออกมาต้อนรับกลับกลายเป็นสตรีและคนชรากับขุนนางอีกไม่กี่คนแทน ดูแล้วไม่เหมือนขุนนางสักเท่าใด ดูท่าทางแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นพ่อบ้าน

            ที่แท้ก็เป็นข้าหลวง

            ใบหน้าของเสมียนซูพลันปรากฏแววตกใจ นานสองนานก็ยังไม่มีสติขึ้นมาแล้วจึงรีบขออภัย

            เขาในชาตินี้ขุนนางคนเดียวที่เคยเจอก็คือท่านนายอำเภอเฉิน ไม่คาดคิดว่าในชาตินี้ เขาจะได้พบท่านข้าหลวง ดังนั้นจึงตื่นเต้นเกินไปหน่อย ได้เห็นแล้วจึงตกใจเช่นนี้

            จ้งจื๋อนั้นก็ไม่ได้โอ้อวดตน 

            เขาเป็นเพียงข้าหลวงแค่ในนาม ความจริงแล้วยังสู้ตำแหน่งนายอำเภอเล็กๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ

            “ใต้เท้าคงจะเหนื่อยจากการเดินทาง ขอท่านตามผู้น้อยมาพักผ่อนเถิด เพียงแต่อำเภอหมิงเหอของเรานั้นเพิ่งจะก่อร่างสร้างตัว อาจซอมซ่อไปบ้าง ขอใต้เท้าโปรดอภัย”

            เสมียนซูถ่อมตนนัก แม้ด้านหลังเขาจะมีคนยืนอีกไม่น้อย รวมแล้วราวๆ แปดสิบคน ทั้งหมดล้วนแต่เป็นนักการ

            ทั้งเหล่านักการนั้นยังใส่เสื้อผ้าสีดำล้วน ดูแล้วสง่างาม

            ทั้งยังรูปร่างสูงใหญ่ มีแววตามุทะลุของเด็กหนุ่ม

            หากไม่ใช่ว่าเสมียนซูนั้นมีท่าทีอ่อนโยน ก็ดูเหมือนพวกเขากำลังมาข่มขู่เสียมากกว่า

            แม้จ้งจื๋อจะไม่เคยรับตำแหน่งต่างเมืองมาก่อน เขาไม่เคยเป็นนายอำเภอ แต่เขาเองก็รู้ว่าศาลาว่าการอำเภอหนึ่งแห่งไม่สามารถมีนักการจำนวนมากเช่นนี้ได้

            ศาลาว่าการอำเภอปกตินั้นมีนักการสักยี่สิบคนก็นับว่าไม่เลวแล้ว ทั้งยังมีที่ว่าการอีกมากมายที่มีนักการเพียงสิบถึงสิบสองคน ส่วนใหญ่ยังมีตำแหน่งว่างอีกมาก

            ด้วยเพราะต้องออกจากเมืองหลวง เรื่องขุนนางเหล่านี้เขาล้วนสอบถามมาแล้ว

            “ไม่ทราบว่าเหตุใดที่ว่าการอำเภอหมิงเหอจึงมีนักการมากถึงเพียงนี้เล่า” จ้งจื๋อนั้นอยากจะฝืนไว้ แต่อย่างไรก็ฝืนไม่ได้จริงๆ จึงได้เอ่ยปากถามออกมา 

            เสมียนซูปกติแล้วก็พาเหล่านักการทำงานกันตลอดวัน จึงชินเสียแล้ว

            เมื่อได้ยินข้าหลวงถามเช่นนี้ก็ตกใจ แล้วจึงคิดถึงเรื่องกฎขึ้นมาได้

            “ใต้เท้าโปรดอย่าเข้าใจผิด ท่านดูบนแขนเสื้อเหล่านักการเหล่านี้ ด้านบนยังมีแถบขาวอยู่ คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นนักการขาวที่ไม่ได้ใช้เงินจากทางราชสำนัก เพราะสงครามใหญ่บนทุ่งหญ้าเพิ่งจะจบลง เหล่าโจรยังซุ่มอยู่อีกมาก ผู้น้อยวุ่นวายจนจัดการไม่ไหว  จึงได้แต่จ้างชาวบ้านเหล่านี้มาช่วยเหลือ ล้วนได้เงินทุกคนรวมกันมาจ่ายค่าแรง จึงได้หาคนมาจำนวนหนึ่งเพื่อรักษาความปลอดภัย ว่าไปแล้วก็ช่างละอายนักที่นักการตัวจริงรวมถึงผู้น้อยนั้นมีกันอยู่เพียงห้าคน ส่วนคนที่เหลือล้วนสิ้นชีพในสนามรบแล้ว”

            สีหน้าของเสมียนซูเต็มไปด้วยความจนใจ 

            จ้งจื๋อเองก็นิ่งงัน

            ตลอดเส้นทางที่เดินทางมายังศาลาว่าการ บ้านเรือนก็ล้วนแต่เพิ่งสร้างใหม่จริงๆ

            แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็เป็นเรือนหลังใหม่

            “ไม่ปิดบังใต้เท้า เดิมทีศาลาว่าการนั้นทั้งคนตายคนเจ็บก็มีมากนัก กังวลว่าพลังหยางจะเยอะเกินไป ผู้น้อยจึงถือโอกาสดำเนินการย้ายศาลาว่าการไปในตำแหน่งใหม่ ขอใต้เท้าโปรดให้อภัย”

            จ้งจื๋อเมื่อได้ยินเสมียนซูกล่าวเช่นนี้ ก็พลันรู้สึกดีขึ้นมา 

            ตลอดทางเขาได้แต่หวาดกลัวจนแทบคลั่ง ในที่สุดก็มาถึงเสียที

            ทั้งยังดีกว่าที่คาดไว้มากนัก

            “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

            เสมียนซูพลันถอนหายใจ ในตอนนั้นผู้ใหญ่บ้านน้อยของหมู่บ้านไป๋กู่กล่าวว่าตำแหน่งของศาลาว่าการอยู่ใจกลางเมือง เหมาะแก่การสร้างตลาด ดังนั้นเขาจึงได้รื้อถอนที่นั่นทิ้งเสีย แล้วจึงย้ายศาลาว่าการมาไว้ที่นี่แทน

            ต่อมาจึงได้ยินชายชรากล่าวขึ้นพร้อมสีหน้าอึดอัดใจ “โดยปกติแล้วศาลาว่าการนับว่าเป็นที่ที่มีพลังหยินมากที่สุด ย่อมไม่มีทางมีเรื่องพลังหยางรุนแรงเกิดขึ้นเป็นแน่”

            “เอ่อ…” เสมียนซูนั้นยังไม่ได้คิดว่าตนจะตอบเรื่องนี้อย่างไร 

            ทันใดน้ำเสียงมีโทสะของท่านข้าหลวงก็พลันดังขึ้น “ท่านพ่อ ข้าขอร้องท่าน ท่านอย่าวุ่นวายนักเลย เจ้าก้อนเงินของท่านเป็นข้าที่เก็บไปเอง เดี๋ยวข้าจะคืนให้ท่าน เข้าใจหรือไม่!”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390